Skip to main content
AdSense

Mahasan กลับมาแล้ว! กับพิกัดใหม่ที่มาพร้อมความหลากหลายของเนื้อโลคัล และร้านที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม

จองไม่ได้ก็รอไปก่อนนะ

Mahasan กลับมาแล้ว! กับพิกัดใหม่ที่มาพร้อมความหลากหลายของเนื้อโลคัล และร้านที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม
September 13, 2019 Bangkok time
คอเนื้อทั้งหลาย ถ้าหากจะพูดถึงเนื้อโลคัลชั้นดีคงไม่มีใครไม่รู้จัก Mahasan Local Meat Burnt & Bowl ร้านเนื้อดีกรีจองยากที่สุดในเมืองไทยในเวลานี้ จึงไม่แปลกที่ทางร้านจะต้องคิดหาทางขยับขยายร้านเพื่อตอบรับจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้น และหลังจากที่ Mahasan ปิดร้านไปกว่า 2 เดือนครึ่งเพื่อย้ายพิกัดใหม่จากเจริญกรุง 66 สู่ถนนจันทน์ 23/1 และเปิดเต็มตัวอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ (14 ก.ย.)  เราจึงขอมาแวะมาเยี่ยมบ้านหลังใหม่นี้ก่อนใคร ที่ถึงแม้ไซซ์จะใหญ่ขึ้น แต่ยังคงความอร่อยเหมือนเดิม 
 
 
 
หากใครที่เคยไปเยี่ยมเยียนร้าน Mahasan ร้านเดิม ก็จะรู้ว่าฝีมือการย่างเนื้อของ คุณแบงค์-ณัฐพงศ์ ราชเล็ก ไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ คุณแบงค์เล่าให้เราฟังว่าร้านเก่าเล็กเกินไป จึงย้ายร้านมาเปิดใหม่ที่ถนนจันทน์ 23/1 แห่งนี้ ซึ่งเดิมเป็นที่ตั้งของโกดังสินค้าของอาแปะที่เป็นญาติกัน เฟอร์นิเจอร์และการตกแต่งภายในร้านก็เลยยังเป็นคอนเซปต์เรียบง่าย บรรยากาศอบอุ่นสไตล์โฮมมี่เช่นเดิม รอบ ๆ ร้านก็ได้ตกแต่งภาพที่ คุณโบ-ลลิตา แก้วคำแสน แฟนสาวของเขาได้สะสมไว้เหมือนร้านเดิม เพิ่มเติมที่จำนวนภาพอัดแน่นแบบล้นกำแพงเลยทีเดียว และมาพร้อมจำนวนโต๊ะที่เยอะกว่าเดิม จากร้านเก่าที่มีเพียง 4 โต๊ะ ตอนนี้ได้เพิ่มมาเป็น 8 โต๊ะ ซึ่งแต่ละโต๊ะรองรับลูกค้าได้ถึง 4-6 ท่าน เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ชอบมาเป็นกลุ่มหลาย ๆ คน
 
 
นอกจากนี้สเปซในร้านยังกว้างขวางมากขึ้น ครัวใหม่จึงใหญ่ขึ้นและมีความพิเศษมากกว่าเดิม ดีไซน์ครัวยังเป็นเคาน์เตอร์ไม้ ตั้งอยู่บริเวณด้านหลังของร้าน ด้วยความที่ร้านเก่าเตาเล็กเกินไปทำให้ย่างชิ้นส่วนเนื้อไม่พอ คุณแบงค์จึงได้สั่งทำเตากริลล์อันใหม่สุดพิเศษมาจากประเทศญี่ปุ่นแบบเดิม แต่ใหญ่กว่าเดิมขึ้นมาถึง 2 เตา เพื่อย่างเนื้อให้เราแบบจะจะตรงหน้า พร้อมเสิร์ฟเมนูสเต็กที่หลากหลายและการกริลล์ที่เร็วมากยิ่งขึ้น บอกเลยว่าจุดนี้ชาวมีตเลิฟเวอร์อย่างเราตื่นเต้นสุด ๆ จนต้องมายืนดูคุณแบงค์ย่างเนื้อตลอดเวลาเลยแหละ
 
