Skip to main content
AdSense

พาไปดู เขียวไข่กา เรือนอาหารไทยสุดฮิปแห่งใหม่

ยอมรถติดที่ลาดพร้าวเพื่อสิ่งนี้

April 21, 2017 Bangkok time
ถ้าใครติดตามแวดวงร้านอาหาร ชอบตามไปกินตามลายแทงต่างๆ จะรู้ว่าช่วงไม่กี่ปีมานี้ ร้านอาหารไทยกำลังมาแรงเหลือเกิน และก็มีหลายร้านที่ก้าวขึ้นมาเป็นร้านเด่นๆ ในกรุงเทพฯ มากขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งร้านอาหารไทยแห่งใหม่ในซอยนาคนิวาส ย่านลาดพร้าว อย่างร้านชื่อไทยสุดเก๋ว่า เขียวไข่กา
 
ร้านอาหารเขียวไข่กา
 
แต่ที่นี่ไม่ได้มีความดีงามแค่เป็นร้านอาหารไทยสวยๆ เท่านั้น แต่ยังมีคาเฟที่เปิดให้บริการแต่เช้าตรู่อย่าง Artisan คาเฟ่ชื่อดังจากเชียงใหม่ที่ลงมาเปิดสาขาในกรุงเทพฯ เป็นที่แรก แถมพื้นที่กว้างขวางยังเปิดโอกาสให้คนมาจัดเวิร์คช็อปหรือกิจกรรมได้ รวมทั้งจะมีร้านไลฟ์สไตล์ไว้ตอบโจทย์คนชอบทำกิจกรรมนอกบ้านในอนาคตด้วย
 

จุดเริ่มต้นที่ความเขียว

ความเป็นมาของที่นี่เริ่มต้นด้วยจากการที่คุณตุลย์-จิรเศรษฐ์ ยกดี เจ้าของ Green4rest Landscape Design ไปเจอบ้านเก่าปากซอยนาคนิวาส 3 จึงสนใจเช่าพื้นที่เพื่อทำเป็นออฟฟิศ แต่เห็นว่าเป็นทำเลดี จึงอยากเปิดร้านอาหารด้วย จึงชักชวนเชฟปอย-ณัฐวุฒิ นันต๊ะแขม เพื่อนของภรรยามาร่วมกันเปิดร้าน เพราะติดใจในฝีมือการทำอาหารของเชฟปอย 
 
ด้วยความที่ร้านมีต้นไม้ใหญ่ จึงมีไอเดียว่าจะทำร้านเป็นสวนสีเขียว คุณตุลย์ก็ชักชวนรุ่นพี่สถาปนิกอย่างคุณภู-ภูริทัต คุณุรัตน์ สถาปนิกจาก Proud Design ที่เคยฝากผลงานการออกแบบร้านสวยที่เชียงใหม่อย่าง Artisan Cafe มาร่วมออกแบบหลังจากที่ทั้งคู่เคยร่วมกันออกแบบโฮสเทลสุดเท่ Oxotel (www.oxotelchiangmai.com) บนถนนวัวลายมาแล้ว
 
ร้านอาหาร เขียวไข่กา
 
โดยหลังจากที่ได้คอนเซปต์แล้วก็เริ่มออกแบบร้านพร้อมหาเฉดสีเขียว จนมาลงตัวที่สี Pantone เขียวปนสีครามอ่อน หรือที่บ้านเรารู้จักกันในนาม สีเขียวไข่กา ซึ่งมักใช้ในงานเครื่องเคลือบดินเผาโบราณอย่างศิลาดล แถมชื่อเขียวไข่กา ยังมีองค์ประกอบที่แยกย่อยออกมาเป็นความหมายต่างๆ เช่น ไข่ มาจากอาหารที่ทุกคนทั่วโลกกิน และ “กา” ก็มาจากกาแฟที่เป็นส่วนหนึ่งของร้านนั่นเอง
 
 
ส่วนประกอบตกแต่งทุกอย่างในร้านจะคุมโทนที่สีเขียวทุกอย่างตั้งแต่ต้นผักชีลาวกอใหญ่หน้าร้านให้สีเขียวอ่อนต้อนร้บแขก ก่อนจะเข้ามาในเรือนกระจกสีดำฝั่งร้านอาหารที่โดดเด่นด้วยผนังเฉดสีเขียวเย็นตาที่มีภาพพิมพ์ลายเส้นกอกล้วยสุดอาร์ตเข้ากับเฟิร์นระย้าห้อยลงมาให้ความรู้สึกอบอุ่น ที่ด้านนอกของร้านก็ยังมีสวน และเทอร์เรซที่วางแผนจะเป็น Grill Bar ในอนาคตด้วย
 

