Feb 04 2019

neighbourhood

บ้านขนมปังขิง บ้านไม้หลังเก่าอายุกว่า 100 ปีสู่คาเฟ่แห่งใหม่ย่านเสาชิงช้า

เรื่องเก่าเล่าใหม่ 
เสาชิงช้าเป็นแลนด์มาร์กแห่งหนึ่งซึ่งรู้จักกันดีทั้งคนกรุงเทพฯ และทั่วประเทศไทย (ชาวต่างชาติส่วนใหญ่ก็รู้จัก) พิกัดอยู่บนถนนดินสอ แหล่งรวมอารยธรรมและวัฒนธรรมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นวัดวาอาราม ชุมชนบ้านเรือน ตลอดจนร้านค้าร้านอาหารเนืองแน่นตลอดเส้นทาง และเมื่อต้นเดือน ม.ค. 2562 ที่ผ่านมา เราขอยินดีกับการเปิดตัวคาเฟ่แห่งใหม่ซึ่งมีเงาเป็นสถาปัตยกรรมร่วมสมัยอายุยาวนานกว่า 100 ปี บ้านไม้สองชั้นหลังนี้เกิดขึ้นราวปี 2456 เดิมเรียกกันว่า บ้านเสาชิงช้า และ ณ ปัจจุบันชื่อ บ้านขนมปังขิง (Gingerbread House) เรามาทำความรู้จักบ้านเก่าชื่อนี้กันสักเล็กน้อยเพื่ออรรถรสในการเดินทางไปนั่งจิบกาแฟ กินขนม และสัมผัสบรรยากาศแห่งความทรงจำในรั้วของบ้านขนมปังขิงกันนะ
 
 
 
สำหรับทุกสิ่งที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานเห็นจะต้องทำความรู้จักตัวละครคร่าว ๆ กันสักนิด เริ่มตั้งแต่ในยุค พ.ศ. 2456 นางประเสริฐทะเบียน (อำแดงหน่าย) แต่งงานกับ ขุนประเสริฐทะเบียน (นายขัน) และซื้อที่ดินราว 47 ตร.ว. เพื่อจุดประสงค์ในการสร้างบ้านหนึ่งหลัง ช่วงนั้นเป็นยุคปลาย ร.5 ย่างเข้า ร.6 จวบเหมาะกับสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกเข้ามีอิทธิพลในสยามประเทศ จึงเกิดเป็นลักษณะการสร้างแบบบ้านขนมปังขิงขึ้นมา ทั้งสองมีบุตรอยู่หลายคน แต่คนสำคัญในเรื่องนี้เห็นจะเป็น ท่านผู้หญิงเนื่องสนิท สิทธิสุนทร ซึ่งสมรสกับ พล.ต.อ. อรรถสิทธิ์ สิทธิสุนทร (ผวน ทองสยาม) หลังจากอำแดงหน่ายถึงแก่กรรม ช่วงนี้เองที่ลูกสาวของท่านผู้หญิงเนื่องสนิทคือ ท่านผู้หญิงเพ็ชรา เตชะกัมพุช ทันตแพทย์หญิงส่วนพระองค์ในหลวง ร.9 เข้ามาขอซื้อบ้านขนมปังขิงต่อมาเพื่ออนุรักษ์เอาไว้ กาลเวลาเคลื่อนผ่านมาถึงปัจจุบันบ้านขนมปังขิงจึงเป็นมรดกสถานตกทอดยังทายาทรุ่นที่ 4 คือ คุณธนัชพร คุณารัตนอังกูร แต่งงานกับ คุณวิรัตน์ คุณารัตนอังกูร และมีหลานชายอย่าง คุณเบน-กีรติ คุณารัตนอังกูร เป็นผู้เข้ามาดูแลร้านและเป็นบาริสต้าชงเครื่องดื่มอร่อย ๆ ให้ผู้มาเยือนได้ลิ้มรส 
 
 
 