 
 
คุณแบงค์เล่าให้เราฟังถึงกรรมวิธีการเลือกเนื้อส่วนต่าง ๆ ที่เริ่มจากการติดต่อกับสหกรณ์ภาคอีสานด้วยตนเอง เพื่อคัดสรรเนื้อโลคัลที่มีคุณภาพดีและมีความหลากหลายมาให้ลูกค้าได้ลิ้มลอง โดยเลือกเนื้อที่กำลังนิยมในบ้านเรา จากที่ใช้เนื้อเพียงพันธุ์เดียว ตอนนี้ทางร้านได้เพิ่มมาเป็น 3 สายพันธุ์ด้วยกัน นั่นก็คือ ไทยเฟรนช์ จากจังหวัดอุบลราชธานี ไทยวากิว จากจังหวัดมุกดาหาร และไทยแองกัส เนื้อดรายเอจจากจังหวัดสุพรรณบุรี โดยขั้นตอนการเตรียมเริ่มจากการตัดแต่งเนื้อ คัดเลือกเนื้อ แล้วจึงนำมาย่างให้พวกเราได้กินกัน เรียกได้ว่าจุใจกันเลยทีเดียว
 
 
สำหรับใครที่ชื่นชอบเมนูสเต็กจากร้านเดิมก็ไม่ต้องเสียใจไป ทางร้านยังเสิร์ฟเมนูเดิมอยู่ แต่ที่เพิ่มขึ้นมาคือเมนูพิเศษอีกถึง 6-7 เมนู ที่จะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เพื่อเฟ้นหาเนื้อที่ดีที่สุดในแต่ละวัน ไฮไลต์อยู่ที่การคัดเลือกเนื้อมาให้ลองชิมกันถึง 9-12 ชิ้นส่วน (จากเดิม 6-8 ชิ้นส่วน) ปรุงด้วยเกลือและพริกไทย แล้วค่อย ๆ บรรจงย่างบนเตาที่ใช้ถ่านไม้มะขามกับไม้โกงกาง ทำให้ได้กลิ่นเนื้อที่หอมกลิ่นถ่านมาก ๆ ส่วนใครที่ชอบทานข้าว ทางร้านก็มีเมนูข้าวหน้าเนื้ออีกหลายเมนู ที่เขาได้คัดสรรพันธุ์ข้าวหอมมะลิใหม่มาเสิร์ฟให้กินกันมันๆ หรือจะเป็นเมนูสเต็กหมู เอาใจคนไม่กินเนื้อก็ยังมีด้วย
 
 
 
จานเด็ดของทางร้านเราขอยกให้ลิ้นวัวย่าง (270 บาท) เป็นอันดับหนึ่งในดวงใจมาตั้งแต่ร้านดั้งเดิม คุณแบงค์นำลิ้นวัวไป Sous Vide นานถึง 24 ชั่วโมง ถึงแม้จะหั่นชิ้นโตแต่ก็ยังหนานุ่ม เนื้อสีชมพูเสิร์ฟคู่กับซอสไข่ดิบบอกได้เลยว่าเข้ากันมาก ๆ ต่อมาคงต้องพูดถึงสเต็กหางว่าวหรือ Skirt (320 บาท) เนื้อส่วนติดชายโครงที่ใช้วิธีย่างไฟอ่อน ๆ สไตล์ญี่ปุ่น เสิร์ฟคู่กับน้ำจิ้มแจ่วสูตรเด็ดของทางร้าน บอกเลยว่าเนื้อหวานนุ่มชุ่มฉ่ำ มาถึงที่นี่แล้ว ถ้าไม่สั่งพิคาน่า-Picanha (420 บาท) ก็คงจะเรียกว่ายังมาไม่ถึง สำหรับคนที่ชอบเนื้อติดมันเยอะ ๆ ห้ามพลาดเมนูนี้ จิ้มกับน้ำจิ้มแจ่วแล้วแซ่บลงตัวมาก
 
