Menya Itto

ฮอตที่สุดตอนนี้คงหนีไม่พ้น Menya Itto ที่ต่อคิวยาวกันเป็นเรื่องเป็นราว เชฟยูกิฮิโกะ ซากาโมโตะ สร้างชื่อเสียงจากการทำน้ำซุปราเมนอันหอมหวลจนได้รับความนิยมจากลูกค้า และก้าวขึ้นเป็นร้านราเมนอันดับหนึ่งของโตเกียวในเวลาเพียง 3 ปีนับแต่เปิดร้านเมื่อปี 2553 และติดอันดับ 1 ใน 5 สุดยอดร้านราเมนของเว็บ Tabelog เว็บจัดอันดับอาหารยอดนิยมของญี่ปุ่น

แต่ละวันจะมีลูกค้าเข้าคิวนานนับชั่วโมงเพื่อรอกินที่ร้านในญี่ปุ่นซึ่งมีเพียง 10 ที่นั่งเท่านั้น ส่วนสาขาที่เพิ่งไปเปิดที่ไต้หวันก็สร้างปรากฎการณ์คนไปต่อคิวรอกินนานถึง 2 ชั่วโมง ส่วนเมืองไทยก็ใช่ย่อย เพราะแต่ละวันจะมีสาวกราเมนไปเข้าคิวเพื่อกินราเมนของที่นี่ซึ่งผลิตเพียงวันละ 150 ชุดต่อรอบ เปิดวันละ 2 รอบ รอบมื้อกลางวันและรอบมื้อค่ำเท่านั้น

ห้ามพลาดราเมนน้ำซุปไก่ที่เข้มข้นแต่ไม่เลี่ยน โดยตัวยอดนิยมคือ Itto Noko Gyotai Tsukemen (350 บาท) ราเมนจุ่มที่ทำน้ำซุปเข้มข้นไว้จุ่มกับเส้นราเมนหนานุ่ม โดยน้ำซุปจะมีลูกชิ้นหมูกับหน่อไม้ ส่วนราเมนจะมาพร้อมชิ้นหมู หมูสามชั้น และไก่ ซึ่งใช้วิธีการ sous-vide (ซูวีด์) หรือวิธีต้มเนื้อสัตว์ในถุงพลาสติกกันความร้อนจนสุก ทำให้เนื้อยังคงความชุ่มฉ่ำเอาไว้ได้ นอกจากนี้ยังมี Noko Gyokai Ramen (195 บาท) ราเมนน้ำซุปไก่เสิร์ฟพร้อมเส้นบางๆ และ Shio Ramen (230 บาท) คือราเมนน้ำซุปไก่ใส่เกลือธรรมชาติจากจังหวัดโอคายามะกับน้ำซุปบางเบาเหมาะกับคนไม่ชอบมันด้วยนะ
ชั้น LG, Erawan bangkok, ถ.เพลินจิต แยกราชประสงค์ เวลาทำการ ทุกวัน 10:00-14:00 น. และ 18:00-10:00 น. โทร. 02-250-7669 BTS ชิดลม
Floral Cafe at Napasorn

Floral Cafe ซ่อนตัวอยู่บนชั้น 2 ของร้านดอกไม้นภสร ร้านดอกไม้ชื่อดังที่เปิดมานานกว่า 20 ปี หากใครรู้จักร้านดอกไม้แห่งนี้อยู่แล้วก็คงไม่แปลกใจว่าทำไมร้านถึงได้ออกมาสวยงามตระการตา เพราะคุณเอี๋ยว-ภูวนาถ ชุ่มศรีขรินทร์ เจ้าของร้านเป็นคนออกแบบและวางคอนเซ็ปต์เองทั้งหมด ทำให้มุมต่างๆ มีพืชพรรณและดอกไม้เข้าไปเติมแต่งอย่างลงตัว

คุณเอี๋ยวนำดอกไม้ที่เป็นเอกลักษณ์ของร้านมารวมอยู่ในเค้กและเครื่องดื่ม เช่น ชาลาเวนเดอร์โรส และชาเชอร์รีโรส ซึ่งได้ลูกค้าที่ทำชาส่งออกมารังสรรค์ให้เพียงที่นี่ที่เดียว ส่วนกาแฟที่นี่ใช้เมล็ดกาแฟอราบิกาของ Espresso Man จากเชียงราย และมีเมนูคลาสสิกให้ลองทุกตัว

