อีกหนึ่งชื่อที่ทำให้เราตื่นเต้นกับการเกิดขึ้นของพื้นที่สร้างสรรค์ในกรุงเทพฯ อย่าง ช่างชุ่ย และ Warehouse 30 คือบ้านหลังใหม่ของ Documentary Club ที่จะไปร่วมกระจายความคิดในทั้งสองที่
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2557 การเกิดขึ้นของ Documentary Club ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวน่าทึ่งบนโลกออนไลน์เลยก็ว่าได้ เมื่อกลุ่มคนรักหนังสารคดีที่เริ่มตั้งไข่ได้จากการระดมทุนบนเว็บไซต์เทใจ และได้นำเงินก้อนนั้นไปซื้อหนังสารคดีมาให้คนไทยได้ดูกันตามโรงฉายทั่วประเทศ
จากวันนั้นถึงวันนี้ ฐานแฟนคลับขยายขึ้นเป็นกว่า 134,000 คนบน Facebook พร้อมกับปรากฎการณ์ที่คนหันมาดูหนังสารคดีเหมือนหนังทั่วไปอย่างล่าสุดกับ We Are X หนังสารคดีที่บอกเล่าเรื่องราวของตำนานวงดนตรีร็อกญี่ปุ่นอย่าง X-Japan

แม้เราจะปฏิเสธไม่ได้ว่าความป็อปของหนังสารคดีเป็นผลมาจากการตื่นตัวของคนดูยุคโซเชียลมีเดียที่อยากรู้ความเป็นไปของโลกในมุมมองที่ไม่เคยเข้าถึง แต่ความน่าสนใจอีกอย่างคือการที่หนังสารคดีก้าวขึ้นมาเป็นอีกเวทีเปิดให้คนได้แลกเปลี่ยนความคิดในเรื่องที่สนใจร่วมกันมากขึ้น
และก่อนที่ Doc Club จะเปิดเวทีสนทนาครั้งล่าสุดกับประเด็นผู้ลี้ภัยกับหนังรางวัล Return to Homs ที่ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ในวันเสาร์นี้ เราอยากพาทุกคนไปรู้จักกับ ธิดา ผลิตผลการพิมพ์ ผู้ก่อตั้งและความเห็นของเธอที่มีต่อการเติบโตของหนังสารคดีในไทยรวมถึงการทำงานของสารคดีต่อสังคม
เสน่ห์ของหนังสารคดี
จุดเริ่มต้นที่อยากนำเข้าหนังสารคดี เพราะเราชอบดูก่อน แล้วเรารู้สึกว่า มันทำงานกับเรา และการที่มันทำจากเหตุการณ์จริง บุคคลจริง อ้างอิงจากเรื่องที่มีอยู่จริง ยิ่งมันเป็นเรื่องที่สร้างอิมแพค มันจะยิ่งอิมแพคขึ้นเป็น 2 เท่า เพราะปกติ เราดูหนังฟิกชั่นดีๆสะเทือนใจ เราก็รับรู้ว่ามันคือเรื่องเล่า นักแสดงเล่นดี คนเขียนบทเก่ง แต่สำหรับหนังสารคดี มันจะข้ามสิ่งเหล่านี้ไปเลย มันทำให้เราได้สัมผัสกับบุคคลเหล่านั้น เหมือนกับเราได้สัมผัสกับคนที่มีตัวตนจริงในโลก แล้วถ้าเขามีวิถีชีวิตที่เป็นแรงบันดาลใจ หรือสะเทือนใจ เราก็จะยิ่งเชื่อมโยงกับเขาในฐานะมนุษย์โดยตรง
พอมันมีหลายเรื่องที่เราดู เราก็เลยรู้สึกว่า ตัวเราก็รู้สึกว่ามันอิมแพคเยอะ โดยเฉพาะเรื่องที่เป็นประเด็น เราก็เลยรู้สึกว่ามันน่าจะมีโอกาสเข้ามาทำหน้าที่ของมันได้ แต่ที่ผ่านมามันไม่เคยมีพื้นที่ ถ้ามันมีโอกาสทำมันให้เกิด แล้วทำให้คนได้มีประสบการณ์แบบนี้ก็น่าจะดี ก็เลยตั้ง Documentary Club ขึ้นมา

We Are X ที่ยืนโรงฉายติดต่อกันกว่าเดือน
คนไทยไม่ได้อยากดูแค่หนังเบาๆ
