ถ้าใครติดตามแวดวงร้านอาหาร ชอบตามไปกินตามลายแทงต่างๆ จะรู้ว่าช่วงไม่กี่ปีมานี้ ร้านอาหารไทยกำลังมาแรงเหลือเกิน และก็มีหลายร้านที่ก้าวขึ้นมาเป็นร้านเด่นๆ ในกรุงเทพฯ มากขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งร้านอาหารไทยแห่งใหม่ในซอยนาคนิวาส ย่านลาดพร้าว อย่างร้านชื่อไทยสุดเก๋ว่า เขียวไข่กา

แต่ที่นี่ไม่ได้มีความดีงามแค่เป็นร้านอาหารไทยสวยๆ เท่านั้น แต่ยังมีคาเฟที่เปิดให้บริการแต่เช้าตรู่อย่าง Artisan คาเฟ่ชื่อดังจากเชียงใหม่ที่ลงมาเปิดสาขาในกรุงเทพฯ เป็นที่แรก แถมพื้นที่กว้างขวางยังเปิดโอกาสให้คนมาจัดเวิร์คช็อปหรือกิจกรรมได้ รวมทั้งจะมีร้านไลฟ์สไตล์ไว้ตอบโจทย์คนชอบทำกิจกรรมนอกบ้านในอนาคตด้วย
จุดเริ่มต้นที่ความเขียว
ความเป็นมาของที่นี่เริ่มต้นด้วยจากการที่คุณตุลย์-จิรเศรษฐ์ ยกดี เจ้าของ Green4rest Landscape Design ไปเจอบ้านเก่าปากซอยนาคนิวาส 3 จึงสนใจเช่าพื้นที่เพื่อทำเป็นออฟฟิศ แต่เห็นว่าเป็นทำเลดี จึงอยากเปิดร้านอาหารด้วย จึงชักชวนเชฟปอย-ณัฐวุฒิ นันต๊ะแขม เพื่อนของภรรยามาร่วมกันเปิดร้าน เพราะติดใจในฝีมือการทำอาหารของเชฟปอย
ด้วยความที่ร้านมีต้นไม้ใหญ่ จึงมีไอเดียว่าจะทำร้านเป็นสวนสีเขียว คุณตุลย์ก็ชักชวนรุ่นพี่สถาปนิกอย่างคุณภู-ภูริทัต คุณุรัตน์ สถาปนิกจาก Proud Design ที่เคยฝากผลงานการออกแบบร้านสวยที่เชียงใหม่อย่าง Artisan Cafe มาร่วมออกแบบหลังจากที่ทั้งคู่เคยร่วมกันออกแบบโฮสเทลสุดเท่ Oxotel (www.oxotelchiangmai.com) บนถนนวัวลายมาแล้ว

โดยหลังจากที่ได้คอนเซปต์แล้วก็เริ่มออกแบบร้านพร้อมหาเฉดสีเขียว จนมาลงตัวที่สี Pantone เขียวปนสีครามอ่อน หรือที่บ้านเรารู้จักกันในนาม สีเขียวไข่กา ซึ่งมักใช้ในงานเครื่องเคลือบดินเผาโบราณอย่างศิลาดล แถมชื่อเขียวไข่กา ยังมีองค์ประกอบที่แยกย่อยออกมาเป็นความหมายต่างๆ เช่น ไข่ มาจากอาหารที่ทุกคนทั่วโลกกิน และ “กา” ก็มาจากกาแฟที่เป็นส่วนหนึ่งของร้านนั่นเอง

ส่วนประกอบตกแต่งทุกอย่างในร้านจะคุมโทนที่สีเขียวทุกอย่างตั้งแต่ต้นผักชีลาวกอใหญ่หน้าร้านให้สีเขียวอ่อนต้อนร้บแขก ก่อนจะเข้ามาในเรือนกระจกสีดำฝั่งร้านอาหารที่โดดเด่นด้วยผนังเฉดสีเขียวเย็นตาที่มีภาพพิมพ์ลายเส้นกอกล้วยสุดอาร์ตเข้ากับเฟิร์นระย้าห้อยลงมาให้ความรู้สึกอบอุ่น ที่ด้านนอกของร้านก็ยังมีสวน และเทอร์เรซที่วางแผนจะเป็น Grill Bar ในอนาคตด้วย
อาหารไทยพื้นถิ่นชูโรง
หันมามองดูที่เมนู ตัวเชฟปอยเองก็ถนัดอาหารไทยมาตลอด โดยหลังจากที่เรียนจบด้าน Food Science ก็ได้ไปทำงานครัวที่โคตาคินาบาลู และกลับมาทำร้านไทยที่ Never Ending Summer ก่อนจะไปเป็นที่ปรึกษาให้กับร้านอาหารไทยที่ออสเตรเลียอย่างเช่นร้าน Kinn และร้านชุมทาง

