เชื่อว่าคนกรุงเทพหลายคนคงไม่มีใครไม่รู้จักย่านเก่าอย่างย่านสามแพร่งแห่งนี้ที่มีชื่อเสียงด้านประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน ตั้งอยู่ในพื้นที่วังเก่าซึ่งเคยเป็นที่อยู่ของลูกหลานกษัตริย์และช่างฝีมือต่างๆ ประกอบด้วยแพร่งสรรพศาสตร์ แพร่งนรา และแพร่งภูธร ซึ่งในอดีตถนนแห่งนี้เคยเป็นย่านเศรษฐกิจที่เจริญที่สุดเลยก็ว่าได้ แต่ด้วยวันเวลาที่ผ่านไปรวมถึงการเข้ามาของสิ่งใหม่ย่อมทำให้สิ่งเก่า ๆ เริ่มหายไปทิ้งไว้เพียงร่องรอยของความทรงจำที่เคยรุ่งโรจน์ในอดีตเท่านั้น

จนเมื่อหลายวันที่ผ่านมาเราได้มีโอกาสเข้าร่วมทริปเส้นทางอาหารเด็ดชุมชนคนสามแพร่ง กับ Local Alike จับมือร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อร่วมสร้างสรรค์เส้นทางท่องเที่ยวในชุมชนอย่างยั่งยืนในคอนเซ็ปต์ Welcome Back to Bangkok นำเสนอวิถีชีวิตของชาวชุมชนคนสามแพร่งในกรุงเทพฯ ที่ตอนนี้หลงเหลือแค่ลูกหลานของคนในพื้นที่เก่าแห่งนี้เท่านั้น แต่ที่แน่ ๆ ถนนแห่งนี้ได้กลายเป็นย่านรวมร้านอาหารเด็ด ๆในกรุงเทพมหานครมากมาย ซึ่งแต่ละร้านล้วนมีเรื่องราวที่น่าสนใจที่ผ่านกาลเวลาจากอดีตที่เคยทำธุรกิจหนึ่งเปลี่ยนมาทำอีกอย่างหนึ่ง เพื่อปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป

ดังนั้นเพื่อความราบรื่นก่อนการเริ่มทริป เราขอพาทุกคนไปสักการะศาลเจ้าพ่อเสือแห่งสามแพร่งที่เป็นสถานที่เคารพบูชาและเป็นศูนย์รวมใจของคนไทยเชื้อสายจีนชาวสามแพร่งมาตั้งแต่ในครั้งอดีตถึงปัจจุบัน หลังจากไหว้ศาลเจ้าพ่อเสือเรียบร้อย เรามาเริ่มกันที่ร้านแรกเลยดีกว่า เดินไปไม่ถึง 100 เมตรก็มาถึง ร้านเจ๊นีเผือกหิมะเจ้าดัง สูตรต้นตำรับ ขอบอกว่านี่เป็นครั้งแรกที่มากินกันถึงที่หลังจากที่ได้ยินชื่อเสียงร้านนี้มานาน หลังจากกินไปชิ้นแรก เราถึงกับชอบมากเพราะตอนแรกเห็นทอดจากกระทะ นึกว่าจะเป็นเผือกทอดแบบอมน้ำมัน แต่กลับไม่เป็นอย่างที่คิด ร้านนี้กลับทอดได้แห้ง กรอบนอกนุ่มใน อร่อยถูกปากจนต้องซื้อกลับบ้าน เจ๊นีบอกว่าลูกค้าส่วนใหญ่ที่มาซื้อเผือกหิมะที่นี่นอกจากจะซื้อไปฝากแล้ว ยังนิยมซื้อไปไหว้ด้วย เนื่องจากคนจีนเชื่อว่าเผือกเป็นอาหารมงคล หากนำไปไหว้เชื่อว่าจะทำให้ชีวิตครบถ้วนสมบูรณ์นั่นเอง


หลังจากชิมเผือกหิมะเป็นอาหารเรียกน้ำย่อยกันแล้ว ร้านต่อมาที่เราคงไม่พูดถึงไม่ได้คงต้องยกให้ร้านนี้ ร้านบัวลอย เกตุแก้ว แห่งแพร่งนรา ซึ่งเดิมคูหาตรงนี้เคยเป็นร้านทำรองเท้า ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นร้านบัวลอยกะทิสดที่เปิดร้านมามากกว่า 10 ปี มีสูตรและรสชาติเฉพาะตัว ในเรื่องของรสชาติร้านนี้เราขอนำเสนอเลย สำหรับคนที่ชื่นชอบความหวานอย่างเรา บอกได้คำเดียวว่าอร่อยมากถึงมากที่สุด เป็นความหวานที่กลมกล่อมกำลังดี แถมน้ำกะทิก็สดสมชื่อ เพราะกินแล้วไม่ติดลิ้นติดคอ ให้กินอีกถ้วยเราก็ยังไหว

หลังจากกินหวานแล้วขอกินคาวมาตัดรสชาติก่อนไปที่อื่นกับ ร้านลูกชิ้นหมู แพร่งนรา ลูกชิ้นหมูปราศจากสารบอแรกซ์ เสริฟกับน้ำจิ้มรสเด็ดสูตรโบราณที่สืบทอดกันมาถึงรุ่นที่สอง แถมที่นี่ยังขึ้นชื่อในเรื่องความสวยของแม่ค้าซึ่งเป็นลูกของเจ้าร้านที่เราถึงกับอยากติดแฮชแทค #แม่ค้าสวยบอกต่อด้วย กันเลยทีเดียว (รอดูรูปแม่ค้าอยู่ล่ะสิ ไปดูที่ร้านเองนะ)