คือจริงๆ ตอนเริ่มแรก แม้แต่ตัวเรา หรือแม้แต่คนที่เราไปเกี่ยวข้องอย่างโรงหนัง ก็จะมีความคิดว่า หุ้ย...คนไทยไม่ดูอะไรซีเรียส หรือหนังสารคดีมันไม่บันเทิง น่าเบื่อ แต่หนังสารคดีหลายเรื่องให้ความบันเทิงได้ มีวิธีเล่า สนุกสนาน ยิ่งเป็นประเด็นที่มันแข็งแรง ก็ยิ่งมีความบันเทิงในแบบของมันเพิ่มขึ้นมาอีก พอมาทำ Doc Club ก็พบว่า บางเรื่องเป็นสิ่งที่มีคนโหยหาอยู่ ได้เห็นคำถามที่เขามีในใจ และเขาได้สำรวจเรื่องนั้นในรูปแบบของหนัง ได้เปิดโลกทัศน์เรื่องเล่าในประเด็นที่เขาสนใจ
อย่างเช่นเรื่องที่ทำงานกับคนได้มากเกินคาด ก็คือหนังเรื่อง Urbanized ที่พูดถึงแนวคิดการพัฒนาเมืองใหญ่ทั่วโลก ที่นักพัฒนา หรือนักการเมืองมองว่า การพัฒนาเมือง จริงๆ คือการพัฒนาคุณภาพชีวิตคน แล้วพอโปรโมทหนังก็พบว่า มันไปไกลมากกว่าที่เราคิด จากตรงนั้น เราก็ค่อยๆ ได้เรียนรู้ว่า หนังสารคดีมันมีจุดเด่น ก็คือ มันไม่มีโปรดักชั่น ไม่มีดาราราก็จริง แต่พอมันมีเรื่องที่มีประเด็น ซึ่งมันตรงกับประเด็นที่คนมีคำถาม ก็กระตุ้นคนให้อยากรู้ แล้วก็ตั้งคำถามกับมัน เขาไม่สามารถหาคำตอบ หรือสำรวจเรื่องราวแบบนี้ในสื่ออื่นๆ ได้

เชื่อมหนังนอกเข้ากับบริบทไทย
สิ่งที่ Doc Club ทำคือเชื่อมโยงหนังที่มันสัมพันธ์กับคน โดยเฉพาะหลายๆ เรื่องที่สัมผัสกับคนไทยเป็นพิเศษ สำหรับคนที่สนใจก็เลยรู้สึกว่าเป็นประสบการณ์ใหม่ที่เขาอาจจะไม่ได้มีโอกาสได้เห็นเรื่องแบบนี้ในสื่ออื่นๆ เพราะสำนักข่าวทั่วไปไม่ได้หยิบประเด็นนี้มาเล่น ก็เลยรู้ว่าหนังทำให้คนรู้สึกว่ามันทำงานกับเขา เขารออยู่ จริงๆ แล้วคนพวกนี้มีอยู่ เราก็แค่มาเชื่อมให้กับเขา
อีกอย่างคือปัจจัยที่เราพยายามสื่อสารกับคนว่า หนังสารคดีไม่ใช่สำหรับ cinephile คอหนังจ๋า แต่เป็นหนังที่เข้าถึงไม่ยาก ประเด็นคือคนที่ดูหนังสารคดี คือคนที่ให้ความสนใจกับการได้เปิดโลกทัศน์ใหม่ๆ ชอบแสวงหาอะไรใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรู้ การได้รู้จักสังคมอื่นๆ อันหนึ่งที่เราว่าเห็นชัดเลยคือหนังสารคดีประเภทอาหารอย่าง food porn คือมีคนดูเยอะ แต่ก็ไม่ใช่ทุกเรื่อง คือต้องเป็นประเด็นใหม่ น่าสนุกในความหมายใหม่ๆ
ประเด็นพีค หนังก็พีค
หนังที่ทำให้คนพูดถึงชัดสุดคือ Where to Invade Next ของไมเคิล มัวร์ ที่ออกตะลุยยุโรปเพื่อทำหนังบอกคนอเมริกัน ซึ่งแต่ละประเด็นที่เขาพูด กลับเป็นปัญหาของสังคมอเมริกันที่มันโคตรคล้ายกับปัญหาในสังคมไทยหลายเรื่องมาก อย่างเช่นเรื่องการศึกษา ทำไมสังคมอเมริกันสอนให้เด็กเร่งเรียน มุ่งอยู่กับการสอบ เราไม่รู้ว่าเราเรียนไปทำไม เราเรียนไปเพื่อการแข่งขัน ในหนังก็พาไปคุยกับประเทศต้นแบบอย่างฟินแลนด์ ซึ่งคุณครูพูดว่า “การมาโรงเรียนคือการมาเรียนรู้วิธีมีชีวิตอย่างมีความสุข” คนดูของเราก็คือ โอ๊ย! จี๊ด! นี่คืออะไร!