อย่างที่บอกว่าพื้นที่ 47 ตร.ว. นี้ถูกสร้างเป็นเรือนไม้สไตล์ฝรั่ง ตัวเลขจำนวนนี้ยังตรงกับบ้านเลขที่ด้วย ก่อนจะลดเหลือ 35 ตร.ว. เพราะถูกแบ่งไปสร้างถนนอีก 12 ตร.ว. และปี 2533 เกิดการบูรณะครั้งใหญ่เนื่องจากความทรุดโทรมของตัวบ้าน และเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในปี 2560 จึงกลายมาเป็นบ้านขนมปังขิง คาเฟ่หน้าใหม่ที่มีประวัติศาสตร์เป็นบ้านไม้เก่าแก่กว่า 100 ปี พิกัดอยู่ในซอยหลังโบสถ์พราหมณ์ใกล้ถนนดินสอและเสาชิงช้า มีบรรยากาศเก่าแก่ของตัวสถาปัตยกรรมและความร่มรื่นจากการปกคลุมของต้นมะม่วงอกร่องอายุยาวนานกว่า 80 ปี 

 
 
 
 
ด้านในนั้นมีดีไซน์ความเก่าผสมใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มเคาน์เตอร์บาร์เข้ามา ยกเพดานให้สูงขึ้น ดีดบ้านให้ลอยจากพื้นกันเรื่องน้ำท่วม ตลอดจนถึงเฟอร์นิเจอร์ทั้งโต๊ะ เก้าอี้ แบบไม้หนักอึ้งให้ความรู้สึกสมกับผ่านกาลเวลามายาวนาน หรือแบบใหม่ ๆ ที่ทางร้านสั่งเพิ่มเข้ามารองรับลูกค้า ทั้งยังมีตู้ไม้สลักลายที่ใช้เก็บของ รวมถึงโต๊ะเรื่องแป้งสมัยรุ่นคุณย่ายังสาว ๆ ใช้ เป็นต้น และหากใครสังเกตผนังด้านนอกจะเห็นรอยต่อระหว่างไม้เก่าสีถลอกและการแต่งเติมเข้ามาในปัจจุบันด้วย แหงนมองด้านบนมีช่องลมหลาย ๆ บาน เป็นงานไม้ลายฉลุออกแบบให้เป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของนายขันด้วยนะ ด้านในห้องต่าง ๆ ประดับไปด้วยรูปถ่ายสมาชิกในบ้านสมัยรุ่นก่อน ๆ ใส่กรอบประดับแขวนไว้ให้เราเดินสอดส่องสายตาเพลิน ๆ  

 
 
 
อย่างที่เกริ่นไปแล้วเบื้องต้นว่าบ้านขนมปังขิงนั้นมีจุดประสงค์ให้ประชาชนทั่วไปได้มีโอกาสเข้ามาสัมผัสกับความเก่าแก่ของบ้านแบบไม่มีกั๊ก ไม่มีหวง ด้วยเหตุผลที่บอกว่า "หากบ้านไม่เปิดใช้วันหนึ่งก็จะพังไปตามวันเวลา" จึงตัดสินใจนอกจากเปิดบ้านแล้วยังเพิ่มคาเฟ่มาเพื่อให้เกิดความน่าสนใจเข้าไปอีก เครื่องดื่มของที่นี่นั้นมีหลากหลายกว่า 10 รายชื่อให้เราได้เลือกดื่ม เช่น ตัวที่ทางร้านแนะนำให้กับเราชื่อว่า กาแฟเย็นซิกเนเจอร์ (95 บาท) เหมาะสำหรับคนชอบความกระปรี้กระเปร่าและไม่อยากสัมผัสรสขมดื่มยากเมนูนี้น่าจะตอบโจทย์ หรือจะเป็น มินต์มัคคิอาโต้เย็น (ราคา 95) เหมาะกับสาว ๆ อยู่ไม่น้อย และอีกเครื่องดื่มอย่าง กาแฟส้ม (นามสมมติที่ยังไม่มีอยู่ในเมนู) (ราคา 95บาท) ดื่มเพื่อสู้กับอากาศร้อนได้สบาย ๆ ใครชอบเมนูไหนไปเลือกสั่งกันดูนะ