 
มาถึงเมนูพิเศษของร้านอย่างร่องซี่โครงหรือ Rib Fingers (330 บาท) ที่เสิร์ฟคู่กับซอสไข่ดิบทรัฟเฟิล คุณแบงค์ได้นำไข่ดิบมาผสมกับซอสถั่วเหลืองและทรัฟเฟิลออกมาเป็นซอสสุดพิเศษที่หากินที่ไหนไม่ได้ นอกจากที่นี่เท่านั้น ร่องซี่โครงเป็นเนื้ออีกส่วนที่อร่อยและเต็มไปด้วยมวลเนื้อแน่นเคี้ยวมัน สู้ฟันนิด ๆ
 
 
 
 
นอกจากนี้ยังมีสันนอกหรือ Striploin (1,450 บาท) เนื้อวากิวน้ำหนัก 550 กรัมที่คุ้มค่าคุ้มราคามาก เพราะเนื้อชิ้นโตจานใหญ่เวอร์แบบจุกจริง เสิร์ฟคู่กับเกลือสาหร่าย อิ่ม ๆ จุก ๆ กันไปเลยจ้า อีกเมนูที่เราประทับใจเห็นทีคงจะเป็นเนื้อขั้วตับ หรือ Hanger ที่เสิร์ฟคู่กับวาซาบิ (650 บาท) เนื่องจากเนื้อส่วนนี้มีความหนา คุณแบงค์จึงนำมาย่างบนไฟอ่อน ๆ เห็นหนา ๆ แบบนี้บอกได้เลยว่าฉ่ำมาก ยิ่งถ้ากินคู่กับไข่ดองน้ำปลา (30 บาท) แล้วฟินสุด ๆ ใครอยากกินไข่ดองน้ำปลาก็อย่าลืมสั่งล่วงหน้านะจ๊ะ เมนูสุดท้ายนี้คุณแบงค์ขอนำเสนอเนื้อสันในหรือ Tenderloin (750 บาท) ที่เสิร์ฟกับเกลือยูสุ กินกับน้ำเสาวรส (45 บาท) ที่มีรสเปรี้ยวทำให้รสชาติออกมากำลังดี 
 
 
 
คุณแบงค์กระซิบบอกเราว่าในอนาคตอาจจะเปิด Private Table อีกโซน ได้ยินแค่นี้เราก็อดใจรอไม่ไหวแล้ว หากใครยังไม่เคยลิ้มลองเนื้อโลคัล ขอแนะนำให้มาร้านนี้เลย เพราะเราขอรับประกันเลยว่าเนื้อไทยอร่อยไม่แพ้เนื้อชาติใดในโลกจริง ๆ ส่วนใครที่เป็นแฟนร้าน Mahasan อยู่แล้ว เราอยากเชิญชวนทุกคนมาลองเนื้อเมนูใหม่ ๆ กับความหลากหลาย ที่งานนี้มาเต็มเปี่ยมด้วยคุณภาพ และราคาอันเป็นกันเอง ใครอยากมาก็จองโต๊ะกันได้เลยที่เฟซบุ๊กของร้าน ซึ่งตอนนี้คิวยาวสุด เต็มไปจนถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายนแล้ว ร้านเปิดให้จองวันละ 2 รอบเท่านั้น คือรอบ 18.30 และ 19.30 น. (รอบละ 4 โต๊ะ) รับรองว่าจะได้เปิดประสบการณ์การกินเนื้อแบบที่ว่าอร่อยแบบไม่มีวันลืมเลยทีเดียว
 
Mahasan Local Meat Burnt & Bowl เปิดทุกวัน (ปิดทุกวันจันทร์) เวลาทำการ แบ่งเป็น 2 รอบ 18:30 น. และ 19:30 น. ซ.จันทน์ 23/1 ตรงข้ามไปรษณีย์ยานนาวา ตรวจสอบการจองได้ที่เพจ www.fb.com/mahasanmeatyou
 
 
 
AdSense
AdSense
AdSense