ดนตรีเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่มนุษย์รังสรรค์ขึ้นมาเพื่อบอกเล่าวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของผู้คนในท้องถิ่น และประเทศไทยก็ถือว่าเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติเป็นอันดับต้น ๆ โดยในทุกภูมิภาคของประเทศไทยต่างประกอบได้ด้วยผู้คนหลากเชื้อชาติที่เข้ามาอยู่อาศัยร่วมกันจนเกิดการหลอมรวมวัฒนธรรมและเกิดเป็นดนตรีท้องถิ่นขึ้นมา และดนตรีเหล่านี้ก็จะถูกนำมาเล่าสู่กันฟังอีกครั้งในย่านเมืองเก่าของกรุงเทพมหานคร กับงานดนตรีชุดพิเศษ Hear & Found Presents World Music Series Vol.1

ซึ่งงานนี้ก็จัดโดยทีมงานคุณภาพและนักออกแบบประสบการณ์ Hear & Found เหล่ากลุ่มคนที่เข้าไปทำความรู้จักถึงความหลากหลายในประเทศไทย ที่ไม่ใช่แค่ความหลากหลายทางมุมมองทางความคิดแต่ลงลึกไปถึงเชื้อชาติและวัฒนธรรม ซึ่งกลุ่มคนชนพื้นเมืองในประเทศไทยมีประชากรถึง 7 ล้านคนหรือคิดเป็น 10% ของประชากร แม้จะมีจำนวนคนเยอะขนาดนี้แต่ความรู้ความเข้าใจในวงกว้างกลับน้อยนัก เป็นเหตุให้ชนเผ่าถูกเข้าใจไปในทางที่ผิด ทีมงาน Hear & Found จึงมีความตั้งใจนำแก่นแท้ของชนเผ่ามาตีแผ่ให้ผู้คนในสังคมได้ซึมซับถึงดนตรีและวัฒนธรรมที่หาที่ไหนไม่ได้บนโลก เพื่อส่งเสริมความเข้าใจในความหลากหลายทางวัฒนธรรมของชนเผ่าในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทย


และงานดนตรีในครั้งนี้ก็เป็นหนึ่งในความตั้งใจที่ทาง Hear & Found นำเสนอ โดยร่วมมือกับโฮสเทลใจกลางกรุงอย่าง Once again hostel และ Hostel Urby เพื่อทำเป็นสถานที่จัดแสดงดนตรีริมแม่น้ำเจ้าพระยาเคล้าคลอบรรยากาศพระอาทิตย์ตก อีกทั้งยังได้วงดนตรีจาก 3 ชนเผ่ามาร่วมร้องร่วมเล่น เปิดประสบการณ์แบบใหม่ที่ได้จากการฟังดนตรีที่ผสมผสานระหว่างดนตรีพื้นเมืองและดนตรีกระแสหลัก บรรเลงออกมาเป็นเรื่องราว เพลงรัก และเพลงเต้น เพื่อให้เราได้ซึมซับวิถีชีวิตของชนพื้นเมืองผ่านบทเพลงและเรื่องราว


โดยวงที่เข้าร่วมร้องละเล่นก็จะมีตั้งแต่ วงตุ้มเติ่น หมอลำกรุ๊ป วงดนตรีจากนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดลที่มีใจรักในดนตรีอีสาน พวกเขาจึงนำดนตรีอีสานดั้งเดิมมาผสมผสานกับดนตรียุค 70s ยุคที่เรืองไปด้วยดนตรีฟังค์และดิสโก้ วงเดอะโซ่ง 2 วงดนตรีจากเผ่าไทยทรงดำ ชนเผ่าเก่าแก่ที่สืบสานดนตรีชนเผ่าดั้งเดิมด้วยการผสมผสานกับกลิ่นอายของเพลงลูกทุ่ง ดิปุ๊นุ นักดนตรีชาวปกาเกาพญอ ผู้จะมาบรรเลงดนตรีด้วย เตหน่ากู เครื่องดนตรีท้องถิ่นที่มีอายุอานามหลายร้อยปี เพื่อบอกเล่าวิถีชีวิตชนเผ่าและการอยู่กับป่าอย่างเกื้อกูล

ซึ่งดนตรีดี ๆ และหาฟังยากเหล่านี้จะบรรเลงให้คนเมืองอย่างเรา ๆ ฟัง 2 วันด้วยกัน รอบแรกจะจัดขึ้นวันที่ 21 กันยายน ณ ดาดฟ้าของ Once again hostel และในวันที่ 22 กันยายน ณ Barbon บาร์ของ Hostel Urby ซึ่งจะแสดงตั้งแต่ 17:30-19:00 น. อันเป็นช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ตกพอดี โดยทางผู้จัดเขาก็กระซิบบอกเรามาด้วยว่าบรรยากาศพระอาทิตย์ตกของทั้ง 2 ที่จะไม่เหมือนกันอีกด้วย โดยราคาบัตรจะอยู่ที่ 400 บาทเท่านั้น และรายได้ส่วนหนึ่งจะเป็นทุนในการจัดงานดนตรีครั้งถัดไป เพื่อผลักดันความเข้าใจในความหลากหลายทางวัฒนธรรมสืบไป
บัตรราคา 400 บาท จองบัตรได้ที่ www.ticketmelon.com
21,22 ก.ย. เวลา 17:30-19:00 น.
วันที่ 21 Once again hostel ซ.สำราญราษฎร์
วันที่ 22 Hostel Urby ถ.ทรงวาด