สวรรค์ของเหล่า Cafe Hopping คือเวลาที่เราได้พบเจอร้านใหม่ ๆ ความรู้สึกมันเหมือนกับได้พบขุมทรัพย์อย่างหนึ่งเลยนะ ไม่ว่าจะเป็นเมนูอาหาร เครื่องดื่ม ที่ทางร้านตั้งใจสร้างสรรค์ออกมา หรือบรรยากาศการตกแต่งของทางร้านที่ไม่ว่ามองไปมุมไหน ก็อยากจะหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูปเสียไปหมด เสน่ห์ทั้งหลายเหล่านี้แหละคือสาเหตุที่ทำให้เราตกหลุมรักร้านนี้เข้าอย่างจัง กับร้านคาเฟ่น้องใหม่ที่ตั้งอยู่ใจกลางทาวน์อินทาวน์


OOObkk (อ่านว่า โอ-โอ-โอ) ร้านกาแฟน้องใหม่ย่านทาวน์อินทาวน์ ที่ถ้าใครมีโอกาสได้ไปร้านนี้แล้วเกิดรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาทีมงานบาริสต้าว่าเคยเจอที่ไหนมาก่อนรึเปล่า ไม่ต้องแปลกใจไป เพราะทีมงานที่นี่คือทีมงานชุดเดียวกับร้าน One Ounce for Onion ที่ตั้งอยู่ในเอกมัยซอย 12 นำทีมโดย คุณฟ้า-นิโรธา วีรธรรมพูลสวัสดิ์ ผู้เป็นเจ้าของร้านทั้งสองที่นั่นเอง

จากการที่ได้พูดคุยกัน พี่ฟ้าได้เล่าให้เราฟังว่าแรงบันดาลใจของการเปิดร้านใหม่นี้มีที่มาจากการที่โปรเจกต์ร้านเก่าที่ช่างชุ่ยได้ปิดตัวลง ก็เริ่มมองหาทำเลใหม่จนได้มาเจอกับพื้นที่ตรงนี้ โดยต้องการทำให้สนุกขึ้น เข้าถึงคนได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม ซึ่งนี่คือโจทย์ตั้งต้นในการสร้างร้าน รวมถึงการตั้งชื่อร้านใหม่ด้วยว่าจะตัดสินใจใช้ชื่อเดิมหรือว่าใช้ชื่อใหม่ไปเลยเพื่อเป็นการเบรกข้อจำกัดเดิม ๆ จนสุดท้ายออกมาเป็นชื่อร้านที่ทุกคนเห็นกัน (หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ OOO มีที่มาจาก One Ounce for Onion นั่นเอง) โดยคอนเซปต์ของร้านคือ Non Boundary Experience เป็นประสบการณ์เปิดกว้าง เพื่อต้องการให้เป็นเสมือนพื้นที่นัดพบกันระหว่างทั้งคนรักกาแฟ ไม่ว่าจะสายลึก สาย Speciality รวมถึงคนที่ต้องการหากาแฟดื่มยามเช้าหรือยามบ่ายเพื่อแก้ง่วงในแต่ละวันก็ตาม มาที่นี่จะไม่มีการเขิน เพราะทางร้านได้มีการดีไซน์เมนูออกมาให้มีการแมตช์กับทุกคนจริง ๆ โดยที่ยังคงคุณภาพของกาแฟไว้อยู่


เดิมพื้นที่แห่งนี้เป็นร้านอาหารตามสั่งเก่ามาก่อน จึงมีพื้นที่ค่อนข้างแคบ โดยทางร้านได้ทำการ Re-Designed ใหม่ เป็นโครงสร้างคอนกรีตที่รับกับแสงธรรมชาติ ให้พื้นที่ด้านในคอยเล่นกับแสงสภาวะด้านนอก ด้วยการตกแต่งที่มีปูนเปลือยเป็นหลักผสมผสานกับต้นไม้ที่วางอยู่ประปราย ทำให้บรรยากาศมวลรวมของร้านดูอบอุ่น สบายตา และมุมโปรดที่เราชอบมากที่สุดเลยคือตรงโซฟา เพราะตรงนั้นจะมีช่องหน้าต่างที่คอยเล่นกับแสงในแต่ละวัน ทำให้บรรยากาศในแต่ละช่วงเวลาเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ

