เมื่อสัปดาห์ที่แล้วนี่เอง ที่เราเพิ่งได้ยินข่าวว่า เรจจี สโนว์ แรปเปอร์สัญชาติไอริชที่มีดนตรีฟังก์และอาร์แอนด์บีในหัวใจ กำลังจะกลับมาเยือนไทยอีกครั้ง หลังจากที่เขาเคยมาเป็นหนึ่งในเฮดไลน์อัปของงานเฟสติวัลรวมพลคนสายแรป Bangkok Block Party 2019 ซึ่งพอได้ยินข่าว เราก็เตรียมตัวเตรียมตังค์ที่จะกดบัตรไปร้องเพลง Egyptian Luvr ของเขาทันที เพราะคิดว่ามารอบนี้ พี่เรจจีต้องมาเปิดคอนเสิร์ตเดี่ยวแบบเต็มรูปแบบได้แล้วล่ะ

แต่เหมือนทางผู้จัด HAVE YOU HEARD? เขารู้ว่ามีข่าวรั่ว เลยเตรียมตลบหลังเราด้วยประกาศที่ไม่มีใครคาดคิด คือทางผู้จัดเขาก็พา เรจจี สโนว์ กลับมาเยือนไทยจริง ๆ อย่างที่เราได้ข่าวมานั่นแหละ แต่สิ่งที่เซอร์ไพรส์แบบทำเอาโซเชียลแทบแตกก็คือ แทนที่จะประกาศคอนเสิร์ต เรจจี สโนว์ HAVE YOU HEARD? เขากลับเล่นใหญ่ ประกาศจัดเทศกาลดนตรีในชื่อ JamCity by Jameson x HAVE YOU HEARD? โดยมีแรปเปอร์อินดี้ เรจจี สโนว์ เป็นหนึ่งในเฮดไลน์อัป ร่วมกับคู่หูสายโฟล์กร็อกขวัญใจชาวเราอย่าง Whitney! ซึ่งนั่นก็ทำให้ JamCity กลายเป็นเฟสติวัลที่จะมาพลิกกรุงเทพฯ ให้กลายเป็นเมืองดนตรีอินดี้ที่ชวนเราออกไป 'แจม' แบบไม่แบ่งแยกสไตล์ดนตรี
แต่ก่อนที่จะไปดูว่างานนี้เขามีอะไรให้เราออกไปแจมกันอีกบ้าง เราก็ขออนุญาตใช้พื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ในการแนะนำ 2 ศิลปิน เผื่อใครที่ยังไม่รู้จัก และเพื่อระบายความรักที่เรามีต่อทั้งคู่หน่อยนะ
Rejjie Snow
อเล็กซ์ อันยักบูนัม (Alex Anyaegbunam) คือชื่อจริงของศิลปินแรปเปอร์วัย 26 ปี ที่เรารู้กันกันในชื่อ เรจจี สโนว์ แม้ว่าทุกวันนี้เขาจะเป็นศิลปินหน้าใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 2013 แต่กลับสร้างชื่อเสียงแบบก้าวกระโดด โดยถูกเชิญไปออกทัวร์กับแรปเปอร์พ่อทุกสถาบันอย่าง เคนดริก ลามาร์ และตัวแม่ตัวจริงเสียงจริงอย่าง มาดอนนา
แต่ที่จริงแล้ว เส้นทางกว่าจะมาเป็นแรปเปอร์ที่มียอดผู้ฟังในสปอติฟายเดือนละกว่า 1,000,000 คน ไม่ได้สวยหรูเลย เรจจีเติบโตขึ้นมาในเมืองดับลิน ประเทศไอร์แลนด์ ในครอบครัวที่มีพ่อและแม่เป็นคนผิวสีเชื้อสายแอฟริกัน ซึ่งการเป็นเด็กผิวสีที่เติบโตขึ้นมาในประเทศที่สังคมส่วนใหญ่มีแต่คนผิวขาวก็ท้าทายพออยู่แล้ว แต่เขายังมีความชื่นชอบในเพลงแรป และใฝ่ฝันที่จะเป็นแรปเปอร์สตาร์ในประเทศที่อุตสาหกรรมดนตรีแห้งแล้งสุด ๆ (ศิลปินไอริชที่มีชื่อเสียงระดับโลกน่าจะมีเพียงวง Snow Patrol ซึ่งก็เป็นวงแนวบริตป็อป) จนไม่ต้องพูดถึงสไตล์เพลงแรปที่แทบไม่มีคนฟัง ที่แทบจะกลายเป็นสไตล์ดนตรีสุดลับแล ประหนึ่งว่าซ่อนอยู่ในแดนสนธยานั่นเลย

