Skip to main content
AdSense

เลห์…เท่าที่รู้

ถ้าพูดถึง อินเดีย คุณจะนึกถึงอะไร--คนแขก? กลิ่นตัว? เครื่องเทศ? ทัชมาฮาล?

 
โดย Naim Rerngsamut & Arm Siwakorn 

เลห์…เท่าที่รู้
May 11, 2016 Bangkok time
พวกเราก็คงเหมือนนักท่องเที่ยวหลายๆ คน ที่พึ่งพาเว็บกระทู้พันทิปเป็นหลักในการวางแผนไปเที่ยวเลห์ ดินแดนทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย ตอนแรกเรารู้สึกว่าสิ่งที่ได้เห็นกับตาก็ไม่ได้เกินคาดหรอก เพราะมันก็คือที่ๆ พวกเรามีภาพในหัวไว้แล้วว่ามันจะเป็นยังไง ใครอยากรู้ก็ลองไปเสิร์ชหาดูได้เหมือนกัน แต่หลังจากพวกเราเดินทางไปถึงแล้วพวกเราพบว่า เลห์มีเสน่ห์บางอย่างที่พันทิปไม่เคยกล่าวถึงไว้ เราเดาว่า 6 เรื่องราวต่อไปนี้คงเป็นความประทับใจอย่างแท้จริงที่พวกเรามีให้กับเลห์... เท่าที่พวกเรารู้

ภูเขา
 
     เราเปิดม่านหน้าต่างออกตามกฎการบินทั่วไปเมื่อกัปตันประจำเที่ยวบินได้กดสัญญาณแจ้งรัดเข็มขัดเพื่อเตรียมลดระดับ เรามองออกไปนอกหน้าต่างและไม่อยากเชื่อภาพที่เรามองเห็นอยู่ตรงหน้า มันคือภาพของเกลียวคลื่นภูเขาสีน้ำตาลที่ถูกปกคลุมไปด้วยสีขาวโพลนของหิมะทอดยาวสลับกันไปมา เป็นภาพความสวยงามของธรรมชาติในมุมมองที่เราไม่สามารถเห็นได้ทุกวัน และจากจุดๆ นั้น เราแทบจะทนรอให้เครื่องพาเราไปสัมผัสกับภาพที่อยู่ข้างล่างนั้นไม่ไหว
 
 
วินาทีที่เราลงจากเครื่องบิน เรารู้สึกได้เลยว่าร่างกายอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นเรื่องปกติเนื่องจากสภาวะอากาศที่มีออกซิเจนเบาบางในพื้นที่ที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลกว่าสามพันห้าร้อยเมตร แต่ความรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้ลดน้อยลงไปเลย หากเรานึกถึงภาพภูเขาทั่วๆ ไปที่เราเห็นตามบ้านเรา ให้เอาความยิ่งใหญ่ของมันคูณไปอีกหลายสิบเท่า ถึงจะเทียบกับฉากเทือกเขาหิมาลัยที่ตั้งอยู่ตรงหน้าพวกเราในตอนนั้นได้ มันเลยเป็นความสวยงามที่มาพร้อมกับความน่าเกรงขาม
 
 
แต่ความรู้สึกของการถูกห้อมล้อมไปด้วยหิมาลัย มันช่างเป็นความรู้สึกที่สุดยอดที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตเลย

Taxi
 
     เรามีความเชื่ออยู่ลึกๆ ว่าคนขับแท็กซี่เป็น index ของความมีน้ำใจของคนในเมืองนั้นๆ ได้ประมาณนึง
ทุกครั้งเวลาเราไปเที่ยวที่ไหน เมื่อเดินออกจาก departure gate ก็มักจะโดนล้อมรอบไปด้วยพี่ๆ คนขับแท็กซี่ที่พร้อมจะฉุดกระชากเราขึ้นรถไปกับเค้าทันทีถ้าทำได้ -- แต่ไม่ใช่ที่เลห์
 
พี่ๆ คนขับแท็กซี่ หน้าตาแขกบ้าง ทิเบตบ้าง ต่างมารุมกันถามว่าเรามีคนมารับรึยัง ซึ่งคำตอบที่พวกเราให้อาจทำให้เค้าผิดหวังเพราะเราเข้าใจว่าโฮมสเตย์ที่จองไว้ส่งคนชื่อ “ทาชิ” มารับเราแล้ว แทนที่จะเดินหนีไปเหล่าพี่แท็กซี่ตอนนั้นกลับนตะโกนเรียกชื่อ ทาชิ เป็นทอดๆ ไปเรื่อยๆ ใครไม่ทำตามคือตกเทรนด์ เป็นปรากฏการณ์ตามหาคุณทาชินั่นเอง!
 