House Blend ของทางร้านมีให้เลือกด้วยกันถึง 3 แบบ เนื่องด้วยโปรเจกต์ของทางร้านเป็นการ Collaboration กันระหว่าง One Ounce for Onion และ EspressoMan ดังนั้นเมล็ดที่ใช้จึงจะเป็นเมล็ดที่ผ่านการคั่วของ EspressoMan เป็นหลัก แต่ผ่านการตีความของทางร้าน เริ่มที่ กาแฟเปรี้ยว : คือกาแฟคั่วอ่อน มีโทนฟรุ้ตตี้ ทานง่าย สดชื่น ต่อมาเป็น กาแฟไม่เปรี้ยว : เป็นกาแฟที่ผ่านการคั่วแบบกลาง ให้ความรู้สึกนัทตี้นิด ๆ และแบบสุดท้าย กาแฟเข้ม : เป็นกาแฟที่คนส่วนใหญ่คุ้นชิน เป็นแบบเข้ม ดาร์ก มีความขม แต่ไม่ถึงขั้นขมที่เรียกว่าไหม้ ไม่รู้สึกเฝื่อนในคอ
ในส่วนของ Slow Bar ก็จะมี Brewing Method ที่ค่อนข้างครบเครื่อง โดยมีทั้งแบบ Pour Over ไม่ว่าจะเป็น V60, Syphon หรือ Aero Press ก็มีให้เลือกเช่นเดียวกัน ในส่วนของเมล็ดที่มีให้เลือกก็มีราว ๆ 4-5 ตัวเลือก ซึ่งจะคอยสลับเปลี่ยนเวียนวนกันไป มีทั้งของ Brave Roasters รวมถึงโรงคั่วทางเลือกของคนไทยรุ่นใหม่ด้วยกันเองก็มีให้เลือกเช่นเดียวกัน และเมล็ดของต่างประเทศก็จะคอยมีมาเติมอยู่เรื่อย ๆ เรียกได้ว่าถูกใจคนรักกาแฟอย่างแน่นอน


สำหรับเมนูเครื่องดื่มที่เราได้ชิมกันวันนี้ก็จะมี Coffee Granita & Lemon with Meringue (135 บาท) เป็นกรานิต้ากาแฟผสม honey lemon แล้วท็อปด้วยเมอแรงค์ ได้สัมผัสการกินแฟที่สนุกและแปลกดี มีรสชาติที่จากกาแฟ ตัดกับรสสัมผัสเปรี้ยวหวานจากน้ำผึ้งมะนาว เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ใหม่ในการทานเลย ต่อด้วย Chocolate & Orange Float (150 บาท) เป็นโฟลตไอศครีมวนิลากับซอสส้ม ราดด้วยโฮมเมดคาราเมลและชอคโกแลต แก้วนี้มีความนัว ความเข้มข้นจากชอคโกแลตเต็ม ๆ แต่แฝงไว้ด้วยความสดชื่นจากตัวส้มและไอศครีม ฟินมาก ทานแล้วอยากทานอีก

และสำหรับผู้ที่ไม่ทานกาแฟ แต่ต้องการเติมความสดชื่นระหว่างวัน ขอแนะนำเป็น Refreshing Menu แก้วนี้เลย Yuzu Punch (100 บาท) เป็นน้ำพันช์ที่ผสมกับเนื้อเจลลี่ส้มยูซุ ดื่มแล้วให้ความรู้สึกสดชื่นมากจริง ๆ

นอกจากในส่วนของเครื่องดื่มแล้ว อาหารก็มีความโดดเด่นไม่แพ้กัน โดยจะมีให้เลือกด้วยกัน 4 ประเภท คือ On Toast, Starter, Noodles และ Main Dishes อย่างวันนี้ที่เราได้ลองชิมคือมีเกือบทุกประเภทเลย เริ่มต้นด้วย Vegetarian On Toast (180 บาท) On Toast หรือ ขนมปังหน้าเปิด ทางร้านใช้เป็นขนมปัง Sourdough จากร้าน Conkey’s เอกมัย ด้านบนจะเป็นซอสครีมมะเขือม่วงเผา ที่มีรสชาติออกแนวครีมมี่ เสิร์ฟพร้อมยำบีทรูท ที่ช่วยเสริมรสชาติให้มีมิติมากขึ้น โทนรสออกแนวเปรี้ยว ๆ นิด ๆ ตัดความเลี่ยนได้เป็นอย่างดี ท็อปด้วย เฟตต้าชีส และผักร็อกเก็ตป่า เครื่องเคียงมีเป็นชิปส์ที่ทางร้านทำเอง


