ยังไม่ทันสิ้นปี แต่คลื่นคอนเสิร์ตของปีหน้าก็ถาโถมใส่เราและกระเป๋าตังค์น้อย ๆ ราวกับคลื่นสึนามิที่พร้อมจะกวาดเงินออกจากตัวเราทุกอาทิตย์ สารภาพตรงนี้เลยแล้วกันว่าเดือนธ.ค.เดือนเดียว เราซื้อบัตรคอนไป 5 ใบแล้วนะ (ฮือ) ซื้อปีนี้สะสมไว้ใช้ปีหน้า ทั้งที่รู้ดีแก่ใจว่าปีหน้าก็ยังต้องตั้งรับกับคลื่นลมมรสุมคอนเสิร์ตแห่ง ‘กรุงเทพฯ เมืองคอนเสิร์ต’ กันต่อ
แต่พอได้ยินว่า เจ้าพ่อเพลงอกหักแห่งยุคอย่าง โอมาร์ อพอลโล กำลังจะบินลัดฟ้ามาปลอบประโลมใจเราแบบตัวเป็น ๆ ก็เหมือนมีโควตาคอนเสิร์ตในลิสต์เพิ่มขึ้นมาให้เขาคนเดียวเลยล่ะ พร้อมด้วยข้ออ้างกับตัวเองว่า ‘เฮ้ย แก ซื้อบัตรไปฟังน้องเขาคนเดียวนี่คุ้มเลยนะ เพราะได้ฟังทั้งเพลงป็อป โซล แจ๊ซ อาร์แอนด์บี ฟังก์ ในงานเดียวเลย คุ้มเวอร์ ๆ’ แต่ก็รู้อยู่แก่ใจแหละว่าเป็นข้ออ้าง เรามันทาสรักโอมาร์อยู่แล้ว ยังไงก็ต้องจัด

แต่การตกเป็นทาสรักของ โอมาร์ อพอลโล ก็มาจากการที่เขาเป็นนักร้องคนทำเพลงเอง ที่มีสไตล์ดนตรีหลากหลาย และจับแนวเพลงอย่างที่บอกไปข้างต้นมาผสมแล้วเขย่าออกมาเป็นดนตรีที่ยูนีคในแบบ โอมาร์ อพอลโล นั่นคือการเป็นเพลงป็อปที่เติมกลิ่นอายย้อนยุคด้วยแนวแจ๊ซและโซลลงไป แต่ก็ยังสะท้อนตัวตนของความเป็นคนเจนซีเอาไว้ด้วย

เส้นทางดนตรีของนักร้องหนุ่มอเมริกันเชื้อสายเม็กซิกันคนนี้เริ่มจากจุดเล็ก ๆ ในปี 2017 ที่เขานำซิงเกิลแรกที่ทำด้วยตัวเอง Ugotme ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวความรักครั้งแรกของเขาไปใส่ไว้บนสปอติฟาย จนทำให้มีคนมาตามฟอลโลว์เขาอย่างล้นหลามเพียงชั่วข้ามคืน ก่อนที่ปีต่อมาเขาจะเปิดตัวในฐานะศิลปินเต็มตัวด้วยอีพี Stereo ที่มีทั้งเพลงภาษาอังกฤษและภาษาแม่ของเขา ซึ่งทำให้เขาได้เริ่มไปออกทัวร์และสะสมฐานแฟนคลับมาเรื่อย ๆ

สำหรับคนดนตรีต้นแบบแรงบันดาลใจของเขาก็ไล่ไปตั้งแต่แก๊งรุ่นเก๋าอย่าง พอล ไซมอน, นีล ยัง ไปจนถึง เจมส์ บราวน์ นอกจากนี้ได้อิทธิพลการทำดนตรีสนุก ๆ มาจาก The Internet และ Sly & the Family Stone อัลบัมแรกของโอมาร์จึงมีลักษณะฟรีสไตล์ที่เขาจับส่วนผสมต่าง ๆ ที่ตัวเองชอบมารวมไว้ด้วยกัน

และอย่างที่แฟน ๆ ของเขาน่าจะรู้กันดีอยู่แล้วว่าเอกลักษณ์ในเพลงของโอมาร์ก็คือการถ่ายทอดความชอกช้ำอกหักในเนื้อเพลงของเขา ซึ่งเขาเองก็เคยเปิดเผยว่า เขามองว่าการอกหักเป็นเรื่องธรรมชาติที่มนุษย์ทุกคนเคยมีประสบการณ์ และแม้ว่าตัวเขาเองจะยังไม่เคยตกหลุมรักใครแบบจริง ๆ จัง ๆ แต่เขาก็เคยได้ลิ้มลองรสชาติของการผิดหวังจากความรักอยู่บ้าง และมันก็ทั้งหวานขมจนเขาประทับใจเอามาถ่ายทอดลงในเนื้อเพลง ทำให้เขากลายเป็นเจ้าพ่อเพลงอกหักของคนเจนซีอย่างทุกวันนี้
ตัวอย่างเช่นในเพลง Friends โอมาร์ก็ถ่ายทอดความรักซึม ๆ จากประสบการณ์ส่วนตัวที่เขาไปชอบใครคนหนึ่งเข้า แต่เธอกลับอยากเป็นแค่เพื่อนกับเขาเท่านั้น (โถ พ่อคุณ) หรือในเพลง There for Me (Interlude) โอมาร์ก็พูดถึงการที่ความทรงจำถึงความสัมพันธ์ครั้งเก่ายังตามหลอกหลอนเรา แม้ว่าทุกอย่างจะผ่านไปแล้ว แต่เราก็ยังคงคิดถึงความทรงจำเหล่านั้นอยู่ดี


นอกจากประสบการณ์ความรักส่วนตัวแล้ว ประสบการณ์การเติบโตขึ้นมาในครอบครัวชาวเม็กซิกันก็ทำให้เขาซึมซับเอกลักษณ์เฉพาะของบทเพลงระดับตำนานของนักร้องเม็กซิกันที่มักถ่ายทอดความรู้สึกขมขื่นเศร้าใจ ที่เขาบอกว่าฟังทีไรก็เหมือนกับว่านักร้องกำลังร้องไห้อยู่ และนั่นก็ทำให้เจ้าตัวยอมรับว่าในบรรดาเพลงของเขาทั้งหมด เขารัก Trouble ที่สุด ในแง่ที่ว่าเนื้อเพลงนี้คือถ้อยความที่เขาอยากจะย้อนกลับไปบอกตัวเขาในวัยเยาว์ที่ยังไม่ประสีประสาในความรัก โดยเฉพาะสิ่งที่เขาได้เรียนรู้จากการใช้ชีวิตว่า จงเติบโต และปล่อยให้ความรักช่วยให้คุณเติบโต