แกงฮังเลแม่คำมี
แต่เมนูที่นี่จะไม่ใช่เมนูไทยป็อปแบบร้านทั่วไป เพราะเชฟจะเน้นอาหารพื้นถิ่นที่ชื่นชอบจากการตระเวนไปกินตามบ้านเพื่อนตามพื้นที่ต่างๆ ในเมืองไทย อาหารที่นี่เลยเน้นอาหารพื้นถิ่นกินได้ทุกวัน โดยใช้วัตถุดิบที่ไม่ค่อยเป็นที่นิยมในปัจจุบัน อย่างเช่น แกงขาหมูชะมวง (220 บาท) แกงฮังเล แม่คำมี (220 บาท) สูตรจากเมืองแพร่ ที่จะใส่กระเทียมดอง มีน้ำเยอะกว่าสูตรเชียงใหม่ที่จะเป็นแบบขลุกขลิก และพริกแกงสูตรแพร่ก็จะกลิ่นแรงกว่า

หลนปลากุเลา
หรือการเลือกเมนูที่ใช้วัตถุดิบอย่างปลาของที่นี่ก็น่าลองเช่นกัน อย่างเมนูหลนปลากุเลา (260 บาท) ซึ่งใช้ปลากุเลาเค็มจาก อ.ตากใบในจังหวัดนราธิวาส เพราะมีกลิ่นหอมปลาเค็มมากกว่าปลาอื่นๆ ทั้งยังไม่คาว และเนื้อละเอียด แถมยังเป็นปลาที่ทุกวันนี้หายากขึ้นทุกวัน ส่วนอีกเมนูก็คือปลาแห้งแตงโม (95 บาท) ที่ส่วนใหญ่จะใช้ปลาช่อน แต่ที่นี่เลือกใช้ปลาเนื้ออ่อนมาย่างจนสุกพอดีก่อนนำไปโขลกในครกจนเนื้อขึ้นฟู นุ่มละเอียด ก่อนนำไปผสมกับน้ำตาลทรายและหอมเจียวให้กลิ่นหอมขึ้นไปอีกขั้น

ปลาแห้งแตงโม
นอกจากนี้ยังมีเมนูคุ้นเคยเช่นยำพื้นบ้านอย่างยำไหลบัว และยำผักกูด (180 บาท) ที่เชฟปลูกเองจากบ้านสวนในราชบุรี รวมทั้งเมนูโบราณอย่างข้าวผัดกากหมู (120 บาท) ที่นำข้าวมาผัดรวมกับกากหมูกรุบหน่อยๆ กินกับพริกซอย หอมซอย พร้อมมะนาวตัดเลี่ยน เสิร์ฟกับพริกน้ำปลาปรุงรสเพิ่มได้ตามใจชอบ

ข้าวผัดกากหมู
ส่วนเครื่องดื่มที่นี่ก็เด่นเรื่องน้ำสมุนไพรต่างๆ ตั้งแต่น้ำกระเจี๊ยบ เสาวรส มะตูม เก็กฮวย และน้ำอัญชัญผสมโซดา ถ้าใครชอบของหวาน แนะให้เหลือท้องไว้สำหรับเมนูไอศกรีมอย่าง ไอศกรีมอัญชัญที่นำมาผสมกับนมจนออกมาเป็นไอศกรีมนมเนื้อนุ่มกินง่าย หรือจะเป็นไอศกรีมมะม่วงน้ำดอกไม้ที่ส่งตรงมาจากสวนในราชบุรีก็ได้