หนังก็พาไปดูคุณภาพชีวิตแรงงานในเยอรมนี ในอิตาลี ซึ่งนายจ้างมีคำพูดแบบเดียวกัน “ความสุขของนายจ้าง และความสุขของลูกจ้างคือสิ่งเดียวกัน” ดังนั้นถ้านายจ้างรวย มีเงิน ได้พักผ่อน ลูกจ้างก็ต้องทำงาน และมีความสุข และมีเงินใช้เหมือนกัน โอ้ย! นี่คือเราไม่เคยเจออะไรแบบนี้ เรียกว่าจิ้มจุดไหนก็จี๊ด เราว่าหนังทำงานกับคนดูที่มีบริบทพิเศษแบบนี้จะถูกพูดต่อ หรือถูกเอาไปใช้งานได้ต่อเนื่อง ทุกวันนี้ก็ยังมีคนติดต่อเอาไปฉายโรงนั้นโรงนี้อยู่เรื่อยๆ เพราะว่ามันบันดาลใจมากๆ

Where to Invade Next
ทำหน้าที่ แต่ไม่ทำเงิน
มีหลายเรื่องที่ไม่ประสบความสำเร็จเรื่องรายได้ เช่นหนังเรื่อง The Look of Silence คือเป็นหนังชิงรางวัลออสการ์ปีที่แล้ว เป็นหนังที่ทรงพลังของวงการสารคดีโลก คือมันมาคู่กับ The Act of Killing หนังพูดถึงการล่าล้างคอมมิวนิสต์ในอินโดนีเซียในยุค 50 ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของหนังรางวัล หรือหนังที่แบบต้องดู เราก็เอาเข้ามาแต่ไม่ประสบความสำเร็จในแง่รายได้ เพราะในเนื้อหาก็ยากมาก คือคนที่ดูก็ต้องสนใจเรื่องรัฐศาสตร์ วัฒนธรรมความรุนแรง เรื่องอาเซียน เป็นพิเศษ มันก็ niche ของ niche ลงไปอีกที แต่เราต้องเอาเข้ามา เพราะเป็นหน้าที่เรา
ขยายฐานเข้าสู่ยุค streaming
จริงๆ เราก็ยอมรับว่า VOD (video on demand) มันเหมาะสมกับชีวิตคนยุคนี้ มันทั้งความสะดวก การเข้าถึง ซึ่งการฉายโรงมันเป็นทางเลือกแบบดั้งเดิมที่แคบด้วยการจำกัดโรง จำกัดรอบ สภาพที่เห็นคือมีคนแค่บางกลุ่มเท่านั้นที่เข้าถึง ซึ่งมันก็ไม่ได้ตอบการดูหนังได้อย่างสิ้นเชิง แต่มันเป็นพื้นที่ที่ควรมี ยังไงคนก็ต้องการดูหนังในโรง แต่เรื่อง VOD ก็เป็นสิ่งที่ต้องทำ
ตอนนี้ก็มีหนังสารคดีจำนวนหนึ่งขึ้นไปอยู่บน Maxxxstore ในเครือ Monomax เป็น T-vod (transactional video on demand) เป็น VOD แบบจ่ายเงินเช่าดูทีละเรื่อง ไม่เหมือน Netflix ที่เป็น S-vod คือสมัครสมาชิกแล้วก็ดูแบบบุฟเฟต์ ส่วน Maxxxstore เรามองว่ามันเป็น platform หลักของเราสำหรับหนังที่ออกจากโรงใหญ่ หรือหนังที่ไม่เข้าโรงแต่ผ่านการฉายที่หอศิลป์มาลงตรงนี้ หรือหนังที่เราคิดว่าควรเปิดฉายตรงนี้เลย คิดว่าคงจะเล่นกับตรงนี้ค่อนข้างจริงจัง แต่หลักการเลือกหนังไหนลงโรงหรือ Streaming คงเลือกตามธรรมชาติ หนังหน้าตาอย่าง We are X ก็ต้องอยู่ในโรง เพราะต้องการประสบการณ์แบบนี้ แต่หนังอีกแบบ มันอาจจะมีวิธีการดึงดูดความสนใจของคนอีกแบบ ก็ต้องดูตามหน้าตาของหนังไป

หลากวิธีพาหนังไปถึงคนดู