 
 
 
 
พลาดไม่ได้เลยกับเมนูแนะนำซึ่งเป็นตัวแทนของร้านทั้ง 4 สหายอย่าง ชุดบัวทอง+ขนมไทยไอศกรีม (599 บาท) ขนมไทยในพานดอกบัวทั้งแปดให้เราเลือกหยิบกินเป็นคำ ๆ ประกอบไปด้วย กลีบลำดวน วุ้นตัด เสน่ห์จันทร์ ลูกชุบ วุ้นสาย จ่ามงกุฏ สำปันนี เป็นต้น เสริฟมาพร้อมกับขนมเค้กตามใจชอบของเราอีก 2 ชิ้น ที่ร้านเลือกแนะนำมาคือ macadamia (120 บาท) เค้กเนื้อแน่นผสมแมคาเดเมียเคี้ยวกรุป และ Milo Cube (120 บาท) เค้กช็อกโกแลตเข้มข้น แถมด้วยชาร้อน ๆ อีก 1 กา ประกอบมาในชุดให้เราได้ล้างความหวานในลำคอด้วย

 
 
 
อีกหนึ่งเมนูแนะนำเป็นขนมหวานผสมกันระหว่าง ไอศกรีมชาไทย+เฉาก๊วย (120 บาท) ก็ถือเป็นเมนูตัวเลือกดับร้อนตอนกลางวันดี ๆ เลย หรือจะเป็น ไอศกรีมใบเตย+บัวลอย (120 บาท) สำหรับสายหวานอย่างคุณสาว ๆ น่าจะชื่นชอบ หวานต่อไม่รอแล้วแหละด้วยขนมไทยอีกหนึ่งชนิดคือ ไอศกรีม + ลอดช่อง (120 บาท) สาวกขนมหวานสั่งมากินก็อร่อย ถ่ายรูปก็ดีงามตามท้องเรื่อง และทั้งหมดนี้คือ 4 เมนูที่ร้านตั้งใจพรีเซนต์ 
 
 
 
เรียกได้ว่าแม้ร้านจะเพิ่งเปิดมาได้ไม่ถึงเดือนแต่ผู้คนก็ทยอยเข้าร้านกันแบบไม่มีช่องว่างให้พนักงานได้พักหายใจหายคอกันเลยทีเดียว ลูกค้าผู้ใช้บริการก็มีหลากหลายทั้งใส่ชุดไทยไปถ่ายรูปได้เข้ากับบรรยากาศแบบน่ารักสุด ๆ หรือนักศึกษายังเข้าไปเรียนรู้ชมความงามของบ้าน และอีกหลายคนก็เดินทางมาเพื่อจะเข้ามาเยือนบ้านขนมปังขิงหลังนี้ ด้วยความที่มีคนจำนวนมากเข้าใช้บริการแบบนี้ เรื่องของการบริการทางร้านกำลังเร่งเตรียมความพร้อมต่อการรองรับลูกค้าจำนวนมาก หากมีอะไรที่ขาดตกบกพร่องไปก็อย่าเพิ่งโกรธจนหน้าแดงใส่กัน เพราะทางร้านนั้นพยายามปรับปรุงและหาวิธีการให้บริการที่ตอบรับลูกค้าที่น่ารักของเขาอย่างเต็มที่อยู่แล้ว ใครสนใจความงามของบ้านไม้เก่ากว่า 100 ปีหลังนี้อย่าลืมไปชมกันนะ

 
บ้านขนมปังขิง (Gingerbread House ) ซ.หลังโบสถ์พราหมณ์ เสาชิงช้า เวลาทำการ: 11:00 - 20:00 น. วันอังคาร - อาทิตย์  โทร. 09-7229-7021