ไอศกรีมอัญชัญ
จิบกาแฟเช้าจรดดึก
อีกฟากของร้านก็เป็น Glass House อีกหลังที่เป็นบ้านของร้านกาแฟจากเชียงใหม่อย่าง Artisan Cafe ที่นำกาแฟดีๆ จากภาคเหนือมาให้ลอง โดยที่นี่ใช้เมล็ดกาแฟจากจังหวัดน่าน อ.ท่าวังผา ที่คั่วแบบ Medium ให้รสเข้มพอดีๆ

ใครชอบกาแฟเย็นก็ให้ลองกาแฟซิกเนเจอร์ของทางร้านได้แก่ Artisan (90 บาท) ซึ่งเป็นกาแฟเย็นแบบไทยๆ ให้รสหวานนุ่มแบบกาแฟใส่นม แต่ถ้าใครชอบกาแฟร้อน เราแนะให้ลอง Morocchino กาแฟที่ผสมกันระหว่าง Mocha และ Cappucino ท็อปด้วยช็อกโกแลต

แต่ถ้าใครชอบเมนูคลาสสิกก็มีให้เลือกหลายตัว และตอนนี้ก็กำลังมีเบียร์เข้ามาเพิ่มที่ร้าน โดยเฉพาะคราฟต์เบียร์ทั้งหลาย ที่สำคัญที่นี่ยังเปิดเช้าตรู่ตั้งแต่ 7 โมงเช้ายันเที่ยงคืน ซึ่งบรรยากาศชิลล์ก็จะปรับเปลี่ยนไปตามช่วงเวลา โดยเฉพาะเวลาค่ำที่จะมี Live Music ดนตรี 3 ชิ้นมาสร้างเสียงเพลงยามค่ำคืนด้วย

ที่คาเฟ่ยังมีพื้นที่ชั้นสองให้เราได้ไปนั่งปลีกตัวอ่านหนังสือเงียบๆ อยู่ข้างบน หรือจะเลือกเป็นพื้นที่จัดปาร์ตี้สเปซเล็กๆ ระหว่างเพื่อนในวันพิเศษก็ได้ เรายังชอบการตกแต่งที่นำเอาตู้หนังสือ และหนังสือเก่ามาขึงไว้กับเพดาน เหมือนงาน installation art กลางอากาศเลย

แหล่งรวมคนรักงานคราฟต์
ในช่วงต้นเดือนหน้า เขียวไข่กาจะยังมีสมาชิกเพิ่มขึ้นมาอีกร้าน โดยจะเป็นร้านไลฟ์สไตล์ช็อป และร้านขายดอกไม้ ซึ่งนอกจากจะขายสินค้าแล้ว ยังตั้งเป้าจะเป็นแหล่งรวมตัวของคนชอบงานอดิเรกทั้งหลาย ในอนาคตคงจะเปิดเวิร์คช็อปอย่างเช่นจัดดอกไม้ไปจนถึงงานศิลปะเช่นเพนท์จานเซรามิก หรือจัดสวนในโหลแก้ว Terraruim แถมในอนาคตยังอาจจะเปิดให้มานั่งตลอด 24 ชั่วโมงด้วย

33 ซอยลาดพร้าว 71 (ซอยนาคนิวาส 3) ถนนลาดพร้าว โทร. 095-949-9299 เปิด 11:00 น.-เที่ยงคืน น. ร้านกาแฟ Artisan Cafe 7:00 น.-เที่ยงคืน www.fb.com/kiewkaika
Fun Fact: สีเขียว Celadon หรือสีเขียวไข่กา ตามแบบที่เราเรียกกันในภาษาไทยนั้นจริงๆ แล้วเป็นสีเขียวโทนสีเดียวกับหยกที่เกิดจากการทำสีของเครื่องเคลือบ Celadon ซึ่งมีต้นกำเนิดจากประเทศจีนในมณฑลเจ้อเจียง ก่อนจะแพร่หลายในประเทศญี่ปุ่น เกาหลี และประเทศไทย ทำให้เรามีเครื่องเคลือบศิลาดลชื่อดังจากเชียงใหม่ ส่วนสีเขียวไข่กานั้น ก็เป็นสีที่คนไทยเรียกชื่อมาจากสีเขียวของไข่อีกา ที่ออกไข่เป็นสีเขียวเฉดสีใกล้เคียงกับเครื่องเคลือบศิลาดลนั่นเอง