เราระทวยหัวใจไปกับแท่นเค้กที่ตกแต่งสวยงามอย่างกับแท่นบูชา ยิ่งดูยิ่งขับความงามและความน่ากินของเค้กออกมาได้อย่างละมุนที่สุด ส่วนตัวเค้กก็ได้คุณเช้า-ต่อจันทน์ แคทริน บุณยสิงห์ จาก Bite me Softly มาออกแบบเมนูเค้กที่มีส่วนผสมของดอกไม้ให้ อาทิ Chocolate Raspberry Rose เค้กช็อกโกแลตที่มีกลิ่นหอมของดอกกุหลาบอ่อนๆ เสริมรสเปรี้ยวอมหวานของราสเบอร์รี ใครมีโอกาสไปปากคลองตลาดหรือเมืองเก่าก็ลองแวะไปได้เลย
67 ถ.จักรเพชร (ปากคลองตลาด) บูรพาภิรมย์ เวลาทำการ จันทร์-เสาร์ 10.00-22.00 น. โทร. 02-221-2039
Supanniga x Roots

Supanniga x Roots แห่งนี้นับเป็นสาขาที่ 3 ของห้องอาหารที่ถูกปากถูกใจทั้งชาวไทยและต่างชาติ อีกทั้งยังแตกต่างจากสาขาก่อนๆ ด้วยแนวคิดแบบ All-Day Dining ที่แวะเวียนไปทานได้ตลอดทั้งวันตั้งแต่สายจรดค่ำมืด ตัวเมนูอาหารไทยยังคงเครื่องครบรสจากทีมครัวเดิม แต่ในส่วนของเครื่องดื่มนั้นได้ Roots โรสเตอร์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องกาแฟมาดูแล และค็อกเทลก็ได้ทีมมิกโซโลจิสต์จาก Vesper มารังสรรค์ให้

สุพรรณิการ์ทุกสาขาคงมาตรฐานเดียวกันไม่ว่าจะเป็นเมนูหรือรสชาติ เริ่มด้วยเมนูเรียกน้ำย่อยอย่างชุดอาหารทานเล่นสุพรรณิการ์ (295 บาท) เป็นชุดรวมมิตรที่ประกอบด้วยม้าฮ่อ เมี่ยงหยอง และข้าวตังน้ำพริกเผากากหมู หรือจะเป็นเมนูห้ามพลาดหมูชะมวง (240 บาท) ก็สามารถสั่งมากินซ้ำๆ แบบไม่รู้เบื่อ นอกจากนี้ยังมีกะหล่ำทอดซีอิ้ว (170 บาท) ไข่ลูกเขย (170 บาท) น้ำพริกไข่ปูจิ้มกับผักสด (240 บาท) ถือว่าไม่ควรพลาด ทั้งหมดทั้งมวลนี้กินกับข้าวสวยร้อนๆ คือที่สุด

เครื่องดื่มสุดพิเศษจาก Roots คือกาแฟทั้ง 3 ตัวที่เป็น Cold Brew หรือกาแฟสกัด ได้แก่ Trio Cold Brew โคลด์บรูวสามเกลอ (120 บาท) เป็นพิเศษกับการผสมผสานอย่างลงตัวของช็อกโกแลต นมข้นหวานโฮมเมด และชาไทยใส่นม Hanuman Cold Brew โคลด์บรูวหนุมานคลุกฝุ่น (140 บาท) ที่สกัดกับขนุนอบแห้ง ชาอู่หลง และชาหอมหมื่นลี้ เสิร์ฟมาพร้อมกล้วยตากให้เคี้ยวหนึบๆ และ Granita Cold Brew โคลด์บรูวน้ำแข็งไส (120 บาท) ที่มิกซ์กับน้ำตาลตโนและชาเขียวข้าวคั่วก็สดชื่นไม่แพ้กัน
392/25-26 ถ.มหาราช สุดซอยเพ็ญพัฒน์ 1 ท่าเตียน เวลาทำการ ทุกวัน 11.30-22.30 น. โทร. 02-015-4224
Adam and His Coffee

