Skip to main content
AdSense

รวมลิสต์ร้านอาหาร-คาเฟ่น่าลองประจำเดือนกุมภาพันธ์นี้

มีแต่ร้านเด็ด น่าลองทั้งนั้นเลย!

รวมลิสต์ร้านอาหาร-คาเฟ่น่าลองประจำเดือนกุมภาพันธ์นี้
February 14, 2019 Bangkok time

Sarnies Bangkok

 
Sarnies เป็นร้านกาแฟชื่อดังจากสิงคโปร์ จากสาขาแรกในเมืองไทย A Stimulant by Sarnies โรงคั่วกาแฟและคาเฟ่ที่ตั้งอยู่แถวสุขุมวิท มาถึง Sarnies Bangkok  สาขา 2 ที่ตั้งอยู่ในย่านเมืองเก่าอย่างเจริญกรุงนั่นเอง ภายในร้านตกแต่งให้ดูวินเทจแบบปูนเปลือย มีร่องรอยของความเป็นร้านเก่าแก่อยู่ตามกำแพงรอบ ๆ และยังมีหน้าต่างขนาดใหญ่ที่สามารถมองเห็นย่านเมืองเก่าได้ชัดเจน
 
 
เมล็ดกาแฟที่ทางร้านใช้มาจากทั่วทุกมุมโลก ตั้งแต่ชิลี เอลซัลวาดอร์ มาจนถึงภาคเหนือของไทย  โดยเมนูเครื่องดื่มก็จะมีเป็นกาแฟ House-blend (เริ่มต้นที่ 70 บาท) เหมาะสำหรับคนที่ชอบกาแฟเบสิคโดยจะมีตั้งแต่ Americano, Macchiato และ Cappuccino (90 บาท) แต่ถ้าใครที่อยากได้ความสดชื่นขอให้ลอง Iced Cafe Tonic (120 บาท) ที่จะเป็นเครื่องดื่มที่ใช้ Tonic Water ราดด้วยช็อตกาแฟเอสเปรสโซ่ 
 
 
สำหรับใครที่ต้องการอะไรอิ่มท้อง ที่นี่ก็มีอาหารให้ได้ลองกันด้วย เราลองสั่ง Grain Bowl (350 บาท) จานอาหารที่มีส่วนผสมที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพและมีรสสัมผัสที่เป็นเอกลักษณ์ ตั้งแต่ควินัว มะเขือเทศตากแห้ง เห็ดผัด ผักดอง และฮัมมูสเครื่องจิ้มจากตะวันออกกลางที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหาร หรือเมนูของหวานก็มีนะ อย่าง Very Fudgy Brownie (140บาท) และ Chunkiest Choc-Chip Cookie (100 บาท) 
 
Sarnies Bangkok เปิดทุกวัน เวลาทำการ 09.00-18.00 น. ซ.เจริญกรุง 44 BTS สะพานตากสิน  www.sarniescafe.com หรือ www.fb.com/sarnies.bkk

Ikuze

 
เดินเข้ามาในซอยทองหล่อก่อนถึง ซ.ทองหล่อ 2 ก็จะพบกับร้าน Ikuze ร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์อิซะกะยะ อยู่ตรงเวิ้งที่มีร้านล้างรถในตำนานตั้งอยู่ แสงสี ป้ายไฟและหลอดนีออน  การตกแต่งร้านนอกจากการใช้วัสดุต่าง ๆ ตามสไตล์ร้านอิซะกะยะทั่วไปอย่างเก้าอี้ที่ทำมาจากลังพลาสติกใส่ขวดน้ำ หรือถังหมักสาเกแล้ว ยังโดดเด่นด้วยป้ายไฟกูลิโกะที่ให้ความรู้สึกเหมือนยก Dotonbori ที่โอซาก้ามาไว้ที่กรุงเทพฯเลยทีเดียว
 
