Skip to main content
AdSense

ใช้จริง แชร์จริง! บทสรุปของ iPad Air 2019 กับการใช้งานในมุมต่าง ๆ อะไรปัง อะไรพัง

เพราะลองใช้จริงเลยเพิ่งรีวิวไงล่ะ

ใช้จริง แชร์จริง! บทสรุปของ iPad Air 2019 กับการใช้งานในมุมต่าง ๆ อะไรปัง อะไรพัง
May 30, 2019 Bangkok time
เมื่อช่วงกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา Apple ได้ปล่อย iPad ออกมาใหม่ครบทุกซีรีส์ ตั้งแต่ iPad Mini, iPad Air และ iPad Pro ที่เราลองเลือกหยิบตัว iPad Air มาลองใช้งานจริงดูสักหน่อย เพราะอย่างน้อยก็ยังใช้งานได้สะดวกกว่ารุ่น Mini ที่มีขนาดเล็กว่า และไม่รองรับอุปกรณ์เสริมบางตัว ส่วนรุ่น Pro ก็มีขุมพลังที่เยอะเกินกว่านักเขียนอย่างเราจะใช้งาน ฉะนั้นงานนี้เราจะมาแชร์ในฐานะผู้ใช้งานทั่วไป ที่ไม่ได้ต้องการสมรรถนะสุดล้ำใด ๆ ของรุ่น Pro หรือเครื่องเล็กจิ๋วง่ายอย่างรุ่น Mini นั้น จะใช้งานได้ดีจริงอย่างที่หวังไว้หรือเปล่านะ
 

รูปลักษณ์และขนาด (★★★★★)

 
 
อย่าเพิ่งสงสัยว่าทำไมเราถึงให้ iPad Air รุ่นใหม่นี้ถึง 5 ดาวทั้ง ๆ ที่รูปลักษณ์ก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนไปเลย ทุกอย่างช่างเหมือนกับรุ่นที่ออกมาเมื่อปีก่อนหน้านี้เด๊ะ ๆ ยังมีปุ่มโฮม และใช้ Touch ID เหมือนเดิม ไม่ได้ออกแบบให้หน้าจอเต็มและใช้ Face ID เหมือน iPad Pro แต่อย่างใด ตัวพอร์ตก็ยังเป็น Lightning เหมือนรุ่นก่อน ๆ อีก แต่เพราะเหตุผลนี้แหละที่เรายอมให้ห้าดาวด้วย (เอ๊ะยังไง)
 
 
เอาจริง ๆ เราค่อนข้างคุ้นเคยกับหน้าตาของไอแพดแบบนี้มานานแสนนาน และมันก็ทำให้เราใช้งานได้สะดวกขึ้นเมื่อไม่ต้องมาปรับการใช้งานเพื่ออะไรใหม่ ๆ มากมาย แต่ในขณะเดียวกันเราก็ปลื้มขนาดของ iPad Air ที่หน้าจอ 10.5 นิ้ว แถมยังเป็น Retina LED ที่ชัดเจนพอสำหรับงานที่ใช้ด้วย ด้วยขนาดหน้าจอที่ไม่เล็กไป ไม่ใหญ่ไป ใช้งาานได้สะดวกดี เอาจริงขนาดหน้าจอของ iPad Air ก็เล็กกว่า MacBook Air 11 นิ้วมาแค่นิดเดียว แต่กลับพกพาสะดวกขึ้นมาก (ซึ่งถ้าอยากได้ไซซ์ 11 นิ้วจริง ๆ ก็สามารถจัด iPad Pro 11 นิ้วได้ แต่ราคาก็พุ่งเยอะอยู่นะ) แถมเครื่องก็ยังบางดีจริง ๆ สมกับเป็นตระกูล Air เพราะบางแค่ 6.1 มม. และหนักแค่ 456 กรัมเท่านั้นเอง เอาใส่ไว้ในกระเป๋าก็ไม่หนักจนเกินไป บางทีสอดไว้ในกระเป๋าคลัชต์ไซซ์กลาง ๆ ยังได้เลย! ยุคนี้อะไรที่มันไม่เทอะทะ ไม่ต้องกวนพื้นที่กระเป๋ามาก ถือว่าผ่านแล้ว!

