การที่สิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ จะเกิดขึ้นได้ ย่อมต้องผ่านการลองผิดลองถูกนับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งช่วงเวลา 'ลองผิด' นี้เองที่เป็นภาวะที่น่าเหนื่อยหน่ายสำหรับนักประดิษฐ์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะยุคไหนสมัยไหน ซึ่งหนังลงโรงสัปดาห์นี้อย่าง Tesla เทสลา คนล่าอนาคต จะพาเราไป Re-imagine ชีวิตของ นิโคลา เทสลา นักประดิษฐ์ผู้คิดค้นไฟฟ้ากระแสสลับ ที่ล้มลุกคลุกคลานในเส้นทางสายนวัตกรรมตลอดชีวิตของเขา แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ควร เพราะเทคโนโลยีในยุคนั้นพัฒนาไม่ทันไอเดียของเขา ทำให้ผู้คนไม่นิยมหรือเห็นค่าในสิ่งที่เทสลาพยายามนำเสนอ

ที่เราบอกว่าหนังเรื่องนี้พาไป Re-imagine ก็เพราะมันถูกบอกเล่าอย่างกึ่งร่วมสมัย มีการเติมแต่งดีเทลด้วยอุปกรณ์ล้ำ ๆ ที่แม้จะดูผิดยุคจากคาแรกเตอร์ทั้งหลายในเรื่อง แต่ถือว่าเป็นองค์ประกอบที่กล้าหาญ จัดจ้าน และมีสไตล์เอามาก ๆ ดูเผิน ๆ เหมือนผู้ชมกำลังนั่งดูละครเวทีร่วมสมัยสักเรื่อง เล่าถึงความเป็นไปของชีวิตนักประดิษฐ์ที่มีชีวิตอยู่เมื่อร้อยปีก่อน พร้อม ๆ กับยกย่องสรรเสริญสิ่งที่เขาทำไปด้วย ถึงการยกย่องนี้จะมาช้าไปมากก็เถอะ
ว่ากันตรง ๆ Tesla ไม่ใช่ผลงานที่หวือหวาหรือน่าติดตามนัก ถ้าจะมองมันเป็นหนังชีวประวัติสักเรื่อง แต่ถ้าจะมองเป็นงานศิลปะ ก็ถือได้ว่าเป็นชิ้นงานที่โดดเด่นและคู่ควรกับนักประดิษฐ์คนสำคัญผู้ที่เกิดมาก่อนยุคสมัยอย่างมาก ซึ่งมันไม่มีเวลาไหนแล้วที่จะเหมาะสมกับการเฉลิมฉลองการคิดค้นของเทสลาไปมากกว่าตอนนี้แล้ว และในความเป็นจริง "โลกยุคปัจจุบันนี้อาจเป็นโลกที่เทสลาเคยฝันถึงมาก่อนแล้วก็ได้"
Tesla เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ 24 ก.ย.