แต่เรจจีก็ค่อย ๆ พิสูจน์ตนเองผ่านผลงานทดลองและมิกซ์เทปทำเองในปี 2011 เรจจีปล่อยแทร็ก Dia Dhuit ที่โดดเด่นทั้งการเล่นคำและการพรั่งพรูเนื้อร้องออกมาแบบลื่นไหล ทำให้ชาวไอริชได้รู้จักพลังของเพลงแรปเป็นครั้งแรก และนั่นก็ทำให้เรจจีกลายเป็นศิลปินแรปคนแรก ๆ ในประวัติศาสตร์ไอร์แลนด์ไปในที่สุด
แต่เรจจีไม่หยุดแค่ในประเทศบ้านเกิด พออีพีเดบิวต์ของเขาอย่าง Rejovich ปล่อยออกมาในปี 2013 มันก็ติดชาร์ตฮิปฮอปไอจูนแซงหน้า คานเย เวสต์ และ เจ.โคล. ไปเลย ซึ่งเมื่อเจ้าตัวเซ็นสัญญากับสตูดิโอ 300 Entertainment ในอเมริกา (และเป็นศิลปินต่างชาติคนแรกของสตูดิโอแห่งนี้) ก็ไม่มีใครฉุดแรปเปอร์ดาวรุ่งจากไอร์แลนด์คนนี้ได้อีกแล้ว อีพีอย่าง D.R.U.G.S ที่ทำกับสตูดิโอ กลายเป็นเพลงที่ติดหูคนฟังทั่วโลก จากการผสมผสานความจัดจ้านของสไตล์อาร์แอนด์บีและฮิปฮอปอย่างลงตัว



แต่ผลงานที่พิสูจน์ความสามารถของเรจจีก็คืออัลบัมแรกอย่างเป็นทางการของเขาที่มีชื่อว่า Dear Annie ซึ่งเป็นผลงานที่เรจจีใช้เวลาถึง 4 ปีเต็มในการทำ โดยอัลบั้มนี้ก็เป็นงานที่เรจจีใช้ในการขจัดปมในใจของเขาเรื่องการเติบโตมาแบบ 'แกะดำ' ในบ้านเกิด และการเป็นแรปเปอร์ชนกลุ่มน้อยในสังคมแรป (เพราะแรปเปอร์ที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับส่วนใหญ่ล้วนมาจากอเมริกา) Dear Annie คืออัลบัมที่สร้างจากความบ้าพลังของเรจจี ประกอบด้วยแทร็กเพลงถึง 20 เพลง และแทบจะรวบรวมสไตล์ดนตรีทุกชนิดในโลกมาผสานกับดนตรีแรป โดยมีซิงเกิลหลักของอัลบัมเป็นแทร็กที่ชื่อว่า Egyptian Luvr ที่นำสไตล์ดนตรีดิสโกช้า ๆ สุดสมูทมาจับคู่กับการแรปที่บอกเล่าความรักครั้งเก่าของเขา จนทำให้มันกลายเป็นเพลงฮิตติดหู ที่ช่วงหนึ่งเปิดในบ้านเราบ่อยมาก (ย้ำว่า 'มาก') บวกกับดนตรีกลิ่นอายดนตรีซินธ์และไลน์กีตาร์ที่ถูกนำมาใช้ในหลาย ๆ เพลงในอัลบัม นั่นก็คือมนตร์เสน่ห์ของ เรจจี สโนว์ ที่ทำให้เขากลายเป็นศิลปินส่งออกจากไอร์แลนด์ที่ครองใจคนได้ทั้งโลก
Whitney
ลองนึกถึงเพลงจากวง Bon Iver แต่เพิ่มส่วนผสมของดนตรีโฟล์กและคันทรีเข้าไป เราก็จะได้ดนตรีในสไตล์ของคู่หูจากชิคาโกอย่าง Whitney วงดนตรีโฟล์กร็อกที่ผสมสานความสนุกและรื่นเริงสไตล์คันทรี เข้ากับความหนักหน่วงและหนักแน่นของดนตรีร็อกได้อย่างพอดี ซึ่งเป็นส่วนผสมที่สองคู่หู แม็กซ์ แคแค็ก (Max Kakacek) และ จูเลียน เออห์ลิช ช่วยกันทดลองสมัยที่ยังเป็นรูมเมตกันเมื่อปี 2014 และ 2 ปีต่อมา ก็เกิดเป็นอัลบัมแรกของทั้งสองชื่อ Light Upon the Lake ที่แจ้งเกิดทั้งคู่ในซีนดนตรีอินดี้ และทำให้ทั้งคู่ได้ตระเวนไปออกทัวร์ทั่วประเทศ


จุดเปลี่ยนของวงจริง ๆ ก็คือการมาถึงของซิงเกิล No Woman เพลงเกลากีตาร์เบา ๆ เคล้ากับเนื้อเพลงที่สะท้อนถึงความอ้างว้างของชายหนุ่ม ซึ่งตอนนี้มียอดคนกดเข้าไปฟังในสปอติฟายอยู่ที่ 45 ล้านครั้งแล้ว แต่เพลงที่เราประทับใจเป็นการส่วนตัวจากอัลบัม Light Upon the Lake ก็คือการนำเพลง Southern Nights ของ เกล็น แคมป์แบล นักร้องนักแต่งเพลงชื่อดังขวัญใจอเมริกันชนยุค 70 มาคัฟเวอร์ใหม่ โดยยังคงท่อนฮุกกีตาร์และเมโลดี้ของต้นฉบับไว้ แต่เพิ่มจังหวะของเบสและคีย์บอร์ดเข้ามา เพื่อทำให้เพลงมีความนุ่มนวล และเติ่มกลิ่นดนตรีสไตล์มิวสิกคลับเข้ามาทำให้เพลงร่าเริงมากขึ้น