การใช้งานผ่านแอปพลิเคชัน (★★★★★)

 
เพราะไอแพดใช้ระบบปฏิบัติการ iOS เช่นเดียวกับ iPhone เพราะหลักการใช้งานของไอแพดที่เน้นทัชสกรีนบนหน้าจอไม่ต่างกับสมาร์ตโฟนนั้นเอง การทำงานผ่านแอปพลิเคชั่นถึงแทบไม่มีปัญหาอะไรเลย ทุกอย่างทำได้สะดวกและง่ายมาก ๆ แถมแอปพลิเคช้นสำหรับไอแพดยังมีให้ดาวน์โหลดใช้งานอีกกว่าล้านแอปฯ เลยนะ
 
 
และด้วยหน้าจอที่ใหญ่ใช้งานสะดวกดีนี่แหละ เลยทำให้การใช้งานผ่านแอปฯ บนไอแพดยังมีฟังก์ชั่นดี ๆ รองรับการใช้งานอีกเยอะ ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานแบบ Multi Task โดยเลือกแอปฯ โปรดจากใน Dock, ลากไฟล์จากแอปฯ หนึ่งไปปล่อยไว้อีกแอปฯ หรือจะเปิดกูเกิ้ล แล้วลากรูปที่ชอบมาใส่ไว้ในแอปฯ Note หรือแอปฯ อื่น ๆ เลยก็ยังได้ง่ายเวอร์, จัดระเบียบไฟล์ต่าง ๆ ด้วยแอปฯ File ก็ได้ ถ้าจะซื้อไอแพดเพื่อมาใช้งานผ่านแอปพลิเคชั่น บอกเลยว่าไม่ต้องคิดเลยจ้า จัดเลย

การใช้งานผ่านเว็บไซต์ (★★★)

 
 
สิ่งหนึ่งที่เราค่อนข้างติดขัดนิดหน่อยในการใช้งาน iPad Air ก็คือการใช้งานผ่านเว็บไซต์ อย่างที่บอกไปก่อนหน้าว่านี่คืออุปกรณ์ที่ทำงานผ่านระบบปฏิบัติการ iOS ไม่ใช่ OS แบบ iMac หรือ MacBook ดังนั้นถ้าต้องการนำไอแพดมาใช้งานแทนคอมพิวเตอร์เพียว ๆ เลยก็ต้องขอบอกว่าอาจไม่ตอบสนองความต้องการเราได้มากขนาดนั้น อย่างเราเองที่ต้องทำงานผ่านบราวเซอร์อินเตอร์ดเน็ตอยู่บ่อย ๆ ก็ยังพบว่าหลาย ๆ การทำงานยังไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่กับการทำงานผ่านแอปฯ Safari บางครั้งหน้าเว็บไซต์ยังเด้ง ๆ โดด ๆ อยู่บ้าง การพิมพ์งานสด ๆ ผ่านบราวเซอร์อินเตอร์เน็ต หน้าจออาจเลื่อนขึ้นไปด้านบนสุดบ้างเมื่อเราพิมพ์ข้อความไปยาว ๆ ในบางกรณี แม้จะยังทำงานได้ตามปกติ แต่บางทีก็หงุดหงิดใจอยู่เหมือนกันนะ

การใช้งานกับอุปกรณ์เสริม (★★★★)

 
 
 
ความเจ๋งของ iPad Air ใหม่นี้คือแม้หน้าตาจะเหมือนเดิม แต่พี่แกก็ถูกอัปเกรดแบบเต็มแม็กซ์เรียบร้อยแล้ว เรียกว่า iPad Air จะถูกทรานสฟอร์มให้ทำงานได้สะดวกขึ้นกว่าเดิมเยอะมาก อย่าางแรกเลยคือเจ้า iPad Air นั้นรองรับ Apple Pencil แล้ว แม้จะรองรับรุ่นแรก แต่ก็เหมาะสมกับการใช้งานของ iPad Air เพราะยังใช้ช่อง Lightning อยู่เหมือนเดิม และใช้งานได้อย่างไหลลื่นมาก จะจดโน้ต เขียนทับบนเอกสาร หรือคอมเมนต์อะไรบนภาพก็ขีด ๆ เขียน ๆ ได้สะดวกมาก อีกออปชั่นที่เราชอบคือการใช้ Apple Pencil จดข้อความไว้ในโน้ต แล้วเแปลงเป็นตัวอักษรก็ยังได้ ส่วนใครที่ชอบดีไซน์ ชอบวาดภาพอะไรเล่น (หรือจริงจัง) ก็ต้องบอกว่านี่เป็นไอเทมในฝันเลยก็ว่าได้นะ เราลองโหลดแอปที่ใช้ร่วมกับ Apple Pencil ได้เวิร์กอย่างกลุ่มแอปของ Moleskine ที่จะเปลี่ยนไอแพดของเราให้เป็นโน๊ตบุ๊กของ Moleskine แบบหล่อ ๆ อย่าง Timepage แอปฯ ปฏิทินที่เชื่อมต่อกับแอปฯ Event Maps Contact และ Weather ให้เราจัดการได้อย่างสะดวกขึ้น, Action ที่จะช่วยเราจัดการงานต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้นเพียงแดร็กและดร็อป และ Fold ที่จะเปลี่ยนหน้าจอไอแพดให้เป็นหน้ากระดาษ Moleskine ที่จะจดหรือวาดอะไรก็ได้ตามใจ
 