Korean Pizza (260 บาท) จัดอยู่ในหมวดเมนูเส้นของทางร้าน เป็นอีกหนึ่งเมนูที่ถูกใจเราอย่างจัง ชอบในความสร้างสรรค์ของเมนูตัวนี้มาก เหมือนเป็นการเอา Spaghetti Bolognese ที่เราคุ้นชิน มาตีความใหม่ให้เป็น Twist Asian เริ่มจากตัวซอสที่ทำจากโคชูจัง ตัวเส้นก็เปลี่ยนจากสปาเก็ตตี้เป็นต๊อกบ๊กกี มีกิมจิและโหระพาคอยเคียงเพื่อให้รสชาติไม่เลี่ยนเกินไป จานนี้อร่อยมาก ต้องรีบกินตอนที่ยังร้อนอยู่นะ และสุดท้ายคือเมนูจานหลักอย่าง Thai Style Duck Leg Confit (280 บาท) สะโพกเป็ดกรอบตุ๋นพะโล้ เสิร์ฟกับซอสพะโล้ มีเครื่องเคียงเป็นหมั่นโถว จานนี้เป็นอีกหนึ่งจานที่อยากแนะนำให้ลองกัน ตัวสะโพกเป็ดมีความกรอบมาก ทานคู่กับหอมแดงดอง และมีหอมเจียวเพื่อเพิ่ม texture ในการเคี้ยว เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ใหม่ในการกินพะโล้ที่แปลกและสนุกขึ้น


และแน่นอนเพื่อความครบสูตร กินของคาวย่อมต้องกินของหวานต่อ เราเลยจัดเต็มเป็นเค้กสองตัวที่ทางร้านทำขึ้นมาเอง ได้แก่ Banana Bread (85 บาท) ที่ตัวแป้งจะมีรสสัมผัสของ Crumble มีความหนุบหนับ ปาดหน้าด้วย Peanut Butter Glazed เพิ่มความหวานเบา ๆ และ Carrot Cake (85 บาท) เสิร์ฟพร้อมกับครีมชีสปาดหน้าและแยมที่มีส่วนผสมของแครอท ขิง และส้ม ซึ่งต้องขอบอกเลยว่าเค้กทั้งสองชิ้นที่ได้ทานไปนั้นอร่อยมาก ทานคู่กับเครื่องดื่มคือดีมากจริง ๆ

Soimilk Says: นี่คือคาเฟ่ที่คนรักกาแฟหรือคนรักการถ่ายรูปหรืออะไรก็แล้วแต่ควรไปสักครั้งในชีวิต! เราชอบที่ทุกฟังก์ชั่นทุกความสวยงามมันสามารถใช้งานได้จริง ทุกอย่างมีที่มาที่ไป ไม่ใช่แค่ในเรื่องของการตกแต่งร้านเพียงอย่างเดียวแต่ในแง่ของอาหารและเครื่องดื่มก็เช่นกัน แถมด้วยเพลย์ลิสต์ที่ทางร้านเปิดก็ดีงามไม่แพ้กันเลยจริง ๆ ไม่แปลกใจเลยทำไมคนถึงมาร้านนี้เยอะมาก ใครที่ยังไม่ได้มาต้องรีบมาแล้วนะ และสำหรับใครที่บอกว่าย่านทาวน์อินทาวน์หาร้านกาแฟดี ๆ ยาก เราว่าตอนนี้ต้องเปลี่ยนความคิดกันหน่อยละ
OOObkk 291 ทาวน์อินทาวน์ (สามแยกศรีวราตัดกับอินทราภรณ์) เวลาทำการ ทุกวัน 8:00-20:00 น. fb.com/ooobkk