 
เมนูอาหารที่นี่มีเฮดเชฟเป็นคนญี่ปุ่นแท้ ๆ ชาวโอกินาว่า นั้นก็ว่าดีแล้ว แต่ที่ดียิ่งกว่าคือวัตถุดิบต่าง ๆ นานาเชฟก็ทำเองกับมือ อย่างโชยุก็หมักเอง น้ำจิ้มและซอสเกือบทั้งหมดของทางร้านก็ทำใหม่ขึ้นมาเอง  ทำให้ได้รสชาติอย่างที่ต้องการแบบจริงจัง อาหารแต่ละอย่างก็รับประกันความสด  วัตถุดิบของเขาค่อนข้างพรีเมียม อย่างปลาที่ใช้ทำซาซิมิ (3อย่าง 480 บาท 6 อย่าง 680บาท) ก็นำเข้าแบบสด ไม่ใช่แบบแช่แข็งและนำเข้ามาทั้งตัว แล่ด้วยตัวเอง รสชาติเลยสดเหมือนกินอยู่ที่ญี่ปุ่นจริง ๆ 
 
 
อีกจานที่ไม่สั่งไม่ได้คือเนื้อวากิวสดปรุงรสยูเกะ (410 บาท) ที่ใช้เป็นเนื้อวากิว A5 จากญี่ปุ่น เอามาคลุกกับเครื่องปรุงรสสูตรเฉพาะของทางร้าน โรยงานิดหน่อยพอหอม พร้อมแข่แดงดิบ จานนี้ถึงไม่ใช่ไก่ย่างก็ต้องยก 5 ดาวให้ เมนูอื่น ๆ  อย่างนาเบะก็มีให้เลือกหลากหลาย อาทิหม้อไฟไส้วัวมิโซะ (650 บาท) หม้อไฟที่ให้รสออกแนวคิวชูนิด ๆ ทางร้านเลือกอิมพอร์ตไส้วัวตรงมาจากญี่ปุ่น ต้มอยู่ในหม้อไฟมิโซะที่ผสมกันถึง 3 แบบ ทั้งมิโซะหวาน มิโซะเค็ม และมิโซะเผ็ด รสชาติเลยอูมามิ นัว ๆ กลมกล่อมกำลังดีเลย
 
Ikuze เปิดทุกวัน เวลาทำการ 17:00-02:00 น. ก่อนถึงทองหล่อ ซ. 2 ทองหล่อ โทร. 082-424-5966 BTS ทองหล่อ  fb.com/ikuzethonglor

TEA65

 
ร้านชาใจกลางสยามที่เด่นอย่างมากด้วยกรรมวิธีการชงชาที่แตกต่างที่ไม่เหมือนที่อื่น ร้านเล็ก ๆ ที่ให้บริการแบบ Grab and go  ตกแต่งด้วยสีชมพูแบบโรสโกลด์ เคาเตอร์บาร์ที่กว้างขว้างลายหินอ่อน ผนังร้านด้านหนึ่งเป็นกระจก ลูกค้าสามารถมองเห็นขั้นตอนการทำเครื่องดื่มได้อย่างชัดเจน
 
 
ทางร้านเขานำเข้าเครื่อง Teapresso จากออสเตรเลียมาใช้ชงชาทุกแก้ว ซึ่งจะสามารถกลั่นชาออกมาได้แบบแก้วต่อแก้วเท่านั้น เพื่อรสชาติที่ดี คุณประโยชน์ที่ยังอยู่ครบ และกลิ่นหอมก็ยังคงอยู่แบบเต็ม ๆ ในส่วนของเมนูเครื่องดื่ม เริ่มจากเมนูที่ทางร้านเขา recommend มาก่อนเลย นั้นก็คือ BEST OF BOTH WORLDS (80 บาท) ตัวนี้เป็นชาดำชงสดผสมกับนมสด มาพร้อม Boba pearl หรือ เจ้าตัวไข่มุกนั้นแหละ ไข่มุกของเขามีให้เลือกถึง 2 ไซซ์และใช้เวลาต้มที่แตกต่างกัน
 
 
หรือใครที่ชอบ bubble tea แต่ไม่ชอบทานอะไรที่เป็นนม ๆ ลาเต้ ๆ ก็แนะนำเป็นนี่เลย YUZU HONEY OOLONG TEA (90บาท) ชาอู่หลงที่ผสมกับรสชาติจากส้ม Yuzu ได้รสเปรี้ยว ๆ สดชื่น ๆ อีกตัวเป็น THE HIPTER (120บาท) เครื่องดื่มจากมะนาวโซดา on top ด้วยชาเขียวยูจิมัทฉะที่ชงสด ๆ ให้เห็นกันหน้าบาร์ ด้านล่างเป็น crytal boba pearl รสชาติเปรี้ยวซ่าจากมะนาว และโซดา เจอกับรสเฝื่อน ๆ จากชาเขียว ให้รสชาติอร่อยแบบแปลกใหม่ดีนะ 
 