เพราะการที่เราพึ่งโรงหนังอย่างเดียวไม่ได้ เราก็ต้องพยายามสร้างพื้นที่อื่นๆ อย่างออนไลน์ หรือสเปซที่ดูแล้วเห็นหน้าตาคุยกัน เราก็พยายามสร้างเครือข่ายขึ้นมา ในจุดที่เราไม่มีโอกาสไป เช่น ร้านกาแฟ ห้องสมุด ร้านหนังสือ มหาวิทยาลัย หรือ co-working space ในต่างจังหวัดก็เริ่มเอาหนังเราไปฉาย พอมีติดต่อมาเราก็ support หนังให้เต็มที่ โดยอยู่บนเงื่อนไขว่าขอให้ขายบัตร เท่าไหร่ก็ได้
สมมติคุณฉายในมหาวิทยาลัย แล้วคุณรู้สึกว่า เด็กเงินไม่เยอะ อยากฉายแค่ 30 บาทก็ทำไป รายได้แบ่งกัน ไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่ต้องแบกภาระอะไร ไม่ต้องจ่ายก่อน เราคิดเพียงแต่ว่า คุณก็ได้ทำ film club แบบของคุณ เราก็มีโอกาสเอาหนังเราไปหาคนของคุณ เราก็พยายามสนับสนุนให้เกิดแบบนี้
พาหนังมุดใต้ดิน
โรงหนังบ้านเรา 90% ของตลาด ถือโดย 2 เครือเท่านั้น เราแทบไม่มีโรง standalone ที่เราจะเดินเข้าไปคุยโดยตรงได้ เพราะแทบไม่เหลืออยู่แล้ว ในต่างจังหวัดยังต้องใช้ระบบสายหนังอยู่ดูแลโรงต่างๆ อยู่ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ฝ่ายาก ก็ต้องใช้วิธีลงใต้ดิน คือส่วนใหญ่คนที่ทำงานกับเรา คือมีลักษณะธรรมชาติอย่างหนึ่งคือ อยากมีกิจกรรมที่เขาใช้ในการพูดคุยสื่อสาร และหนังก็เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่เห็นว่ามันมีประสิทธิภาพ
หนังสารคดีเอื้อให้หลายแห่งทำงานเชิงประเด็นได้เช่น อาจารย์กับนักศึกษาทำงานร่วมกัน ซึ่งเราก็เชื่อแบบนี้ เพราะฟิล์มคลับไม่จำเป็นต้องเกิดในหมู่นักดูหนัง แล้วตอนนี้ก็ก็มีหลายที่เหมือนกันที่เราเอาหนังเข้าไปฉาย มีร้านบอร์ดเกมที่บางแสน co-working space ที่หาดใหญ่ มีร้านหนังสือเชียงราย มีร้านหนังสือเชียงใหม่ มีร้านเหล้าที่กทม. I Hate Pigeons ร้านกาแฟนครปฐม มีร้านหลายที่เหมือนกัน หรือหนังอย่าง Life, Animated ก็ไปฉายที่โรงพยาบาลในขอนแก่น ซึ่งมีคุณหมอไฟแรงอยากมีฟิล์มคลับขึ้นมา

I Hate Pigeons ที่มีกิจกรรมฉายหนังกับ Documentary Club เป็นประจำ
ขยายพื้นที่ความคิด
มันเกิดจากการที่พื้นที่อย่าง Warehouse 30 และช่างชุ่ยมาชวนเรา คือเขาก็คิดเหมือนกันว่าเขาเป็น creative space ที่กลุ่มคนที่มีวิถีชีวิต หรือธรรมชาติบางอย่างเหมือนกันเลือกแล้วที่จะไปพื้นที่เหล่านี้ ตัว Warehouse 30 เขาทำ Jam Factory ที่เราเคยไปทำกิจกรรมด้วยหลายครั้ง แล้วเขาก็เห็นว่ามันมี community อยู่ แล้วก็เป็นกลุ่มคนที่มีไลฟ์สไตล์ที่ค่อนข้างชัด ไปอ่านหนังสือ นั่งทำงาน กินกาแฟ นั่งชิล ไปดูหนังใต้ต้นไม้ มีวิถีของเขาอยู่ เขาอาจจะเห็นว่า community ชัดและเป็นคนที่ค่อนข้างสอดคล้องก้บ space มันเป็นพื้นที่ที่มีธรรมชาติแบบนี้ พื้นที่ที่ขายมี content ตอบโจทย์สำหรับคนกลุ่มนี้ ซึ่งมันก็ควรจะเป็นบ้านของหนังสารคดีที่คุณควรจะได้ดู และมีความหลากหลายในตัวด้วย
หนังสารคดีบูมเพราะโซเชียล?