Adam and his Coffee ซ่อนตัวอยู่เงียบๆ ในซอยสุโขทัย 1 แสนสงบ ซึ่งชื่อร้านน่ารักๆ มาจากเจ้าเฟรนช์บูลด็อกตัวอ้วน (ในรูป) ซึ่งรับหน้าที่เป็นมาสคอตหลัก เพียงแต่ตอนนี้เจ้า Adam หรือทองดำนั้นไปวิ่งเล่นบนสวรรค์แล้ว เหลือแต่เจ้าทองพุอยู่ต้อนรับลูกค้าแทน หากใครเป็นแฟนคลับหมาเฟรนช์บูลด็อกก็สามารถไปเล่นกับน้องได้ที่ร้านนี้เลย

นอกจากกาแฟสด (60-70 บาท) ที่เลือกใช้เมล็ดไทยรสชาติทานง่ายแล้ว อีกตัวที่เราอยากให้ลองคือ Fentimans (115 บาท) เครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์แนว Sparkling ที่สร้างสรรค์จากวัตถุดิบธรรมชาติแบบ Botanical เช่น กุหลานและลิ้นจี่ไปจนถึงดอกเอลเดอร์ฟลาวเวอร์ ตัวนี้ดื่มง่ายและสดชื่น เหมาะกับวันที่ร่างกายหมดพลังเป็นที่สุด

เบเกอรี่ของที่นี่มาในไซส์มินิ ซึ่งข้อดีคือกินแล้วไม่เลี่ยน และสามารถชิมเค้กตัวอื่นๆ ได้อีกแบบสบายพุง ลองชิม Dark Beer Cream Cheese Cake (100 บาท) ที่ตัวครีสชีสละมุนขั้นเทพ หรือจะเป็นเมนูยืนพื้นอย่างแครอทเค้ก (2ชิ้น / 65 บาท) และช็อคโกแลตบราวนี่เข้มข้น (2ชิ้น / 50 บาท) ก็นุ่มลิ้นไม่แพ้กัน
21/2 ซ.สุโขทัย1, ถ.ราชวิถี เวลาทำการ จันทร์-ศุกร์ 08:30-17:00 น. และเสาร์ 09:00-17:30 น. (ปิดวันอาทิตย์) โทร. 086-980-8222
Peace Oriental Tea House

หลังจากที่เปิดห้องน้ำชา 2 แห่งแรกที่เอกมัยและสุขุมวิท 49 เมื่อ 2 ปีก่อน ตอนนี้คุณธีรชัย ลิมป์ไพฑูรย์ เจ้าของ Peace Oriental Tea House ก็ขยับขยายห้องน้ำชามาสู่สาขาที่ 3 ณ อาคาร G Tower พระราม 9 ตึกสำนักงานใหม่เอี่ยมข้างเซ็นทรัล พระราม 9

Peace Oriental Tea House ถูกก่อตั้งขึ้นจากความต้องการจะดึงแก่นแท้ของวัฒนธรรมตะวันออกดั้งเดิมกลับมาในสังคมปัจจุบันและต่อไปในอนาคต โดยที่นี่แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ Teahouse และ Tea-master ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการเชื่อมโยงวัฒนธรรมดั้งเดิมกับสมัยใหม่เข้าไว้ด้วยกัน

ที่นี่เสิร์ฟชาหลายรูปแบบ อาทิ Matcha, Sencha, Jinxuan, Yancha ทั้งแบบร้อนและเย็น ราคาเริ่มต้นที่กาละ 180 บาท แล้วยังมีเมนูอื่นๆ สำหรับทานคู่กับชาด้วย ใครอยากทานขนมหวานรสชาติญี่ปุ่นแท้ๆ ต้องลองเมนู Sakura moji (ชิ้นละ 95 บาท) โมจิไส้ถั่วแดงห่อด้วยใบซากุระ วางขายทุกวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์เท่านั้น
ชั้น G ตึก G Tower ถ.รัชดาภิเษก เวลาทำการ จันทร์-ศุกร์ 07:00-21:00 น. และเสาร์-อาทิตย์ 10:00-21:00 น. โทร. 097-267-2626 MRT รัชดาภิเษก
One Ounce at Chang Chui

