Skip to main content
AdSense

นั่งมองความพังของระบบและการลุกขึ้นสู้ที่ไม่รู้จะได้ผลมั้ย กับ The Platform หนังที่ทำมาตบหน้าเราทุกคน

บียอนด์กว่าการเล่าเรื่องชนชั้นเฉย ๆ อีก

นั่งมองความพังของระบบและการลุกขึ้นสู้ที่ไม่รู้จะได้ผลมั้ย กับ The Platform หนังที่ทำมาตบหน้าเราทุกคน
March 22, 2020 Bangkok time
'ถ้าทุกคนกินเท่าที่จำเป็น อาหารก็จะเหลือถึงชั้นล่างสุด' เป็นประโยคสุดจี๊ดจากหนัง The Platform ที่ได้ใจเราไปตั้งแต่ดูเทรลเลอร์แล้ว พอถึงวันที่มันสตรีมเต็มรูปแบบ เราเลยต้องขอเป็นคนแรก ๆ ที่กดดูรวดเดียวจบ เพราะคอนเซปต์ของเรื่องนี้น่าสนใจมาก ๆ
 
The Platform เป็นหนังดิสโทเปียเสียดสีสังคมที่เล่าถึงระบบจองจำแนวดิ่ง ที่ใช้หลักการให้นักโทษกินอาหารจากกองเดียวกัน โดยแจกผ่าน 'แพลตฟอร์ม' เคลื่อนที่กลางห้องขังที่เลื่อนจากบนลงล่าง ชั้น 1 อยู่บนสุด เลือกกินได้ก่อน เท่าไหร่ก็ได้ ภายในเวลาไม่กี่นาที
 
แน่นอน ถ้า 'คนชั้นบน' ตะกละ กินไปมาก 'คนชั้นล่าง' ก็จะไม่เหลืออะไรให้กิน มาถึงตรงนี้ The Platform ดูจะเป็นหนังที่จับประเด็นชนชั้น เหมือนกับหนังรางวัลออสการ์อย่าง Parasite ที่ฮอตฮิตดูกันทั่วบ้านเท่าเมืองนี่นะ แต่มันไม่ได้หยุดแค่นั้นค่ะ คุณผู้ชมมม เพราะระบบคุกที่ว่านี้มีกติกาเฉพาะเจาะจงมาก ๆ (บอกไปก็จะสปอยล์เปล่า ๆ) ทำให้ตัวนักโทษต้องลุ้นกับชะตาชีวิตตัวเองในแต่ละวัน แต่ละเดือน ยิ่งขึ้นกว่าเดิม
 
 
หลักการหนึ่งที่ถูกอ้างถึงในเรื่อง ที่เหมือนจะสร้างความชอบธรรมให้ระบบสุดเวียร์ดนี้ คือคำว่า Spontaneous Solidarity ที่แปลว่า 'ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันที่เป็นไปเอง' หรือ 'ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันตามธรรมชาติ' ซึ่งพบได้ทั่วไปในบทความเชิงสังคมศาสตร์ แต่เรื่องนี้จับเอามาใช้กับกลุ่มคนที่ถูกคุมประพฤติเหล่านี้ โดยหวังจะให้พวกเขามีจิตสำนึกต่อสังคมไปในทิศทางเดียวกัน
 
แนวคิดที่หวังจะสร้างระเบียบในบริบทที่ชวนให้ทำตัวไร้ระเบียบแบบนี้ มันจะทำงานอย่างราบรื่นได้ยังไงล่ะเนอะ เนื้อหาเกือบทั้งหมดในเรื่องเลยมีแต่ความไม่ราบรื่นในการใช้ชีวิตอยู่ของประชากรแต่ละชั้น ชั้นบนกดขี่ชั้นล่างเป็นทอด ๆ ไป โดยที่ตัวเดินเรื่องของเราพยายามทำความเข้าใจระบบทั้งหมด จนพบข้อบกพร่อง แล้วคิดจะแก้ไขขึ้นมา (ซึ่งการจะลุกขึ้นมาแก้ไขก็ไม่รู้จะได้ผลหรือไม่ด้วยนี่สิ)
 
 
ทีนี้ ที่ลุ้น ๆ เกร็ง ๆ มาตั้งแต่ต้นเรื่อง มันมาเดือดเอาตรงนี้นี่แหละ ที่ตัวละครคิดจะ 'ล้างระบบ' พร้อมทั้งพิสูจน์ให้ 'ผู้ดูแลระบบ' เห็นว่าระบบนี้พังเอามาก ๆ ซึ่งนอกเหนือจากตัวเดินเรื่องแล้ว คนดูจะได้เห็นคาแรกเตอร์ที่หลากหลายของนักโทษแต่ละคน ที่สามารถแทนเป็นคนประเภทต่าง ๆ ในสังคมได้อีกด้วย ทั้งคนที่เชื่อในระบบ คนที่ไม่เชื่อในระบบ คนที่อาจจะเคยเชื่อแต่เสื่อมศรัทธาไปแล้ว และคนที่ด่าทอผู้ที่มีโอกาสดีกว่าแต่เมื่อตัวเองได้รับโอกาสบ้างก็ทำตัวแบบที่เคยด่าเขา
 
แล้วทั้งหมดที่เล่ามาเกิดขึ้นในเซตติงห้องขังเท่านั้นด้วยนะ เราเลยรู้สึกว่าตัวหนังมันว้าวมาก ๆ และที่บอกว่ามันไปไกลกว่าประเด็นชนชั้นก็คือ The Platform สามารถตีแผ่ปัญหากฎหมาย คอร์รัปชัน และการลุกขึ้นประท้วง ไปพร้อม ๆ กับการนำเสนอพฤติกรรมดิบของมนุษย์ได้อย่างกลมกล่อม
 
ที่เราประทับใจที่สุดคือช่วงสุดท้าย ที่คนดูจะได้พบกับตัวละครเหนือความคาดหมาย ซึ่งเวิร์กมาก ๆ ทั้งในการเล่าเรื่องในหนัง และการแทนค่าเป็นกลุ่มคนจริง ๆ ในสังคม แสดงให้เห็นว่าระบบพัง ๆ ส่งผลกระทบต่อคนแต่ละกลุ่มไม่เท่ากัน และจะมีคนที่บอบช้ำกว่ากลุ่มอื่นเสมอ
 
YouTube video
 
'มิตรภาพของเราจะค่อย ๆ เสื่อมลง จนสุดท้ายเราจะระแวงกันเอง และลงเอยด้วยความรุนแรงในที่สุด' คืออีกหนึ่งโมโนล็อกเด็ดในเรื่อง ที่เราได้ยินแล้วอยากยิ้มแห้ง ๆ ให้ตัวเองสักหนึ่งที โดยที่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะหนังมันเขียนบทมาได้คมคายโดนใจ หรือมันกำลังสะท้อนภาพจริงและล้อชีวิตเราอยู่กันแน่
 
เล่ามาขนาดนี้แล้ว ลองไปดูด้วยตัวเองเลยดีกว่าจ้ะแม่
 
The Platform สตรีมทั่วโลกแล้วทาง Netflix
 
YouTube video
AdSense
AdSense
AdSense