TEA65 เปิดทุกวัน เวลาทำการ 10:00-21:00 น. ร้านอยู่ตรง สยามสแควร์ซอย 5 ตรงข้าม ร้าน Rolex หรือ Siam square one ชั้น 1 ใกล้ Line village Bts สยาม  fb/tea65.bkk 

Akart day

 
บ้านไม้เก่าสไตล์โคโลเนียลหลังเล็กหลังนี้ บวกลบคูณหารอายุบ้านก็ตกอยู่ที่ราว ๆ 90 ปี ความตั้งใจของเจ้าของร้านคือการรักษาโครงสร้างแบบเดิม ๆ ของบ้านไว้ อย่างกระจกหน้าต่างพื้นบ้าน เพิ่มเติมก็แค่กระจกใสที่เปิดรับแสงธรรมชาติให้เข้ามา พร้อมด้วยกลิ่นหอมฟุ้งของเมล็ดกาแฟ อีกหนึ่งเสน่ห์ที่ทำให้บ้านเก่าหลังนี้ดูมีชีวิตชีวาและชวนหลงรักขึ้นอีกเป็นกอง
 
 
ที่นี่เขาก็ภูมิใจนำเสนอเมนู Happy Day (200 บาท) กาแฟแก้วพิเศษที่พัฒนามาจาก Dirty แต่เปลี่ยนจากครีมนมธรรมดาเป็นกะทิอบควันเทียน เวลายกขึ้นดื่มจะรู้สึกถึงความเข้มของกาแฟในเลเยอร์แรก และความนัวของครีมนมผสมกะทิเย็น ๆ ในเลเยอร์ต่อมา ปิดท้ายกลิ่นอบควันเทียนที่ลอยอ้อยอิ่งหอมละมุนอยู่ในปาก ต่อด้วยอีกแก้วพิเศษอย่าง Seven Day (200 บาท) กาแฟเย็นเจือกลิ่นกะทิอบควันเทียนหอมมันสไตล์ไทย ๆ เสิร์ฟพร้อมคุ้กกี้ถั่วพีแคน
 
 
อาหารของร้านนี้ก็ไม่เป็นสองรองใคร Super Star (350 บาท) all-day breakfast จานมหึมาที่มีทั้งโทสต์โฮมเมดคั่นด้วยแฮมชิ้นใหญ่และชีส โปะหน้าด้วยเอ้กเบเนดิก ไส้กรอกรวม ฟักทองย่าง และอะโวคาโดอีกครึ่งลูก อีกตัวเป็นCarrot Cake (145 บาท) เค้กแครอทชิ้นหนาที่เห็นไซซ์เค้กแล้วต้องหันกลับไปดูราคาอีกรอบ คือเป็นแครอทเค้กที่ชิ้นใหญ่ และเครื่องแน่นจนคิดว่าถ้าราคาสูงกว่านี้ก็จะไม่แปลกใจเลย 
 
Akart DAY 30 Yarden Yen Akart ถ.เย็นอากาศ เวลาทำการ ทุกวัน 07:00-19:00 น. โทร. 02-249-0182 BTS ช่องนนทรี fb.com/akart.day

Kenn's

 
เบเกอรี่เฮ้าส์ไซซ์มินิที่ไม่ขายอย่างอื่นนอกจากกาแฟและครัวซองต์เท่านั้น ตั้งอยู่ในซ.สาทร 7 หรือที่ชาวออฟฟิศแถวนี้เรียกว่าซอยตลาดฮ่องกงนั่นเอง ตัวร้านถูกล้อมกรอบด้วยกระจกใสและผนังที่ทำจากวัสดุสีเข้ม รวมไปถึงเฟอร์นิเจอร์หวายเท่ ๆ ที่ช่วยสร้างมู้ดแบบขรึม ๆ ในสไตล์มาสคิวลีน  มองผ่าน ๆ คิดว่าร้านนี้เหมือนหลุดออกมาจากในนิตยสารรวมคาเฟ่แถบซีแอทเทิลอย่างไรอย่างนั้นเลย
 