ใครที่เป็นคอกาแฟคงจะคุ้นกับชื่อนี้ เพราะ One Ounce for Onion คือหนึ่งในร้านกาแฟดีๆ ในย่านเอกมัยที่เป็นทั้งร้านกาแฟ และร้านขายของแฟชั่นภายใต้แบรนด์ Onion ซึ่งมีตั้งแต่เสื้อผ้าไปจนถึงแว่นตา รองเท้า และ accessory ต่างๆ แต่ One Ounce at Chang Chui จะจริงจังเรื่องอาหารการกินขึ้นมาอีกขั้น โดยได้ 2 เชฟมือดีมาร่วมทีม คือคุณออย-ลลิสรา บุตรวงษ์ ที่บ่มฝีมือการทำอาหารมาจากออสเตรเลีย และคุณแทน-ภากร โกสิยพงษ์ ซึ่งเคยทำงานที่ Azurmendi ร้านมิชลินที่สเปนมาแล้ว

“เหมือนผมจับอาหารสองประเทศมาแต่งงานกัน” เชฟสรุปให้ฟังแบบง่ายๆ เกี่ยวกับการจับอาหารต่างสัญชาติมาผสมกัน และเสิร์ฟจับคู่กับม็อกเทลอร่อยๆ ที่ช่วยเสริมรสกันถึง 4 ตัว ยกตัวอย่างเช่นเมนู Dirty Birds (180 บาท) ที่นำไก่มาทอดกรอบแล้วราดด้วยน้ำซอสหวานโรยด้วยถั่ว เสิร์ฟพร้อมมะนาวที่เพิ่มก็ทำให้รสเปลี่ยนไปอีกแบบ เครื่องดื่ม E-sarn Classic ที่มีส่วนผลมของตะไคร้ ใบมะกรูด และข่า ก็ช่วยส่งกลิ่นสมุนไพรหอมๆ เข้าไปตามหลัง

นอกจากนี้ยังมีขนมไว้ปิดท้ายอีกด้วย อย่างทีรามิสุ 3 ชั้นที่เสิร์ฟกับกาแฟหอมเข้มข้นจากอำเภอจอมทองในเชียงใหม่ และเชฟเองยังคำนึงเรื่องการใช้วัตถุดิบให้คุ้มค่าที่สุด เช่นจานเมอแรงที่ใช้ขอบขาวของมะนาวที่ปกติจะทิ้งแล้ว มาบดทำครีมเปรี้ยวไว้กินตัดหวานของเมอแรง ถ้าแวะไปช่างชุ่ยแล้วไม่ควรพลาดเลยนะ
ช่างชุ่ย ChangChui, 460/8 ถ.สิรินธร โทร. 081-817-2888
Invisible Coffee Room

"ทุกขั้นตอนกว่าจะมาเป็นกาแฟซักหนึ่งแก้วล้วนมาจากความใส่ใจ ความละเอียดอ่อน ไปจนถึงความพิถีพิถันของบาริสต้า และนั่นเป็นความอร่อยที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า" เลยเป็นที่มาของร้านกาแฟแห่งนี้ในชื่อ Invisible Coffee Room ซึ่งเสิร์ฟความละเมียดแบบนามธรรมให้กลายเป็นรูปธรรมในรูปแบบของแก้วกาแฟและลาเต้อาร์ตระดับเทพ

คุณหนุน-ธนะพงษ์ หริรัตน์เสรี เรียนสายสถาปัตย์ฯ จนไปจบปริญญาโทที่อังกฤษในสาขากราฟฟิคดีไซน์ กระโดดไปศึกษาเรื่องการทำเครื่องหนัง และสุดท้ายเลือกสิ่งที่ตัวเองรักมากที่สุดคือการเป็นบาริสต้า ซึ่งความจริงจังของคุณหนุนเริ่มตั้งแต่ลงทุนไปเรียนสกิลบาริสต้ามาจากเกาหลีจนได้ใบประกาศนียบัตร SCAE ที่เป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้าน Specialty Coffee หลังจากนั้นจึงกลับมาเป็นบาริสต้าฟรีแลนซ์ได้ซักพักจนได้มาเปิดร้านเป็นของตัวเอง