เราจะบอกเสมอว่าเราไม่ได้เป็นคนสร้างกลุ่มคนเหล่านี้ขึ้นมา แต่คนเหล่านี้มีอยู่แล้ว แล้วก็มีธรรมชาติที่ชัดเจนร่วมกัน คือเป็นคนแสวงหาอะไรใหม่ๆ เพียงแต่ที่ผ่านมา มันไม่มีพื้นที่ตรงนี้ให้เขา เราเพียงแต่ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อม ซึ่งมันสะท้อนอย่างหนึ่งคือ คำพูดที่ว่าคนไทยชอบความบันเทิง ไม่ชอบความรู้ ชอบอะไรง่าย โคตรไม่จริงเลย
เรามีความเชื่ออย่างหนึ่งว่า เหตุผลที่สารคดีมันโตขึ้นมา ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย แต่โตขึ้นมาในระดับโลกเพราะคนยุคนี้โตมากับโซเชียลมีเดีย และชอบความรู้ โลกทัศน์เปิดเยอะมาก เราสามารถรับรู้เรื่องสงครามในซีเรีย มาเห็นภาพเด็กที่บ้านถูกระเบิด คือเมื่อก่อนไม่มีภาพเหล่านี้ให้เห็น แล้วสื่อสำนักข่าวกระแสหลักก็ไม่ทำหน้าที่พวกนี้
สิ่งเหล่านี้กระตุ้นความอยากรู้ของคน และหนังสารคดีก็มาเติมเต็มความอยากรู้นั้น มันถึงได้มีหนังสารคดีสงครามซีเรียอย่าง Return to Homs ที่แม้แต่สำนักข่าวใหญ่ยังไม่กล้าเข้าไป แต่มีคนบ้าคลั่งเข้าไปถ่าย และทำให้เรามองเห็นภาพที่ไม่เคยเห็นเหล่านี้ ซึ่งคนไทยก็ไม่ได้หนีพ้นไปจากกระแสความอยากรู้อยากเห็นไปได้ และการที่ Doc Club มีคนติดตามอย่างต่อเนื่อง ก็เพราะมันสะท้อนให้เห็นว่าคนดูหนังเดี๋ยวนี้ มีความกระหายที่จะเปิดโลกทัศน์ พาเขาไปสู่ความรู้หรือแรงบันดาลใจใหม่ๆ เสมอ

Return to Homs
หนังสารคดีไทยที่ขาดแคลน
หนังสารคดีไทยที่ฉายตามโรงมีแสนน้อยเพราะวงการสารคดีบ้านเรายังเตาะแตะสุดๆ เหตุผลหลักอย่างหนึ่งคือมันไม่มีวงโคจร ไม่มีเหตุผลที่ใครจะเข้ามาทำเป็นอาชีพ ในเมื่อนึกไม่ออกว่ามันจะทำเป็นอาชีพได้ยังไงก็ยิ่งทำให้คนจะมาทำน้อยลงไปอีก เช่นแหล่งทุนก็ไม่มี ช่องทางฉาย โอกาสรอด ผู้สนับสนุนแทบไม่มี คือมัน niche ของ niche อีกที ปกติหนังไทยก็ทำน้อยน้อยอยู่แล้ว หนังไทยนอกกระแส นายทุนส่วนใหญ่ก็ยังไม่เห็นว่ามันมีศักยภาพ
ตรงนี้ต้องใช้เวลาอีกนานกว่าที่จะอธิบายให้สถานีโทรทัศน์ทั้งหลาย ทำเหมือนช่อง BBC ช่อง HBO หรือ Netflix ที่จะทำหนังสารคดีดีๆ เพื่อฉายในช่อง ตอนนี้ทีวีไทยก็ยังนึกไม่ออกด้วยซ้ำว่าสารคดีฟีเจอร์คืออะไร แล้วทำไมเราต้องลงทุน ในเมื่อเราก็ซื้อสารคดีมาฉายอยู่แล้วทุกคืน ตรงนี้ยังคุยกันไม่รู้เรื่อง เราว่าในภาพเชิงธุรกิจ มันต้องอธิบายหลายขั้นในเรื่องของแหล่งทุน ช่องทาง ต้องมาอธิบายว่า documentary feature คืออะไรแล้วมันสำคัญยังไงถึงต้องมี ทำไมมันถึงต้องการการลงทุน มันจะกลายเป็นคอนเทนท์ที่มีคุณค่ากับช่องเขาได้ยังไง คือสิ่งเหล่านี้สำหรับบ้านเราต้องใช้เวลาอธิบายอีกเยอะ