 
ความหอมกรุ่นของกลิ่นเนยฝรั่งเศสที่ถูกซ้อนเลเยอร์ต่อเลเยอร์ไว้กับแป้งโดว์แผ่นบางเฉียบที่ลอยฟุ้งออกมาจากเตา อย่าง Almond Croissant (85 บาท) ที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยครีมอัลมอนด์รสหวานนิด ๆ จากน้ำตาลไอซิ่งและถั่วอัลมอนด์กลิ่นนัตตี้ ทานคู่กับกาแฟของที่ร้านอย่าง Hot Latte (70 บาท) คือเข้ากันดีมากสุด เพราะเขาเลือกใช้เบลนด์เมล็ดกาแฟจากดอยช้างที่ให้รสในโทนนัตตี้เช่นกัน
 
 
แต่ทีเด็ดสุดที่เราไม่อยากให้ใครพลาดทั้งนั้น ขอยกให้ Chocolate Croissant (70 บาท) ครัวซองต์เทกซ์เจอร์กรอบและโปร่ง สอดไส้ด้านในด้วยดาร์กช็อคโกแลตนำเข้าจากฝรั่งเศส ปิดท้ายด้วยอีกเมนู Smoked Ham&Cheese Croissant (105 บาท) ที่ใช้สโม้กแฮมแบบโฮมเมดจากร้าน BKK Bagle Bakery มาโปะคู่กับ Emmental Cheese จากฝรั่งเศสที่ให้กลิ่นหอมแบบมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
 
Kenn's 163/2 ซ.สาทร 7 เวลาทำการ จันทร์-ศุกร์ 7:30-15:00 น. และ เสาร์ 8:30-16:00 น. (ปิดวันอาทิตย์) โทร. 066-149-5451 BTS ช่องนนทรี  fb.com/kennssathorn

บ้านขนมปังขิง

 
จากเรือนไม้สไตล์ฝรั่งเก่าแก่ที่มีอายุมากถึง 100ปี  ดัดแปลงมาเป็นร้านกาแฟและขนมไทย ที่ยังคงรูปแบบเดิมของตัวบ้านไว้ ด้านในนั้นมีดีไซน์ความเก่าผสมใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มเคาน์เตอร์บาร์เข้ามา ยกเพดานให้สูงขึ้น ดีดบ้านให้ลอยจากพื้นกันเรื่องน้ำท่วม ตลอดจนถึงเฟอร์นิเจอร์ทั้งโต๊ะ เก้าอี้ แบบไม้หนักอึ้งให้ความรู้สึกสมกับผ่านกาลเวลามายาวนาน
 
 
เมนูแนะนำซึ่งเป็นตัวแทนของร้านทั้ง 4 สหายอย่าง ชุดบัวทอง+ขนมไทยไอศกรีม (599 บาท) ขนมไทยในพานดอกบัวทั้งแปดให้เราเลือกหยิบกินเป็นคำ ๆ ประกอบไปด้วย กลีบลำดวน วุ้นตัด เสน่ห์จันทร์ ลูกชุบ วุ้นสาย จ่ามงกุฏ สำปันนี  เสิร์ฟมาพร้อมกับขนมเค้กตามใจชอบของเราอีก 2 ชิ้น ที่ร้านเลือกแนะนำมาคือ macadamia (120 บาท) เค้กเนื้อแน่นผสมแมคาเดเมียเคี้ยวกรุบ และ Milo Cube (120 บาท) เค้กช็อกโกแลตเข้มข้น แถมด้วยชาร้อน ๆ อีก 1 กา ประกอบมาในชุดให้เราได้ล้างความหวานในลำคอด้วย
 
 
 
ส่วนเครื่องดื่มของมีมากกว่า 10 รายชื่อให้เราได้เลือกดื่ม อย่าง กาแฟเย็นซิกเนเจอร์ (95 บาท)   มินต์มัคคิอาโต้เย็น (ราคา 95) รสชาติเย็น ๆ ของมิ้นท์ผสานกับความเข้มข้นจากกาแฟ แก้ง่วงได้ดีทีเดียว (เพราะกาแฟของเขาเข้มมาก ๆ) หรือจะเป็นอีกตัวที่เราขอเรียกว่า กาแฟส้ม (นามสมมติที่ยังไม่มีอยู่ในเมนู) (ราคา 95บาท) ช็อตกาแฟที่อยู่ด้านบนของน้ำส้มเย็น ๆ ในน้ำแข็ง ที่จะช่วยให้ความสดชื่นระหว่างวันได้เป็นอย่างดี
 