เดินทางต่อมาที่แพร่งสรรพศาสตร์ เพื่อไปร้าน ป้านิต น้ำสมุนไพรไทยสูตร 40 ปี ที่เป็นสูตรตกทอดจากอาม่าของป้านิดมาอีกที บอกเลยว่านี่ไม่ใช่น้ำสมุนไพรใส่น้ำเชื่อมเหมือนตามท้องตลาดทั่วไป แต่เป็นน้ำสมุนไพรไทยแท้ ๆ อย่างน้ำตะไคร้ น้ำเก็กฮวย น้ำจับเลี้ยง และน้ำมะตูม ที่ป้านิด บอกขั้นตอนและส่วนผสม แถมลงมือทำให้ดูกันแบบไม่หวงสูตรกันเลย หลังจากดื่มน้ำสมุนไพรจนชื่นใจแล้ว เราได้คุยและสอบถามป้านิดเกี่ยวกับแพร่งสรรพศาสตร์แห่งนี้เลยทำให้รู้ว่า ที่ตรงนี้เขาเรียกว่าตรอกช่างทอง ซึ่งชื่อเรียกก็มีที่มาว่าตรอกช่างทองนี้เคยเป็นที่ทำงานค้าขายของช่างทองสมัยรัตนโกสินทร์ทั้งชุบ ฝัง ทองรูปพรรณทุกอย่างเพื่อส่งเข้าวังหลวงนั่นเอง

หลังจากร่ำลาป้านิตกันแล้ว เราก็เดินต่อมาที่ร้านอาหาร นิติบรรณการแห่งแพร่งนรา ซึ่งแต่เดิมร้านแห่งนี้เคยเป็นร้านขายหนังสือกฎหมายมาก่อน อาหารจานเด็ดของที่นี่ เราขอแนะนำข้าวผัดต้มยำกุ้ง โดยปกติร้านนี้จะเต็มไปด้วยคนทำงานในช่วงวันธรรมดาที่มารับประทานอาหารกันในช่วงพักกลางวัน หลังจากรับประทานอาหารเสร็จก็ได้ฟังเรื่องราวของย่านแห่งนี้ในอดีตไปพลาง ๆ จากคุณใหญ่ นิติ เจ้าของร้านที่เป็นผู้อาศัยในย่านนี้ตั้งแต่กำเนิด ต่อด้วยร้านกาแฟชิกัจฉา กินกาแฟและโรตี สัมผัสบรรยากาศร้านเก่าแก่ที่เคยเป็นร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้ามาก่อน มีการจัดโชว์ของใช้เก่า ๆ ที่ทั้งเกิดทันและเกิดไม่ทันให้เห็นตามตู้โชว์ของติดผนังบ้าน


เดินย่อยกันต่อไปสู่แพร่งภูธร แพร่งสุดท้ายของสามแพร่งแห่งนี้กับร้าน ก๋วยเตี๋ยวอู่รถวิเชียร ที่คงสภาพโครงสร้างของอู่ซ่อมรถโบราณแบบวินเทจ ที่สัมผัสได้ถึงยุค 70-80 ซึ่งที่นี่เคยเป็นอู่ซ่อมรถ 1 ใน 5 ของพระนครเลยนะ แต่ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นร้านคาวหวาน เมนูเด็ดที่เป็นจุดขายของที่นี่แบบที่ไม่มีใครเลียนแบบได้คือ ลูกชิ้นหัวไชเท้า สูตรของตระกูลชาวจีนแคะ รสชาติเหนียวนุ่ม แถมน้ำจิ้มก็อร่อยเข้ากันดีสุด ๆ เราเชื่อว่าหลาย ๆ คนคงยังไม่เคยทานแน่ ๆ เลยอยากชวนให้มาลองกินกันดู

หลังจากเดินร้อนมาทั้งวัน ก็คิดถึงไอศกรีมร้านดังแห่งแพร่งภูธรที่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากอู่รถวิเชียรอย่าง ร้านนัฐพรไอศกรีม ที่มีไอศกรีมให้เลือกหลากหลายรสแล้วแต่คนชอบ แต่รสที่อร่อยกินแล้วชื่นใจสุด ๆ คงต้องยกให้ไอศกรีมกระทิสดรสดั้งเดิม และไอศกรีมมะม่วงมหาชนกนี่แหละ


หลังจากจบทริปเราก็กลับไปคิดถึงคำพูดของคุณใหญ่ เจ้าของร้านนิติบรรณการ ที่ว่าสามแพร่งก็เหมือนกับที่ดินสวย ๆ แปลงหนึ่ง อยู่ที่เรานี่แหละที่จะพรวนดินหรือจะปลูกอะไรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งสำหรับเราคิดว่าถึงแม้ภาพอดีตที่คิดจะเลือนราง แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันพื้นที่สามแพร่งตรงนี้มีทุกอย่างที่ทุกคนต้องการ เพียงแต่ไม่ได้รับการฟื้นฟูดูแลอย่างจริงจัง แต่กลับถูกปล่อยปละละเลยให้อยู่แบบไหนก็อยู่แบบนั้น ทั้งที่ในความเป็นจริงพื้นที่ตรงนี้สามารถเจริญได้มากกว่านี้ หากได้รับความร่วมมือจากองค์กรหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องช่วยกันพัฒนาให้เป็นสถานที่เที่ยวแลนด์มาร์กที่ได้รับความสนใจจากทั้งคนไทยและต่างประเทศ
