Oct 10 2018

เค้กชอปแห่งใหม่ขนาดกะทัดรัดย่านท่าเตียน A Pink Rabbit + Bob

จิ๋วแต่แจ๋ว
ริมขอบรั้วพระมหาราชวังโซนด้านฝั่งหลังวังละแวกที่เรียกกันว่า 'ท่าเตียน' นั้นถือเป็นชุมชนหนึ่งที่รายล้อมไปด้วยคาเฟ่ บาร์ และร้านอาหาร หลายคนคงเคยเดินผ่านไปแชะภาพถ่ายรูปตามวัดโพธิ์ วัดพระแก้วหรือข้างกำแพงวัง หรือเคยไปชิลล์กับอาหารเครื่องดื่มกันมาหลายครั้งคราวแน่ ๆ มาวันนี้เราจึงอยากชี้พิกัดบอกตำแหน่งร้านคาเฟ่ขนาดจิ๋วแห่งใหม่ที่เพิ่งจะเปิดไปเมื่อวันที่ 27 ส.ค ที่ผ่านมา ชื่อว่า A Pink Rabbit + Bob เพื่อเอาใจสาว ๆ หนุ่ม ๆ ผู้รักความหวานอย่างขนมเค้กกัน
 
และที่บอกว่าใหม่ ก็ใหม่แค่เพิ่งเปิดร้านเท่านั้นเพราะว่าร้านนี้ถูกบริหารโดยผู้หญิงเก่งชื่อ ศิริวรรณ ธรณนิธิกุล หรือที่รู้จักกันในชื่อพี่แจะ ดีไซเนอร์ผู้อยู่เบื้องหลังร้านใหญ่สาขาแรกสุดชื่อ It’s Happened to be a Closet ร้านที่รวมทุกอย่างไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า ทำผม ทำเล็บ อาหารสไตล์อิตาเลียน เค้กและกาแฟไว้ในที่เดียว ยังมีสาขาที่สองขนาดกลางในห้างเป็นอาหารสไตล์อิตาเลียนชื่อว่า A Fox Princess & A Spider ซึ่ง ณ ปัจจุบันนับเป็นเวลากว่า 17 ปีแล้ว ในการเดินทางเปิดร้านตั้งแต่สาขาแรกจนถึงร้านเล็กกะทัดรัดย่านท่าเตียนนี้ไง (ถึงได้บอกว่าใหม่เพียงแค่ชื่อเท่านั้นแหละ)
 
 
 
หากใครที่เคยไปเยือนสาขาใหญ่อย่าง It’s Happened to be Closet เมื่อก้าวเท้าเข้ามาในร้านที่เพิ่งเปิดใหม่แห่งนี้อาจจะได้กลิ่นอายของรูปแบบสาขาใหญ่อยู่บ้างแต่จุดประสงค์ของร้าน A Pink Rabbit + Bob ไม่ได้ต้องการจะนำความเป็นร้านใหญ่มาย่อยให้เล็กลง แต่ร้านมีความตั้งใจคงความดั้งเดิมของพื้นที่โซนท่าเตียนไว้เช่น การเลือกเก็บพื้นที่ส่วนผนังเก่าไว้เพื่อรักษาวันเวลาที่ผ่านพ้นมาของสถานที่ เชื่อว่าหลายคนเข้ามาในร้านแล้วต้องสะดุดตากับรูปวาดดอกไม้ที่ใช้วิธีการสกรีนลงบนผนังตามเทคนิคของการทำเสื้อผ้าให้อารมณ์แบบศิลปะจีนแต่ดอกไม้ที่ว่านั้นกลับเป็นสไตล์ฝรั่งเศสต่างหาก
 