บ้านขนมปังขิง (Gingerbread House ) ซ.หลังโบสถ์พราหมณ์ เสาชิงช้า เวลาทำการ: 11:00 - 20:00 น. วันอังคาร - อาทิตย์  โทร. 09-7229-7021

Peak-a-boo

 
 คาเฟ่โทนสีมิ้นท์บนชั้น roof top ของศูนย์การค้า victory mall ถูกตกแต่งด้วยสีขาว และสีเขียวมิ้นท์ตามความชอบส่วนตัวของเจ้าของร้าน เฟอร์นิเจอร์ในร้านเป็นโซฟาสีดำที่ช่วยตัดกับสีของตัวร้านได้เป็นอย่างดี สลับกับเก้าอี้ที่เกือบทั้งหมดเป็นสีเขียวกลืนไปกับตัวร้าน โต๊ะไม้ที่มีเยอะพอสมควรกับการรองรับลูกค้า แถมยังมีทั้งโซน indoor และ outdoor ให้สายชิลล์เลือกนั่งกันได้ตามสบาย อีกทั้งรอบ ๆ ร้านก็ตกแต่งด้วยกระจกใส สามารถมองเห็นวิวอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิได้ 180 องศา
 
 
เครื่องดื่มของที่ร้านเน้นการตกแต่งที่สวยงาม ในเกือบทุกเมนูอย่างเช่น Mixed Berry Granita (119บาท) เกล็ดน้ำแข็งปั่นกับเบอรี่รสเปรี้ยวจิ๊ด เสริมทัพความสดชื่นด้วยโยเกิร์ตรสธรรมชาติ และท็อปด้วยผลไม้ตระกูลเบอรี่อย่าง ราสเบอรี่ บลูเบอรี่  มาพร้อมนมข้นหวานถ้วยเล็ก ๆ ไว้เพื่อตัดรสเปรี้ยวให้ทานง่ายขึ้นอีกด้วย อีกตัวกับ Mint Affogato (109บาท) ไอศครีมช็อกโกแลตมินท์ บวกครัมเบิ้ลกรุบกรอบ เกล็ดช็อกโกแลต และมาร์ชเมลโล ราดด้วยช็อตกาแฟที่แยกมาให้ลูกค้าเทเอง
 
 
ต่อด้วยขนมของที่ร้านที่มีให้เลือกไม่มากนักที่เราอยากแนะนำเป็น Salted Egg Croissant (85บาท) ครัวซองต์สอดไส้ซอสไข่เค็มลาวารสเข้มข้น โรยด้านบนด้วยเกล็ดไข่แดงเค็ม ส่วนตัวเราว่าตัวนี้อร่อยเลยล่ะ เค็ม ๆ มัน ๆ กำลังดี หรือจะเป็น Almond Croissant (79บาท) แต่ถ้าใครไม่ชบทานครัวซองก์ที่ร้านก็มีBlueberry Cheese Pie (65บาท) และ Lemon Tart (65บาท) ขายด้วยนะ แอบกระซิบก่อนว่าสองเมนูนี้ขายดีเวอร์ ถ้าไปแล้วหมดก็ไม่ต้องตกใจนะ
 
Peak-a-boo cafe and bar เปิดทุกวัน เวลาทำการ 10.00น.-24.00 น. ชั้น 5 victory mall  BTS อนุสาวรีย์ชัย  fb.com/peakaboobar 

ศรีชา

 
บ้านสองชั้นหลังงามใจกลางสาทรแห่งนี้ ถูกรีโนเวทให้ลุคดูเหมือนบ้านพักตากอากาศเลียบชายทะเลในโทนสีน้ำเงินเข้มแบบกะลาสี ตัดด้วยผนังอิฐมอญที่ให้ฟีลเหมือนร้านอาหารที่ต่างประเทศ ภายในตกแต่งด้วยงานภาพเขียนแนวโมเดิร์นนิสต์สบายตา เข้ากับแปลนร้านแบบโล่ง ๆ ที่ดีไซน์ให้อากาศถ่ายเทสะดวก มีหน้าต่างบานเก่าเปิดให้แสงธรรมชาติเข้าผ่านกระจกรอบร้าน ถือเป็นร้านอาหารไทยอีกหนึ่งร้านที่ตกแต่งได้น่ารักและอบอุ่นเหมือนไปเที่ยวบ้านพักต่างจังหวัดกับครอบครัว
 