ในที่สุดเราก็ตกลงปลงใจไปกับพี่แท็กซี่คนนึงเมื่อมั่นใจแล้วว่าคงไม่มีใครมารับแล้ว  แต่ก่อนจะก้าวขึ้นรถเค้าก็ถามเราอีกรอบว่า ยูแน่ใจแล้วนะว่าทาชิไม่มา? ไปตามหาอีกรอบดีกว่า มีเบอร์มั้ยเดี๋ยวโทรหาให้?  
 
 
ตลอดเวลาที่อยู่ที่เลห์ พวกเราไม่เคยโดนแท็กซี่หลอกเลยแม้แต่นิดเดียว โดยเฉพาะเวลาเหมารถไปเที่ยวที่ไหนไกลๆ เพราะที่เลห์คนขับแท็กซี่ทุกคนจะมีสมุดเรทราคามาตรฐานค่ารถของทั้งเมืองไว้ประจำตัว ยกเว้นแต่ว่าจะเดินทางกันแค่ในตัวเมืองเนี่ยแหละที่จะต้องตกลงราคากันเอาเอง แต่เชื่อเถอะว่าไม่แพง โดยเฉพาะถ้าเทียบกับน้ำใจคนขับที่นี่ มันคงตีเป็นมูลค่าไม่ได้

ตกหลุมรัก
 
     “จูลเล” คือทักทายคำแรกที่เราได้ยินจากพนักงานภาคพื้นของสนามบินในขณะที่เดินเข้ามายังอาคารผู้โดยสาร ท่ามกลางความตื่นเต้นที่จะได้มาเที่ยวที่เลห์ เสียงคำทักทายคำนี้ทำให้เรารู้สึกตัวในที่สุดว่า เราได้มาถึงที่นี่แล้วจริงๆ
 
ตลอดเวลาที่อยู่ที่เลห์ เราเองสัมผัสได้ว่าคำคำนี้ถูกนำมาใช้บ่อยมาก มันก็เป็นคำที่ถูกเอามาใช้ในหลายๆ สถานการณ์ ไม่ว่าจะสำหรับทักทาย ขอบคุณ หรือร่ำลา เวลาไปเที่ยวที่ต่างๆ เราก็เลยเอาคำนี้มาใช้กันจนติดปาก และในหลายๆ ครั้งเวลาที่สื่อสารอะไรไม่ได้ เอาเป็นว่าขอแค่ให้พูดคำว่า “จูลเล” เป็นพอ แล้วทุกๆ อย่างก็จะง่ายขึ้น ผู้คนชาวลาดักเองนั้นดูสุขุม ใจเย็น และอัธยาศัยดีจนกลายเป็นเสน่ห์อีกอย่างที่เราสัมผัสถึงได้
 
 
 
ภาพวิถีชีวิต วัฒนธรรม หมู่บ้านริมทางระหว่างที่นั่งรถไปเที่ยวสถานที่ต่างๆ รวมไปถึงวัง และเหล่าอารามตามไหล่เขาก็ล้วนแต่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนที่ไหน ทุกอย่างดูเรียบง่าย ไม่หวือหวา และถูกดำเนินไปอย่างเนิบช้า เป็นเมืองที่เหมาะสำหรับใครก็ตามที่กำลังมองหาช่วงจังหวะที่จะปล่อยให้ชีวิตได้ก้าวไปอย่างช้าๆ เพื่อที่จะได้ใช้เวลาคิดทบทวนเรื่องราวต่างๆ โดยไม่ต้องคิดอะไรมากมาย
 
 
บางครั้งพวกเราเองก็สับสนว่า ความรู้สึกทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นจากอาการตกหลุมรัก หรือพวกเราต้องมนต์สะกดอะไรบางอย่างกันแน่?