คุณหนุนเทลายลาเต้อาร์ตทุกแก้วอย่างละเมียดละไม เช่นเมนู Flat White (75 บาท) ที่เลือกใช้เมล็ดกาแฟไทย กัวเตมาลา และบราซิลจากหลากหลายโรงคั่ว มาผสมเป็นเฮ้าส์เบลนด์สุดกลมกล่อมของร้านนี้โดยเฉพาะ ส่วนเครื่องดื่มเมนูอื่นๆ ก็มีความครีเอทสูงมากเว่อร์ อาทิ Red&Black Coffee (80 บาท) หรือเมนูน้ำแดงหางกาแฟ ซซึ่งก็คือน้ำแดงเฮลซ์บลูบอยผสมกับกาแฟเย็น ให้รสชาติแปลกหน่อยๆ แต่ทานง่ายสำหรับคนที่ไม่ชินกับกาแฟ จะว่าไปแล้วก็คล้ายกับเมนูกาแฟโบราณโอเลี้ยงจ้ำบ๊ะที่นำโอเลี้ยงมาผสมกับน้ำแดงเหมือนกันนะ
25/8 ซ.สุขุมวิท 16 เวลาทำการ จันทร์-ศุกร์ 08:00-17:00 น. และเสาร์-อาทิตย์ 10:00-17:00 น. BTS อโศก
El Tapeo

El Tapeo (เอล ทาเปโอ) คือร้านอาหารสเปนแห่งใหม่ล่าสุดที่พกพารสชาติต้นตำรับจากกรุงมาดริด กลิ่นอายอันทรงเสน่ห์ของแผ่นดินอันดาลูเซีย พร้อมกับบรรยากาศสนุกสนานเป็นกันเองตามแบบฉบับของชนชาติสเปนมาไว้ใจกลางทองหล่อ โดยมีเชฟใหญ่คือคุณ Rubén González เชฟ-ผู้สืบทอดกิจการ El Rinconcito de Juan (เอล รินคอนซิโต เด ฆวณ) ร้านอาหารประเภท Tavern ที่อยู่คู่ย่าน Ciudad Jardín ในกรุงมาดริดมาถึง 12 ปี เรียกได้ว่าเป็นร้านอาหารพี่น้องของอย่างแท้จริง

ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าอาหารสเปนไม่ได้มีแค่ทาปาส (Tapas) กับข้าวผัดปาเอญ่า (Paella) ซึ่งเมนูของ El Tapeo จะพาเราไปสอดส่องท่องโลก Spanish Culinary อย่างครบถ้วน โดยเน้นหนักที่การประกอบอาหารเมดิเตอร์เรเนียนสไตล์มาดริด รวมทั้งหยิบยกหลากหลายเมนูเด็ดจากแคว้นและเมืองอื่นๆ ทั่วสเปน -- อาทิ กาลิเซีย บาเลนเซีย และโตเลโด-- มาให้ลองกันด้วย

เริ่มจาก Tostas (ตอสตา, 150-250 บาท) หรือแซนวิชหน้าเปิดที่เป็นอาหารเช้ายอดนิยมของชาวสเปน ตามด้วยเมนู Racinoes (ราซิโอเนส) อย่าง Croquetas (ครอเกตาส 5 ชิ้น 150 บาท) และเมนูหนักๆ อย่างข้าวผัดปาเอญ่าที่ปรุงตามแบบฉบับดั้งเดิมจากบาเลนเซีย เราได้ลอง Arroz negro (850 บาท) ข้าวดำปรุงจากน้ำหมึกของปลาหมึก ผัดแบบข้าวยังเป็นเม็ดกำลังพอดี ไม่แห้งไป ไม่แฉะไป เครื่องเทศคลุกเคล้าเข้าถึงเนื้อกุ้ง หอย และหมึกจริงๆ แถมเสิร์ฟมาในกระทะใหญ่ กินได้ 3-4 คนสบายๆ
159/10 ระหว่างซอยทองหล่อ 7 และ 9 (ตรงข้าม Eight Thonglor) สุขุมวิท 55 โทร. 02-052-0656 เวลาทำการ อังคาร-อาทิตย์ 11:30-23:00 น. (ศุกร์-เสาร์ ปิด 01:00 น.) BTS ทองหล่อ