 
ขอบอกก่อนว่า ศรีชา เป็นร้านที่เป็นจุดเริ่มต้นของเมนูโป๊ะแตก ก่อนที่เมนูนี้จะแพร่หลายกลายเป็นอาหารรสชาติแซ่บซี๊ดไปทั่วประเทศอย่างในทุกวันนี้ แล้วถ้ามาถึงร้านต้นตำรับขนาดนี้ ก็ต้องสั่งโป๊ะแตก (320 บาท) มาลองสักหน่อย ซึ่งจุด ๆ นี้หลังจากที่ได้ลองชิมคำแรกแล้วก็รู้เลยว่าทำไมเมนูนี้ถึงโด่งดังไปทั่วสารทิศ ความแตกต่างของสูตรออริจินัลนี้อยู่ที่รสชาติน้ำซุปอ่อน ๆ แบบผู้ดี๊ผู้ดี โดยไม่ได้ใส่หอมแดงและใบกะเพราเหมือนสมัยใหม่
 
 
เอาจริง ๆ คือแค่ได้มาชิมสูตรต้มยำโป๊ะแตกสูตรแรกของโลก เราก็ตื่นเต้นจะแย่แล้ว แต่นี่ไม่ใช่แค่โป๊ะแตก แต่เขายังรวบรวมเอาสูตรอาหารหายากมาไว้เพียบ อย่าง น้ำพริกขี้กา (180 บาท) น้ำพริกที่ใช้พริกเขียวและพริกแดงมาโขลกคู่กับกะปิ มัสยาลงสรง (280 บาท) ต้มยำปลากระพงทอด รสจัดจ้าน หอมกลิ่นพริกแห้งคั่วกะปิ และหอมแดง ใครที่ชอบสรรหาอาหารหายากทานรับรองว่าจะต้องถูกใจร้านนี้แน่นอน
 
 
ศรี'ชา 163/2 ซ.สาทร 7 เวลาทำการ จันทร์-เสาร์ 11:00-14:30 และ 17:00-22:00 น. (ปิดวันอาทิตย์) โทร. 02-003-9614 BTS ช่องนนทรี  fb.com/Sricha.cuisine

Quarter Conceptual Dinner

 
Quarter Conceptual Dining เป็นโปรเจ็กต์ใหม่ของเฮดเชฟสาวและเจ้าของร้านอายุน้อยแต่มากประสบการณ์จาก Le Cordon Bleu ประเทศอังกฤษ ภายใต้คอนเซ็ปต์ร้านอาหารแบบ Casual Fine Dining ที่เชฟให้คำจำกัดความว่าเป็น 'อาหารอร่อยในแบบที่เราชอบและเข้าใจง่าย แต่บังเอิญว่าหน้าตาและวิธีการทำมันประดิษฐ์ประดอยแค่นั้นเอง'
ถึงแม้ความหรูหราของเฟอร์นิเจอร์ ความคุมโทนของสีร้าน และการจั่วหัวว่านี่คือร้าน 'เชฟเทเบิ้ล' จะทำให้เรารู้สึกเกร็งตั้งแต่ยังมาไม่ถึงร้านแล้วก็ตาม
 
 
คอนเซ็ปต์หลัก ๆ ของร้านนี้ นั่นคือคอร์สอาหารจะถูกเปลี่ยนไปในทุก ๆ 3 เดือน คอร์สแรกของร้านในชื่อคอร์ว่า "Nice to meat you" ที่ลูกค้าจะได้ทำความรู้จักกับฝีมือทำอาหารของเชฟ ผ่านกิมมิคหลักคือ 'Meat' หรือเนื้อสัตว์ชนิดต่าง ๆ นั่นเอง อย่าง Beach' คอร์สแรกที่เชฟอยากสื่อถึงความสบาย ๆ ริมชายทะเลด้วยจานลายคลื่นน้ำสีฟ้า ตัดกับสีขาวนวลของมะพร้าวออร์แกนิคและหอยเชลล์ฮอกไกโดเนื้อขาวอวบที่เชฟนำไปหมักและปรงรสอย่างดี บาลานซ์รสชาติด้วยไข่ปลาแซลมอน และเยลลี่ซอสรสมะม่วงผสมส้มยูสุ
 