 
อีกหนึ่งอุปกรณ์เสริมคือ Smart Keyboard ที่สามารถใช้ได้กับ iPad Air เช่นกัน (iPad Mini รุ่นใหม่ก็ใช้งาน Smart Keyboard ไม่ได้นะ) ซึ่งใช้งานง่ายยิ่งกว่าง่ายโดยไม่ต้องจับคู่หรือแม้กระทั่งชาร์จแบตเตอรี่แต่อย่างใด แค่ติดเข้ากับไอแพด แค่นั้นก็ใช้งานได้เลย ง่ายสุด ๆ แต่คำสั่งปุ่มลัเบางอย่างอาจไม่เหมือนคีย์บอร์ดจริง ๆ ของคอมพิวเตอร์นะ เช่นปุ่มเปลี่ยนภาษาจะอยู่ซ้ายมือ ไม่ใช่ใช้คำสั่งคอมมานต์กับสเปซบาร์ หรือบางแป้นก็มีขนาดเล็กกว่าปกติอย่างแป้น ง ข ช ทำให้ถ้าใช้งานยังไม่คุ้นก็พิมพ์ผิดอยู่เหมือนกันนะ

สมรรถนะ (★★★★)

 
 
 
เรื่องสมรรถนะนี่แทบไม่ต้องพูดถึง สำหรับการใช้งานในระดับพื้นฐานของนักเขียนอย่างเรา ที่เน้นใช้เพียงแค่การทำงานง่าย ๆ อย่างพิมพ์งาน เสิร์ชหาข้อมูล หนักหน่อยก็ใช้ปรับแต่งภาพประกอบผ่านแอปพลิเคชันอย่าง Adobe Photoshop หรือ Lightroom ก็สะดวกโยธินแบบไม่ติดขัดอะไร เพราะไอแพดรุ่นนี้ใช้ชิป A12 Bionic ที่มาพร้อม Neutral Engine ที่เป็นรองเพียงชิด A12X Bionic ใน iPad Pro เท่านั้นเอง เราเลยถือว่ายังคุ้มอยู่ ส่วนเรื่องกราฟิกนั้นเราก็อยากรู้ว่าไหวจริงใช่ไหม เลยส่งต่อเจ้า iPad Air ให้ทีมกราฟิกลองไปใช้ดู ผลที่ได้คือทีมกราฟิกก็บอกว่าสำหรับการวาดรูป หรือแม้กระทั่งขึ้นกราฟิก 3D ก็ทำได้แบบไหลลื่นมาก แต่การตัดต่อวิดีโอนั้นอาจมีหน่วง ๆ บ้างจากฟุตเทลที่ค่อนข้างเยอะ ถึงอย่างนั้นก็ยังนับว่าเร็วและไม่ได้เป็นปัญหาของการทำงานอะไรขนาดนั้น
 
 
ความดีงามอีกอย่างที่เราชอบมาก ๆ ก็คือบางฟังก์ชันที่เวิร์กดีสำหรับคนทำงานอย่างเรานั่นคือการใช้งานหลายแอปฯ ได้พร้อมกัน คล้ายกับการทำงานบนคอมพิวเตอร์ อย่างเวลาที่เราทำงานในโปรแกรมหนึ่ง และต้องเปิดอีกโปรแกรมหนึ่งเพื่อหาข้อมูลเพื่อทำงานร่วมกันอะไรก็แล้วแต่ ถ้าเป็นเมื่อก่อนคือเราต้องสลับแอปฯ ไปมาเพื่อใช้งาน บางครั้งก็จะงง ๆ หน่อย แต่ตอนนี้แค่เราเลื่อนหน้าจอจากด้านล่างให้ Dock แสดงขึ้น แล้วแตะค้างไปที่แอปฯ ที่เราต้องการเปิดเพิ่ม แล้วลากมาไว้บนหน้าจอ เราก็จะสามารถใช้แอปฯ นั้นบนหน้าจอเดียวกับแอปฯ ที่เปิดก่อนหน้าได้เลย ง่ายสุดอะไรสุดแหละ และก่อนจะจบการรีวิวนี้ ขอแอบบอกว่า บทความนี้ก็เขียนขึ้นบน iPad Air ด้วยนะ
 
iPad Air ราคาเริ่มต้นที่ 17,900 บาท สำหรับรุ่น Wi-Fi และ 22,400 บาทสำหรับรุ่น Wi-Fi + Cellular ที่ Apple Store และร้านค้าตัวแทนจำหน่ายทั่วไป หรือที่ Apple Store Online
 
AdSense
AdSense
AdSense