Skip to main content
AdSense

ชวนดู The Half of It เรื่องราวของวัยรุ่นในเมืองที่ไม่มีอะไรเลย ยกเว้นหัวใจ

ความเควียร์ที่คุณคู่ควร

ชวนดู The Half of It เรื่องราวของวัยรุ่นในเมืองที่ไม่มีอะไรเลย ยกเว้นหัวใจ
May 3, 2020 Bangkok time
Netflix เดือนนี้เริ่มต้นได้ดีมาก ๆ กับหนังรักมัธยมของวัยรุ่น The Half of It รักครึ่ง ๆ กลาง ๆ หนังคัมแบ็กของ อลิซ วู (อู่ซือเวย) ผู้กำกับอเมริกันเชื้อสายจีน ที่เคยทำผลงานเปิดตัวได้สวยงามกับเรื่อง Saving Face เมื่อปี 2004 ที่ตอนนั้นเธอทั้งเขียนบทและกำกับ เกี่ยวกับชีวิตของตัวละครเอเชียนในอเมริกา ที่มีเพศสภาพไม่ตรงกับที่ครอบครัวคาดหวัง กลับมาคราวนี้ เธอก็ยังรับหน้าเขียนบทและกำกับ เพิ่มเติมด้วยการอำนวยการสร้างไปด้วยเลย The Half of It เลยไม่เพียงเป็นการกลับมาสร้างผลงานของอลิซเท่านั้น แต่มันเป็นการดึงเอาหนังสไตล์ที่เธออยากนำเสนอ นั่นก็คือความเอเชียน ความเควียร์ และความอบอุ่นในครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ กลับมาอีกครั้ง และคราวนี้มันก็ลงตัวและสดชื่นเอามาก ๆ
 
เราไม่แน่ใจว่าทำไมชื่อไทยของหนังเรื่องนี้ถึงเป็น รักครึ่ง ๆ กลาง ๆ แล้วเราก็แอบไม่เห็นด้วยด้วยนะ เพราะพอดูหนังไปแล้ว ความครึ่ง ๆ กลาง ๆ ที่ว่าไม่ได้หมายถึงความรักซะหน่อย แถมตัวเรื่องยังเปิดมาด้วยวิวาทะความรักจากซิมโพเซียมของ เพลโต ที่เล่าถึงการที่เทพเจ้าซูสต้องการลดความหยิ่งทะนงของมนุษย์ลง โดยการตัดพวกเขาออกเป็น 2 ส่วน ทำให้มนุษย์ต้องถวิลหา 'อีกครึ่งหนึ่ง' ที่ถูกตัดออกไปเสมอ ซึ่งพอเปิดมาอย่างนี้ สิ่งที่เราเห็นในตัวอย่างหนังว่ามันเป็นเรื่องรักสามเส้าเราสามคนนั้น ก็จะถูกปัดตกไปประมาณนึง และ The Half of It ก็พัฒนาตัวเองเป็นบทกวีนิยามความรักฉบับวัยรุ่นที่ย่อยง่ายและอบอุ่นหัวใจขึ้นมาทันที
 
 
แน่ล่ะ แก่นของเรื่องนั้นยังเป็นเด็กเรียนเก่งเกรดเอที่ไปรับปากช่วยเพื่อนเขียนจดหมายจีบหญิง โดยตัวเธอค่อย ๆ เข้าใจความรู้สึกตัวเองว่าก็กำลังตกหลุมรักผู้หญิงคนเดียวกันนั้นอยู่ แต่เรื่องระหว่างทาง -หรือในที่นี้จะเรียกว่าเรื่องระหว่างบรรทัดก็น่าจะได้- กลับนำเสนอวิถีชีวิตของครอบครัวผู้อพยพ บรรยากาศในเมืองเล็ก ๆ ที่ดูไร้อนาคต รวมถึงหลักศาสนาที่ทุกคนยึดถืออย่างเคร่งครัด (ซึ่งก็ทำให้พวกเขามอง 'ความรัก' จากแค่มุมเดียว และไม่เปิดพื้นที่ให้การค้นหา 'อีกครึ่งที่หายไป' ในแบบอื่น) ได้ชัดเจน
 
 
 
สิ่งที่เราชอบมาก ๆ คือการเล่นกับความไม่มีอะไรเลยในเมือง สควอเฮมิช นี่แหละ เพราะในความไม่มีอะไรเลย และคนที่เรียนเก่ง ดูมีอนาคต น่าจะอยากรีบจบมัธยมแล้วหนีไปให้ไกลที่สุดแบบนี้นั้น แต่ตัวละครในเรื่องกลับผูกหัวใจไว้กับเมืองนี้ด้วยเหตุผลต่าง ๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นกิจการที่บ้าน พ่อแม่ หรือคนที่รัก และความรู้สึกนึกรักอะไรสักอย่างที่โคตรจะไม่เพอร์เฟกต์แต่ทำให้เราพ่ายแพ้ได้เหลือเกินนี้ มันเข้าถึงคนดูในแบบที่หนังน้อยเรื่องจะทำได้ ซึ่งก็ยิ่งทำให้ The Half of It เป็นผลงานที่มีคุณค่าและมีผลต่อใจ ที่เราอยากชวนให้ชาวซอยมิลค์ได้ดูจริง ๆ
 
ส่วนตัวเราชอบบทพูดฉลาด ๆ จังหวะโยนคำพูดไปมาระหว่างตัวละครที่ลงล็อกมาก ๆ รวมถึงความรู้สึกที่ได้ตอนหนังจบที่ว่า เราจะเป็นตัวเองยังไงก็ได้ หรือแม้แต่ 'เราจะเป็นครึ่งนี้' ยังไงก็ได้ ขอให้เรากล้าหาญและซื่อตรงต่อตัวเองที่สุด และแม้ว่าชีวิตนี้เราจะเจออีกครึ่งหนึ่งที่หายไปหรือไม่ ความรักจะเติบโตได้เสมอในทุกที่ ถึงจะเป็นที่ที่ไม่มีอะไรเลยก็ตาม
 
The Half of It สตรีมทั่วโลกแล้วทาง Netflix
 
YouTube video
AdSense
AdSense
AdSense