 
Afternoon Tea in the Garden' แป้งพาสต้า Tortellini ที่ถูกนำมาทำเป็นทรงเกี๊ยวรูปดอกไม้  ยัดไส้เข้าไปด้วยกงฟีเป็ดที่ถูกซูวีด์มานานถึง 14 ชั่วโมงให้เนื้อเป็ดชุ่มฉ่ำ ท็อปด้านบนด้วยผักดองสีสวยที่ช่วยชูรสชาติให้จานนี้จัดจ้านดีงามตามท้องเรื่อง แถมยังเสิร์ฟมาพร้อมกาน้ำซุปใส (consommé) และอีกหลายเมนูในคอร์สนี้ ที่ราคา 1,690++ บาท และร้านนี้ยังมีเมนูแบบ A La Carte แถมยังมีส่งเดลิเวอร์รี่ด้วยนะ
 
Quarter Conceptual Dining ซ.พหลโยธิน 2 เวลาทำการ พุธ-จันทร์ 17:00-22:00 น. (ปิดวันอังคาร, กรุณาจองล่วงหน้า) โทร. 099-389-8080 BTS อารีย์  fb.com/Quarte.conceptualdining

Unatoto

 
จากนี้เราไม่ต้องข้ามน้ำข้ามทะเลไปกินปลาไหลในตำนานร้านนี้ถึงญี่ปุ่นอีกแล้ว เพราะนี่คือการมาเยือนไทยเป็นครั้งแรกของร้านนี้ในนาม Unatoto Thailand ที่ไม่ได้มีดีแค่รสชาติแบบต้นตำรับเท่านั้น แต่ยังมาพร้อมราคาที่แทบจะใกล้เคียงกับร้านออริจินอล  กับบรรยากาศด้านในที่ตกแต่งให้เหมือนร้านอาหารญี่ปุ่นโบราณที่ทำจากไม้สีเข้ม มีหลังคามุงกระเบื้องสไตล์ยุ่นยื่นออกมา พร้อมซุ้มไม้เคาน์เตอร์ที่ให้ความรู็สึกเหมือนหลุดไปอยู่โตเกียวจริง ๆ จนแทบจะลืมว่าตอนนี้อยู่ในซอยสุขุมวิท 33
 
 
ถ้าใครเคยไปกินสาขาต้นตำรับที่โตเกียวมา เมนูของร้านนี้ก็คือเหมือนกันแทบทุกกระเบียดนิ้วนั่นแหละ สตาร์ทกันที่ Unadon Double (350 บาท) ข้าวหน้าปลาไหลไซซ์ในถ้วยทรงกลม มาพร้อมปลาไหลส่วนท้องแบบดับเบิ้ลสองชิ้น แต่ถ้าใครอยากจัดใหญ่จัดเต็มกว่านั้นไปอีก เราขอท้าให้ลองสั่งเจ้า Bikkuriju (700 บาท) มาโดนได้เลย แต่อย่าตกใจจนช็อคซะก่อน เพราะนางจัดปลาไหลไซซ์ใหญ่คัดพิเศษที่น้ำหนักมากกว่า 300 กรัม บนข้าวสวยญี่ปุ่นพันธุ์ Akitakomachi หุงร้อน ๆ ที่เป็นสายพันธุ์อิ่มน้ำ สามารถดูดซับซอสได้ดี
 
 
ขอปิดท้ายมื้อนี้ด้วย Hitsumabushi (280/310/340 บาท) ที่มีให้เลือก 3 ไซซ์เสิร์ฟมาในชามกระเบื้องทรง 8 เหลี่ยมด้านในเป็นปลาไหลย่างที่ถูกสับเป็นชิ้นเล็ก ๆ พอดีคำ คลุกเคล้ากับข้าวญี่ปุ่น สาหร่าย และซอสราดที่มีเอกลักษณ์ คือรสชาติที่หวานน้อย ค่อนไปทางเค็ม มาพร้อมน้ำซุปสไตล์นาโกย่า วิธีคือให้กินแบบออริจินัลก่อนครึ่งชาม อีกครึ่งชามให้กินสไตล์ข้าวต้ม คือให้ตักแบ่งออกมาใส่ถ้วยแล้วเติมน้ำซุปลงไปนั่นเอง อร่อยลืมม!
 
Unatoto ระหว่างซ.สุขุมวิท 33 และ ซ.สุขุมวิท 33/1 เวลาทำการ อังคาร-อาทิตย์ 11:00-22:00 น. (ปิดวันจันทร์) โทร. 02-087-9788 BTS พร้อมพงษ์   www.fb.com/unatotothailand
 
AdSense
AdSense
AdSense