อาจเป็นเพราะความกลมกลืนของวัฒนธรรมต่างถิ่นถูกผสมรวมอยู่ที่นี่จึงให้อารมณ์แบบท่าเตียนสุด ๆ มีรูปภาพใส่กรอบของสะสมประดับไว้ตามผนังปูนเปลือย บวกกับเฟอร์นิเจอร์ที่รวมเอาทั้งโต๊ะกลมลายหินอ่อน โต๊ะเนื้อไม้แบบจีน เก้าอี้แบบตะวันตก แม้จะบอกว่าเป็นร้านใหม่แต่บรรยากาศของการผสมรวมวัฒนธรรมก็ทำให้เรารู้สึกสงสัยว่าร้านนี้เปิดมานาน 10 ปีแล้วหรือเปล่านะ
 
 
 
ลักษณะของร้านนี้ก็ค่อนข้างแมสเพื่อตอบรับคนผ่านไปผ่านมาตามวิถีของนักท่องเที่ยวในละแวกนี้ มีเมนูอาหารเป็นประเภทข้าวสตูว์ทั้ง 9 จาน จากเจตนาที่อยากทำอะไรรองรับตอบโจทย์ลูกค้าขาจร รวดเร็ว เรียบง่าย และราคาจับต้องได้ สามารถสั่งทานที่ร้านได้เลยหรือติดใจอยากสั่งกลับบ้านก็ได้เช่นกัน ร้านเล็กนี้ไม่มีครัวแต่จะรับเมนูต่าง ๆ ที่ลำเลียงมาจากครัวหลักที่มีเชฟผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารอิตาเลียนประจำตำแหน่งที่สาขาใหญ่นั่นเอง จานแรกที่เราได้ลองชิมอย่าง Tandoori Chicken (160 บาท) ไก่ย่างหมักเครื่องเทศอินเดียวางตัวอยู่บนข้าวโรยหน้าด้วยเพสโต้ซอสอิตาเลียนได้ทั้งกลิ่นเครื่องเทศและโหระพาขึ้นจมูกมีความเผ็ดปลายลิ้น ให้ได้พอซี๊ดปากเบา ๆ 

 
อีกจานเป็นสตูว์ลิ้นวัวในเมนู Beef Burgundy (180 บาท) ซึ่งเป็นสูตรดั้งเดิมตั้งแต่ร้านสาขาแรกกว่า 17 ปีแล้วนำมาลดขนาดลงให้เหมาะกับร้านไซซ์มินินี้ แต่สำหรับใครที่ไม่ค่อยสันทัดกับการกินข้าวที่ฉ่ำน้ำเครื่องเทศก็ยังมีเมนูอย่าง Roman Chicken (180 บาท) หรือลองไปเลือกตามสตูว์ทั้ง 9 เมนูที่ร้านนำเสนอได้เลย
 
 
 
เพียงแค่เดินผ่านหน้าร้านเราก็จะได้ยลโฉมหน้าตาของเค้กสวย ๆ ที่วางเรียงรายอยู่ในตู้โชว์ แม้จะไม่ได้รู้จักสาขาใหญ่มาก่อนแต่เชื่อว่าคนที่เดินผ่านไปมาต้องเหลียวหลังหันมองและต้องอยากลองเข้าไปสัมผัสรสชาติแน่นอน จัดเต็มเมนูเค้กกว่า 20 รายการต่อวันผ่านการ Custom โดยเชฟผู้เชี่ยวชาญและเจ้าของร้านที่เป็นนักชิมตัวยง ปรับแต่งรสชาติจนรับประกันได้ว่าทุกก้อนอร่อยจริง แม้ร้านจะมีขนาดจิ๋วแต่เชื่อหรือไม่ว่าช่วงวัน เสาร์-อาทิตย์ ร้านนี้ขายเค้กได้มากกว่า 100 ชิ้น และทางร้านเองไม่รับการโทรจองโต๊ะด้วยนะเพื่อความยุติธรรมใครอยากกินต้องไปต่อแถวอดใจรอกัน

