ตั้งแต่ MRT สนามไชย เปิดใช้บริการ เราก็ขยันหาเรื่องหางานเพื่อที่จะไปย่าน Museum Siam บ่อย ๆ ก็เพราะตอนนี้การเดินทางไปแถวนั้นเป็นเรื่องง่ายแสนง่าย แถมบรรยากาศบริเวณนั้นก็คือกรุงเทพฯ ในแบบที่เราชอบ นั่นก็คือเมืองเก่าที่มีเรื่องราวให้ได้ไปเดินเรียนรู้เดินดูแบบไม่รู้จบ เพราะฉะนั้นไม่ว่าแถวนั้นมีอิเวนต์อะไร ฉันต้องได้ไป

แล้วจู่ ๆ เราก็ได้ยินข่าวว่า เทศกาลบางกอกแหวกแนว ที่เคยจัดขึ้นมาแล้วเมื่อปี 2559 และ 2561 กำลังจะได้ฤกษ์กลับมาจัดอีกเป็นครั้งที่ 3 ในวันที่ 1-2 ก.พ. ที่จะถึงนี้ ซึ่งก็เป็นข่าวดีสำหรับเหล่าโอลด์ทาวน์เลิฟเวอร์และเหล่าคัลเจอร์เนิร์ดทั้งหลาย เพราะถ้าจำกันได้ นี่คือเทศกาลที่พาเราไปสำรวจประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของกรุงเทพฯ ในแง่มุมใหม่ ๆ ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในคู่มือไกด์บุ๊ก แต่เขาชวนให้ผู้ร่วมงานไปสำรวจกรุงเทพฯ แบบรอบด้าน ด้วยการเปิดพื้นที่เสวนาที่เชิญนักคิด นักเขียน นักประวัติศาสตร์ ทั้งไทยและต่างประเทศ มาพูดคุยเพื่อเปิดให้เห็นกรุงเทพฯ ในมิติของการเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์โลก รวมไปถึงในแง่มุมของวรรณกรรม และยังมีกิจกรรม เวิร์กชอป การออกร้าน และการแสดงดนตรี ที่ทั้งหมดนี้ต่างช่วยกันเผยให้เห็นถึงกรุงเทพฯ ในแง่มุมของพื้นที่ที่มีชีวิตจากเรื่องราวและหลากหลายวัฒนธรรมที่มารวมกันและกลายเป็น 'กรุงเทพฯ' อย่างที่เราเห็นกันทุกวันนี้



เทศกาลบางกอกแหวกแนว เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง Museum Siam, สำนักพิมพ์ River Books (สำนักพิมพ์ที่ผลิตหนังสือภาพประวัติศาสตร์ไทยซึ่งท้าทายเงินในกระเป๋าเนิร์ดประวัติศาสตร์อย่างฉันเหลือเกิน) และ จักรพงษ์วิลลา ด้วยความตั้งใจที่จะสร้างเทศกาลทางวัฒนธรรมใจกลางเมือง ที่รวมเอาเวทีสนทนาความคิด การแสดงดนตรีและการฉายภาพยนตร์ รวมไปถึงเวิร์กชอปทั้งด้านการคิดและการลงมือทำ มารวมไว้ในรูปแบบของเฟสติวัล เพื่อให้คนที่มาร่วมงานได้มาเรียนรู้และรับประสบการณ์ทางวัฒนธรรมแบบไม่ง่วงไม่เบื่อ



นอกจากนี้ในงานยังมีมาร์เก็ตที่มีร้านอาหารและร้านสินค้าเก๋ ๆ มาออกร้านมากมาย ก็คือว่า ใครหิวความรู้ก็วิ่งเข้าหาเวิร์กชอปกับเวทีสนทนา ใครหิวอาหารก็มุ่งหน้าไปทางมาร์เก็ต ใครหิวหาการจับจ่ายก็ขอผายมือไปทางร้านเสื้อผ้าของใช้เก๋ ๆ ที่เขาขนมาออกร้านกันได้เลย แล้วค่อยมาเจอกันที่เวทีคอนเสิร์ตนะ


ปีนี้เขาก็เปิดรายชื่อศิลปินที่จะมาร่วมแหวกม่านเวทีเดียวกันแล้วด้วย นำทีมโดยขาประจำที่อยู่มากับเฟสติวัลนี้ทุกปีคือ ฮิวโก จุลจักร จักรพงษ์ ร่วมด้วย ภูมิ วิภูริศ และสองคุณแม่ตัวแทนฝั่งลูกทุ่ง แม่ฮาย อาภาพร นครสวรรค์ และ หลิว อาจารียา ซึ่งศิลปินสองฝั่งดนตรีที่มาร่วมแสดงบนเวทีเดียวกันก็สะท้อนภาพความเป็นกรุงเทพที่เกิดจากการผสมผสานของวิถีอันหลากหลายแล้วใช่ไหมล่ะ

ความพิเศษของเทศกาลนี้ทุกปีก็คือ ทางจักรพงษ์วิลลาเขามีการจำหน่ายบัตร Chill Pass ราคา 500 บาท ที่ผู้ซื้อบัตรจะสามารถเข้าชมภายในวังจักรพงษ์และบริเวณรอบ ๆ หรือจะนั่งชมวิวริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาที่บริเวณพื้นที่ริมน้ำของวังก็ได้เหมือนกัน


ใครสนใจก็คอยติดตามรายละเอียดจากเพจ เทศกาลบางกอกแหวกแนว ไว้ให้ดี แล้วไปตะลุยกรุงเทพฯ แบบแหวกแนวด้วยกันนะ