อาหารไทยพื้นถิ่นชูโรง

หันมามองดูที่เมนู ตัวเชฟปอยเองก็ถนัดอาหารไทยมาตลอด โดยหลังจากที่เรียนจบด้าน Food Science ก็ได้ไปทำงานครัวที่โคตาคินาบาลู และกลับมาทำร้านไทยที่ Never Ending Summer ก่อนจะไปเป็นที่ปรึกษาให้กับร้านอาหารไทยที่ออสเตรเลียอย่างเช่นร้าน Kinn และร้านชุมทาง 
 
แกงฮังเลแม่คำมี
 
แต่เมนูที่นี่จะไม่ใช่เมนูไทยป็อปแบบร้านทั่วไป เพราะเชฟจะเน้นอาหารพื้นถิ่นที่ชื่นชอบจากการตระเวนไปกินตามบ้านเพื่อนตามพื้นที่ต่างๆ ในเมืองไทย อาหารที่นี่เลยเน้นอาหารพื้นถิ่นกินได้ทุกวัน โดยใช้วัตถุดิบที่ไม่ค่อยเป็นที่นิยมในปัจจุบัน อย่างเช่น แกงขาหมูชะมวง (220 บาท) แกงฮังเล แม่คำมี (220 บาท) สูตรจากเมืองแพร่ ที่จะใส่กระเทียมดอง มีน้ำเยอะกว่าสูตรเชียงใหม่ที่จะเป็นแบบขลุกขลิก และพริกแกงสูตรแพร่ก็จะกลิ่นแรงกว่า
 
หลนปลากุเลา
 
หรือการเลือกเมนูที่ใช้วัตถุดิบอย่างปลาของที่นี่ก็น่าลองเช่นกัน อย่างเมนูหลนปลากุเลา (260 บาท) ซึ่งใช้ปลากุเลาเค็มจาก อ.ตากใบในจังหวัดนราธิวาส เพราะมีกลิ่นหอมปลาเค็มมากกว่าปลาอื่นๆ ทั้งยังไม่คาว และเนื้อละเอียด แถมยังเป็นปลาที่ทุกวันนี้หายากขึ้นทุกวัน ส่วนอีกเมนูก็คือปลาแห้งแตงโม (95 บาท) ที่ส่วนใหญ่จะใช้ปลาช่อน แต่ที่นี่เลือกใช้ปลาเนื้ออ่อนมาย่างจนสุกพอดีก่อนนำไปโขลกในครกจนเนื้อขึ้นฟู นุ่มละเอียด ก่อนนำไปผสมกับน้ำตาลทรายและหอมเจียวให้กลิ่นหอมขึ้นไปอีกขั้น
 
ปลาแห้งแตงโม
 
นอกจากนี้ยังมีเมนูคุ้นเคยเช่นยำพื้นบ้านอย่างยำไหลบัว และยำผักกูด (180 บาท) ที่เชฟปลูกเองจากบ้านสวนในราชบุรี รวมทั้งเมนูโบราณอย่างข้าวผัดกากหมู (120 บาท) ที่นำข้าวมาผัดรวมกับกากหมูกรุบหน่อยๆ กินกับพริกซอย หอมซอย พร้อมมะนาวตัดเลี่ยน เสิร์ฟกับพริกน้ำปลาปรุงรสเพิ่มได้ตามใจชอบ
 
ข้าวผัดกากหมู
 
ส่วนเครื่องดื่มที่นี่ก็เด่นเรื่องน้ำสมุนไพรต่างๆ ตั้งแต่น้ำกระเจี๊ยบ เสาวรส มะตูม เก็กฮวย และน้ำอัญชัญผสมโซดา ถ้าใครชอบของหวาน แนะให้เหลือท้องไว้สำหรับเมนูไอศกรีมอย่าง ไอศกรีมอัญชัญที่นำมาผสมกับนมจนออกมาเป็นไอศกรีมนมเนื้อนุ่มกินง่าย หรือจะเป็นไอศกรีมมะม่วงน้ำดอกไม้ที่ส่งตรงมาจากสวนในราชบุรีก็ได้
 