 
เค้กชิ้นแรกที่ได้ลองชิมอย่าง Raspberry Choc Pie (165 บาท) รสชาติดั้งเดิมที่จำหน่ายมาแล้วตลอดเริ่มทำร้านสาขาแรกกว่า 17 ปี ก็จะได้ชิมรสกันที่ร้านใหม่นี้ด้วย หรือเอาใจคนชอบความมันแบบถั่วกับ Parline Mocha Butter (150 บาท) เคี้ยวเพลินไปกับเค้กที่มีส่วนประกอบของถั่วเป็นหลักได้กลิ่นกาแฟนิด ๆ ช็อกโกแลตหน่อย ๆ ใครอยากได้ความสดชื่นก็ไปเลือกเมนูน้องใหม่อย่าง Lemon (Dark) Choc Meringue (195 บาท) แบ่งเลเยอร์เป็นสามชั้นจากความเบานุ่มของชั้นบนผสมกับกลิ่นผลไม้ตระกูลส้มอมความเปรี้ยวหวานรวมตัวกับเนื้อแป้งนุ่มลิ้นเมนูนี้อร่อยเพลินไม่หวานจนเกินไป
 
 
 
เครื่องดื่มเย็น ๆ กับกรุงเทพฯ เป็นของคู่กัน สภาพอากาศร้อนแบบนี้เมนูเย็นจึงถูกสั่งจากลูกค้าที่มาใช้บริการเป็นอย่างมากโดยเฉพาะ Iced Coconut Americano (145 บาท) สำหรับหลายคนที่ไม่ชอบกาแฟใส่นมหรือน้ำตาลก็สามารถเติมน้ำมะพร้าวเพิ่มความหวานทานง่ายขึ้น แถมมีเนื้อมะพร้าวแกล้มด้วยนะ ที่สำคัญเมนูกาแฟของร้านนี้นั้นมีวัตถุดิบเป็นเมล็ดจาก Lavazza กาแฟคุณภาพเยี่ยมจากประเทศอิตาลีเลยทีเดียว
 
หรือเมนูที่อาจมองว่าธรรมดาอย่าง Ovaltine Volcano (145 บาท) โอวัลตินภูเขาไฟมีให้ชิมแค่ร้านสาขาเล็กนี้เลย ไม่ได้มีจำหน่ายที่สาขาใหญ่ด้วยเพราะการคิดค้นเมนูง่าย ๆ ธรรมดานี้ก็เพื่อพาเรากลับไปย้อนวัยตามสไตล์ของคาเฟ่พิกัดแนวรั้วพระราชวังนี่แหละ หรือใครที่ชอบความแปลกใหม่ก็อย่าลืมลองสั่งเครื่องดื่มร้อน Masala Indian Tea (180 บาท) ชาอินเดียฉบับดั้งเดิมได้รสชาติความเผ็ดน้อย ๆ จากเครื่องเทศมาลองจิบดูสักกาก็น่าสนใจไม่น้อย
 
 
 
แม้ร้านจะดูเล็กขนาดไหน แต่ก็ดูเหมือนว่าลูกค้าหลายคนที่เข้ามาใช้บริการสามารถปรับตัวให้เข้ากับบรรยากาศของร้านได้เป็นอย่างดี วัฒนธรรมการกินดื่มของผู้คนในยุคสมัยนี้ค่อนข้างหลากหลายและเลือกรับสิ่งใหม่กันมากยิ่งขึ้น จึงทำให้คาเฟ่ขนาดเล็กแห่งนี้กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์อีกหนึ่งร้านในเขตท่าเตียน ที่รายล้อมไปด้วยคาเฟ่ บาร์ และร้านอาหาร เป็นอีกหนึ่งร้านน้องใหม่ชวนให้เราได้ไปสัมผัสความน่ารักขนาดจิ๋วนี้กันได้แบบไม่ต้องเคอะเขิน
 
A Pink Rabbit + Bob เวลาทำการ ทุกวัน 09:00-20:00 น. ซ.ท่าเตียน ถ.มหาราชวัง ตรงข้ามวัดโพธิ์ โทร. 06-2639-8880