ปลุกคนทำหนังสารคดี
ที่ผ่านมา พอทำ Doc Club ก็จะมีมหาวิทยาลัยหลายคณะที่เรียนสารคดีแล้วให้เด็กเอางานมาให้ดู หลายครั้งเราดูแล้วเราก็จะมีคำถามกับเด็กว่า เขาทำมาทำไม ตอนทำคิดอะไรในใจ แล้วเขาก็ตอบไม่ได้ เราก็พบว่า จริงๆ แล้วหนังสารคดีมันจะดีได้ คือจะต้องมีการตั้งคำถามกับชีวิต คำถามกับสังคมก่อน คำถามมักจะเกิดจากความคับข้องใจบางอย่าง หรือความอยากรู้อยากเห็น มาจากการมีโลกทัศน์กว้างพอ จนเกิดคำถามแบบนี้ขึ้นมาได้
พอไม่มีคำถาม เริ่มต้นมาด้วยความคิดสำเร็จรูป เช่น ทำสารคดีที่พูดถึงการเล่นลิเก ซึ่งหายไปแล้วจากสังคมไทย ก็จะเล่าฟูมฟายต่างๆ นาๆ ว่าลิเกเคยมีประวัติความเป็นมาแบบนี้ ว่าคนรุ่นใหม่ไม่สนใจ แต่พอเราย้อนถามว่าเราสนใจไหม เราชอบดูลิเกเหรอ มันมีความหมายอะไรกับเรากับการที่มันไม่มีลิเก ถ้ามันเป็นสิ่งที่คุณไม่มีคำถาม หรือความคับข้องใจกับมัน แล้วคุณจะทำมันทำไม มันก็เป็นแค่สารคดีส่งเสริมวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งคนดูจำนวนมากก็ไม่มีคำถามแบบเดียวกับคุณแหละ ไม่มีลิเกแล้วไงล่ะ? แล้วงานสารคดีแบบนี้จะไปทำงานกับใครได้

สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์ ผู้กำกับหนังสารคดี "Railway Sleepers หมอนรถไฟ
โลกทัศน์และสถาบันการศึกษา
สิ่งแรกที่คนทำสารคดีที่ดีต้องมีคือ คำถาม ซึ่งคำถามนั้นจะเกิดขึ้นมาเมื่อคุณมีโลกทัศน์ที่กว้างพอ ซึ่งก็ต้องย้อนกลับไปว่า ถ้าเป็นหนังสารคดีที่มาจากสถาบันการศึกษา มันก็ต้องย้อนไปว่า สถาบันการศึกษาไม่ได้กระตุ้นให้เด็กตั้งคำถามที่ถูก คุณให้โจทย์ว่าเด็กทำสารคดีอะไรก็ได้ แล้วเด็กก็ทำสารคดีอะไรก็ได้เพื่อให้ส่งอาจาย์ได้ จบ แต่มันมีคุณค่าของงานสารคดีตรงไหน conflict อยู่ตรงไหน conflict ทำงานกับตัวเองไหม ถ้าคุณไม่ได้มีความรู้สึกสั่นสะเทือนกับสิ่งนั้นก็ไม่ต้องทำ คือสารคดีมันทำงาน เพราะมันทำงานกับคนดู สิ่งที่คุณทำมันถึงจะมีคุณค่า
Documentary Club www.fb.com/DocumentaryClubTH

หมอนรถไฟ (Railway Sleepers) หนังสารคดีเรื่องใหม่ และเป็นหนังสารคดีไทยเรื่องแรกของ Documentary Club ที่จะชวนทุกคนหวนคิดถึงความทรงจำที่มีกับรถไฟจากการถ่ายทำที่ใช้เวลานานถึง 8 ปี ขึ้นลงรถไฟต่างๆ จากเหนือจรดใต้ของประเทศไทย เข้าไปดูรอบฉายที่ SF Cinema ได้ที่นี่เลย