ไอศกรีมอัญชัญ
 

จิบกาแฟเช้าจรดดึก

อีกฟากของร้านก็เป็น Glass House อีกหลังที่เป็นบ้านของร้านกาแฟจากเชียงใหม่อย่าง Artisan Cafe ที่นำกาแฟดีๆ จากภาคเหนือมาให้ลอง โดยที่นี่ใช้เมล็ดกาแฟจากจังหวัดน่าน อ.ท่าวังผา ที่คั่วแบบ Medium ให้รสเข้มพอดีๆ
 
 
ใครชอบกาแฟเย็นก็ให้ลองกาแฟซิกเนเจอร์ของทางร้านได้แก่ Artisan (90 บาท) ซึ่งเป็นกาแฟเย็นแบบไทยๆ ให้รสหวานนุ่มแบบกาแฟใส่นม แต่ถ้าใครชอบกาแฟร้อน เราแนะให้ลอง Morocchino กาแฟที่ผสมกันระหว่าง Mocha และ Cappucino ท็อปด้วยช็อกโกแลต
 
 
แต่ถ้าใครชอบเมนูคลาสสิกก็มีให้เลือกหลายตัว และตอนนี้ก็กำลังมีเบียร์เข้ามาเพิ่มที่ร้าน โดยเฉพาะคราฟต์เบียร์ทั้งหลาย ที่สำคัญที่นี่ยังเปิดเช้าตรู่ตั้งแต่ 7 โมงเช้ายันเที่ยงคืน ซึ่งบรรยากาศชิลล์ก็จะปรับเปลี่ยนไปตามช่วงเวลา โดยเฉพาะเวลาค่ำที่จะมี Live Music ดนตรี 3 ชิ้นมาสร้างเสียงเพลงยามค่ำคืนด้วย
 
 
ที่คาเฟ่ยังมีพื้นที่ชั้นสองให้เราได้ไปนั่งปลีกตัวอ่านหนังสือเงียบๆ อยู่ข้างบน หรือจะเลือกเป็นพื้นที่จัดปาร์ตี้สเปซเล็กๆ ระหว่างเพื่อนในวันพิเศษก็ได้ เรายังชอบการตกแต่งที่นำเอาตู้หนังสือ และหนังสือเก่ามาขึงไว้กับเพดาน เหมือนงาน installation art กลางอากาศเลย 
 
 

แหล่งรวมคนรักงานคราฟต์

ในช่วงต้นเดือนหน้า เขียวไข่กาจะยังมีสมาชิกเพิ่มขึ้นมาอีกร้าน โดยจะเป็นร้านไลฟ์สไตล์ช็อป และร้านขายดอกไม้ ซึ่งนอกจากจะขายสินค้าแล้ว ยังตั้งเป้าจะเป็นแหล่งรวมตัวของคนชอบงานอดิเรกทั้งหลาย ในอนาคตคงจะเปิดเวิร์คช็อปอย่างเช่นจัดดอกไม้ไปจนถึงงานศิลปะเช่นเพนท์จานเซรามิก หรือจัดสวนในโหลแก้ว Terraruim แถมในอนาคตยังอาจจะเปิดให้มานั่งตลอด 24 ชั่วโมงด้วย
 
 
33 ซอยลาดพร้าว 71 (ซอยนาคนิวาส 3) ถนนลาดพร้าว โทร. 095-949-9299 เปิด 11:00 น.-เที่ยงคืน น. ร้านกาแฟ Artisan Cafe 7:00 น.-เที่ยงคืน www.fb.com/kiewkaika

Fun Fact: สีเขียว Celadon หรือสีเขียวไข่กา ตามแบบที่เราเรียกกันในภาษาไทยนั้นจริงๆ แล้วเป็นสีเขียวโทนสีเดียวกับหยกที่เกิดจากการทำสีของเครื่องเคลือบ Celadon ซึ่งมีต้นกำเนิดจากประเทศจีนในมณฑลเจ้อเจียง ก่อนจะแพร่หลายในประเทศญี่ปุ่น เกาหลี และประเทศไทย ทำให้เรามีเครื่องเคลือบศิลาดลชื่อดังจากเชียงใหม่ ส่วนสีเขียวไข่กานั้น ก็เป็นสีที่คนไทยเรียกชื่อมาจากสีเขียวของไข่อีกา ที่ออกไข่เป็นสีเขียวเฉดสีใกล้เคียงกับเครื่องเคลือบศิลาดลนั่นเอง


 

 
AdSense
AdSense
AdSense