JamCity by Jameson x HAVE YOU HEARD?
JamCity by Jameson x HAVE YOU HEARD? คือเทศกาลดนตรีกลางกรุงเทพฯ ที่จะพลิกพื้นที่ริมน้ำของ โกดังเสริมสุข ให้เป็นสถานที่รวมตัวของคนรักเสียงเพลงและไลฟ์สไตล์แบบอินดี้ ๆ เพราะนี่คือการจับมือกันระหว่างสองผู้จัดที่พาดนตรีใหม่ ๆ และไลฟ์สไตล์เก๋ ๆ มาให้คนกรุงเทพฯ ได้ทำความรู้จักมาช้านานอย่าง HAVE YOU HEARD? และ Made By Legacy ซึ่งเจ้าหลังก็คือผู้สร้างคอมมิวนิตีของคนรักความวินเทจผ่านตลาดนัดไลฟ์สไตล์ ที่มีคนติดตามรอไปร่วมอยู่เสมอ และนั่นก็ทำให้รูปแบบของเฟสติวัลริมน้ำที่กำลังจะจัดขึ้นปลายเดือนมี.ค.นี้มาในรูปแบบของ New Old Community ที่เขากระซิบมาว่า นอกจากเราจะได้เพลิดเพลินกับ 10+ ศิลปินบน 3 เวทีดนตรีแล้ว เขายังมี 20 ร้านค้า และ 12 ร้านอาหารที่คัดสรรมาแล้วในสไตล์ของ Made By Legacy มามอบความสุขให้ทั้งคนรักเสียงเพลงและคนรักการอัปเดตไลฟ์สไตล์ชิค ๆ ตั้งแต่เที่ยงวันยันเที่ยงคืนยาว ๆ


สำหรับ 2 ศิลปินที่เรากล่าวไปข้างต้น ทางผู้จัดเขาก็ฝากบอกมาว่าเป็นเพียงเเค่ Phase 1 line-up เท่านั้นนะ! เพราะเทศกาลครั้งนี้ประกอบด้วย 3 สเตจ ให้เราเลือกไปแจมกันได้แบบหลากหลายตามสไตล์ของแต่ละคนเลย ประกอบด้วย Main Stage เวทีหลักที่จะจัดอยู่ที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา สำหรับเฮดไลน์อัปศิลปิน ที่คัดเลือกมาแล้วจาก HAVE YOU HEARD? เวทีที่ 2 คือ Showcase Stage เวทีที่จะเปิดโอกาสให้เราได้ทำความรู้จักกับวงดนตรีหน้าใหม่ไปพร้อม ๆ กับเดินเลือกซื้ออาหารและสินค้าเก๋ ๆ ในบริเวณ Pop-up Store & Street Food ที่คัดมาในสไตล์ของ Made by Legacy โดยเขาได้เชิญพ่อครัวแม่ครัวตัวจริงจากทั่วกรุง มาปรุงอาหารจานเด็ดที่เขาบอกว่า หากินที่ไหนไม่ได้อีกแล้วนอกจากที่ JAMCITY เท่านั้น

ส่วนเวทีสุดท้ายเขาเปิดมาให้ขาแดนซ์โดยเฉพาะ กับเวที JAM Club ที่ให้เราบริหารร่างกายกันตั้งเเต่บ่ายไปจนถึงค่ำคืน บอกเลยว่าเวทีนี้ก็ห้ามพลาด เพราะเขาเชิญวงอินดี้ที่โลดแล่นอยู่ในซีนดนตรีของไทยมารวมตัวกัน ไม่ว่าจะเป็นเซิร์ฟร็อกสุดเซอร์จากหาดบางแสน Khana Bierbood / คณะเบียร์บูด, The Vuniyerse วงดรีมป็อป Hypnogogic Pop จากเชียงใหม่ และผู้บุกเบิกวงการแรกเก้ของไทยอย่าง Srirajah Rockers แค่ฟังชื่อฉันก็เตรียมเมามาย (ไปกับดนตรี) แล้ว
ใครที่ไม่อยากพลาดหนึ่งในงานที่น่าจะเป็นปรากฏการณ์ดนตรีประจำปีนี้ ก็เตรียมตัวกดบัตรกันให้ทันในวันศุกร์ที่ 7 ก.พ. ทาง Ticketmelon บัตรบัตร Early Bird ราคา 1,800 บาท, บัตร Regular ราคา 2,000 บาท และใครที่รวมตัวกันได้เป็นแก๊ง ก็กดบัตรแบบกลุ่ม Group of 4 สุดคุ้ม ราคา 1,600 บาทต่อคนไปเลย เตรียมเงินแล้วพุ่งตัวเลยจ้า