น้องหมา
 
     เดือนเมษายนเป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งเป็นช่วงเวลาแรกของปีที่เริ่มเปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยวอีกครั้งหลังจากที่ทั้งเมืองต้องหลับใหลไปในช่วงฤดูหนาว ว่ากันว่าหนาวจนคนเกือบทั้งเมืองต้องย้ายลงไปอยู่เมืองอื่นที่อากาศอบอุ่นกว่าเลยล่ะ  จำนวนของนักท่องเที่ยวจึงยังมีไม่มากนัก ตอนที่เราไปอากาศก็ยังหนาวอยู่ดีนะ โดยเฉพาะตอนกลางคืนมักจะหนาวจนติดลบ เราเลยสงสัยกันอยู่เรื่อยๆ ว่าน้องหมาที่นอนขดกันอยู่ริมถนนนั้นทนอยู่ได้ยังไง?
 
 
สำหรับเมืองเล็กๆ อย่างเลห์แล้ว ถือได้ว่ามีประชากรน้องหมาอาศัยอยู่เยอะเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเดินไปตรงส่วนไหนของเมือง จะมักจะเห็นน้องๆ เดินเล่นหรือไม่ก็นอนขดกันอยู่ริมทาง น้องหมาไม่ได้แค่อาศัยอยู่ในเมืองเท่านั้นนะ ตอนที่พวกเรานั่งรถไปเที่ยวนอกเมืองผ่านถนนเส้นที่สูงติดอันดับสามของโลกอย่างชังลา (Chang La Pass) พวกเรายังเห็นน้องหมาบ้างเดินเล่น บ้างก็นอนขดกันอยู่ริมทางที่เต็มไปด้วยกองหิมะขาวโพลน นอกจากจะน่ารักแล้ว ยังต้องนับถือในความแข็งแรงของน้องๆ จริงๆ
 
 
ลักษณะโดยทั่วไปของบรรดาน้องๆ สี่ขาในเลห์จะมีขนที่ยาวและดก หน้าตาแต่ละตัวที่ต้องทนกับสภาพอากาศที่เหน็บหนาวช่างน่าเอ็นดูมาก เวลาที่พวกเราเดินเล่นกันอยู่ก็มีบางตัวที่เข้ามาทำท่าทีอ้อน ไม่รู้ว่าหนาวแล้วอยากให้เรากอด หรือจริงๆ เป็นเพราะหิวกันแน่

ที่พัก
 
     หากใครเคยเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน ใช้ชีวิตในต่างแดน อยู่อาศัยกับคนแปลกหน้ามาก่อน แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ของชีวิตก็คงจะพอรู้ว่าสาระสำคัญของการไปแลกเปลี่ยนมันไม่ใช่เพียงแค่การได้ไปอยู่ต่างประเทศ แต่คือการเปิดใจที่จะอยู่และเรียนรู้คนแปลกหน้า เรียกเค้าเหมือนเป็นคนในครอบครัว และซึมซับวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น การไปเลห์ครั้งนี้พวกเราจึงไม่ลังเลแม้แต่นิดเดียวที่จะเอาตัวเองเข้าไปอยู่กับครอบครัวท้องถิ่นอีกครั้งในที่พักแบบโฮมสเตย์
 
