ทีแรกที่เห็นว่าสารคดี The End of the Storm ที่ว่าด้วยการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกของทีมลิเวอร์พูลท่ามกลางวิกฤติโควิด มีคิวเข้าฉายในบ้านเรา เราก็คิดไปก่อนแล้วว่าหนังเรื่องนี้จะเป็นหนังเฉพาะกลุ่ม ที่มีไว้ให้สาวกหงส์แดงดูกันเองปลื้มกันเองเท่านั้น แต่พอมาได้ดูจริง ๆ เราพบว่ามันเป็นมากกว่านั้นมาก ในฐานะคนดูบอล (ที่ไม่ได้เชียร์ลิเวอร์พูล) เราว่าหนังเรื่องนี้สื่อสารออกมาได้น่ารัก และนำเสนอได้อย่างเข้าใจหัวอกแฟนกีฬาดีเหลือเกิน

The End of the Storm เล่าถึงความเป็นมา (โดยย่อ) ของสโมสรลิเวอร์พูล โดยเน้นย้ำที่ภาวะ 'ชะงักงัน' ในยุคหลัง ๆ ที่เหมือนกับว่าการกลับไปสู่ยุครุ่งเรืองของทีมอย่างในทศวรรษก่อน ๆ จะเป็นเรื่องไกลเกินเอื้อมไปแล้ว ที่พิเศษมาก ๆ คือการเล่าทั้งหมดนี้ไปควบคู่กับการเล่าเรื่องราวของแฟนบอลจากทั่วโลก คนธรรมดาทั้งหลายที่เป็นตัวแทนของเรา ๆ ท่าน ๆ คนดูบอลทุกคน ซึ่งยิ่งทำให้สารคดีกีฬาที่ไม่น่าจะเล่าอะไรได้มาก กลับ 'พูด' กับหัวใจเราได้แบบใกล้ชิดและตรงไปตรงมาสุด ๆ

ท่ามกลางผลงานที่แสนย่ำแย่ แฟนบอลรู้สึกยังไงกับทีมบ้าง? ท่ามกลางฤดูกาลแข่งขันที่ไม่เป็นใจ นักเตะกำลังพยายามก้าวข้ามอะไรอยู่บ้าง? อะไรทำให้พวกเขาทั้งหมดยังยึดเหนี่ยวหัวใจไว้กับสิ่งสิ่งเดียว และทำไมสิ่งนั้นมันถึงได้มีค่า ถึงได้น่าหวงแหนนักหนา? อะไรที่ทำให้ลิเวอร์พูลเป็นลิเวอร์พูลในวันนี้ คนดูจะได้รับรู้และเข้าใจผ่านการเล่าเรื่องที่ย่อยง่าย แถมยังเต็มไปด้วยอารมณ์ขัน

คงมีไม่กี่ครั้งที่เราจะได้เห็นเหล่านักเตะและกุนซืออย่าง เยอร์เกน คลอปป์ มาบอกเล่าถึงเรื่องราวในชีวิตของพวกเขาอย่างเป็นกันเองแบบนี้ ตั้งแต่ที่เริ่มเล่นฟุตบอล เริ่มรักฟุตบอล และเริ่มใช้อาชีพบนเส้นทางสายฟุตบอล หรือความจริงแล้ว ที่หนังมันสื่อสารออกมาได้ดีขนาดนี้ เป็นเพราะคนถ่ายทอดเรื่องราวก็เต็มไปด้วยความรักในฐานะแฟนกีฬาด้วยเหมือนกันนะ? เท่ากับว่า The End of the Storm ก็แทบไม่ต่างจากการส่งต่อความรักจากผู้เล่นถึงผู้ชม จากสโมสรถึงแฟน ๆ และจาก 'ทัพหน้า' ถึง 'หลังบ้าน' ในทุก ๆ มุมโลก

"ผมคงตายตาหลับแล้ว พวกเขาได้แชมป์แล้ว" แฟนบอลรุ่นพ่อคนหนึ่งพูดขึ้น หลังจากที่ฤดูกาลพรีเมียร์ลีกอันยาวนาน (และเต็มไปด้วยปัญหา) จบลง เหมือนกับว่าเขารอโมเมนต์นี้มาทั้งชีวิต เช่นเดียวกันกับที่ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันทีม ชูถ้วยแชมป์ขึ้นเหนือศีรษะ และโห่ร้องดีใจอย่างเต็มที่กับเพื่อน ๆ ในทีม เหมือนกับพวกเขารอคอยมันมาทั้งชีวิต การร้อยเรียงเรื่องราวเหล่านี้คือความเรียบง่ายที่ทรงพลัง ที่หนังทำออกมาได้ดีจริง ๆ

เราเชื่อว่าสำหรับแฟนบอลจำนวนมาก การดำเนินไปของเกม ฤดูกาลแข่งขัน และผลงานของทีมโปรด เป็นหนึ่งในปัจจัยที่พวกเขานำมาใช้ขับเคลื่อนชีวิตในแต่ละวัน ซึ่งหนัง The End of the Storm ไม่ใช่แค่จะทำให้เห็นว่า 'คุณไม่ได้เป็นอย่างนั้นอยู่คนเดียว' เท่านั้น แต่ยังบอกด้วยว่า 'ความรักที่แฟนบอลทุ่มเทให้กับทีมก็เป็นหนึ่งใจปัจจัยที่นักเตะนำมาใช้ขับเคลื่อนชีวิตของพวกเขาด้วยเช่นกัน' และมันไม่เคยเป็นรักข้างเดียวเลย... แม้แต่ครั้งเดียว

เราเชื่อว่าไม่ว่าจะสำหรับใครก็ตาม ไม่ว่าจะต้องผ่านลมพายุรุนแรงเท่าไหร่ ถ้ามีลมใต้ปีกคอยพยุงไว้ สุดท้ายก็จะฝ่าฟันไปได้ทุกอย่าง นั่นคงเป็นลักษณะความสัมพันธ์ของทีมลิเวอร์พูลกับแฟน ๆ นั่นคงเป็นความสัมพันธ์ของคนที่รักและหวังดีต่อกัน ใช่ไหมล่ะ?
The End of the Storm เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ 28 ม.ค.