ก่อนวันเดินทาง เราได้อีเมล์คุยกับโฮสและพบกับข่าวร้ายที่ว่า ชั้นสองของบ้านที่เห็นวิวดีเต็มหมดแล้ว เหลือแค่ห้องเดียวที่อยู่ชั้นล่าง แต่มันกลับเป็นเรื่องดีมากๆ เพราะชั้นสองของบ้านที่ว่านั้นถูกจัดให้มีแต่ห้องพักของแขก พร้อมห้องรับแขกไว้ให้นั่งเล่นชมวิวห้องหนึ่งเท่านั้น  ในขณะที่ชั้นล่างจะเป็นชั้นที่ครอบครัวใช้อยู่อาศัย มีคุณปู่ทาชิที่อายุมากแล้วแต่ยังความจำดีชอบเรียกพวกเรามานั่งฟังเรื่องราวสมัยหนุ่มๆ ของแก มีโฮสพ่อที่เคยเป็นทหารผ่านสงครามคากิลแย่งชิงดินแดนมาก่อน โฮสแม่ที่ชอบคอยเสิร์ฟชาอุ่นๆ แก้หนาวให้พวกเราได้ทาน เด็กๆ วิ่งเล่นกันสนุกสนาน ละครหลังข่าวเรื่องพระเจ้าอโศกที่ทุกคนในบ้านติดกันงอมแงม แถมยังเรียกให้พวกเราไปนั่งดูด้วย และอื่นๆ อีกมากมาย
 
 
เช้าวันสุดท้ายก่อนกลับเป็นวันที่อากาศดีมากๆ จนโฮสพ่อบอกว่าขึ้นไปห้องนั่งเล่นชั้นสองสิ แต่เราปฏิเสธไปว่า “ไม่เอาดีกว่า เพราะข้างบนไม่มีพวกคุณอยู่”
 
โฮสพ่อตอบเรามาพร้อมรอยยิ้มว่า “ so I guess we are family now.”

ป้ายข้างทาง
 
     ถึงแม้ว่าเลห์จะเป็นเมืองเล็กๆ ที่จะสวยงามขนาดไหนก็ตาม แต่ก็แฝงไปด้วยความอันตรายเช่นกัน เพราะเวลาจะเดินทางไปเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ เช่นทะเลสาปแปงกอง หรือนูบราวัลเลย์ ก็ต้องขับรถผ่านเทือกเขาสูงชันเหล่านี้ หากคนขับรถประมาทหรือไม่มีความชำนาญก็คงหลุดลงเหวไปได้ง่ายๆ ด้วยเหตุนี้ระหว่างทางก็จะมีเสาคำเตือนเล็กๆ เหมือนหลักกิโลเมตรบ้านเรา คอยเตือนสติคนขับรถและผู้ร่วมถนนตลอดเวลาในทุกๆ กิโลเมตรที่ผ่าน ซึ่งพวกเราชื่นชมในความพยายามและความเจ้าบทเจ้ากลอนของคนทำมาก จนอดใจไม่ไหวคอยจดคำเตือนพวกนี้จนแทบจะลืมดูวิวข้างทางไปเลย
 
เริ่มตั้งแต่ระดับเบสิคๆ ไล่ระดับไปเรื่อยๆ เช่น
Leave sooner, drive slower, live longer
Lower your gear, curve is near
Accident hurt, safety doesn’t
Be soft on my curves
ไปจนถึง..
Don’t gossip, let him drive!
Speed thrills but kills
If you sleep, your family will weep
หนักสุดที่เจอคือ..
Drive like hell and you will be there
 
 
แต่ละป้ายที่ผ่านก็จะสร้างความสนุกสนานพลางทำเราอ้าปากค้างได้พอสมควร แต่ก่อนพวกเราจะกลับเข้าสู่ตัวเมืองหลังเดินทางไปเที่ยวทะเลสาบกว่า 5 ชั่วโมง สายตาเราก็ได้เหลือบไปเห็นป้ายนึง เป็นป้ายเล็กๆ ธรรมดาๆ เหมือนป้ายอื่นๆ ที่คนอาจเห็นจนชินตาจนเบื่อและเลิกจะสนใจไปแล้วก็ได้หลังผ่านมาเป็นร้อยๆ ป้าย แต่สำหรับเราป้ายนี้มันต่างออกไป เพราะบนป้ายเขียนไว้ว่า
“Life is a journey, complete it”
แล้วภาพความทรงจำตลอดทริปที่ผ่านมาก็ไหลเข้ามาอย่างพรั่งพรู...
 
 
 
 

ครั้งต่อไปเราจะพาเพื่อนๆ ไปเที่ยวที่ไหนกันอีก อย่าลืมติดตามนะ :) 

 

AdSense
AdSense
AdSense