Skip to main content
AdSense

Rose Hartman และ Homme Less อีกด้านของโลกแฟชันที่ไม่เคยเห็น

เส้นทางชีวิตที่ออกนอกรันเวย์

Rose Hartman และ Homme Less อีกด้านของโลกแฟชันที่ไม่เคยเห็น
July 9, 2017 Bangkok time
ช่วงนี้ที่ Bangkok Screening Room จะคึกคักสำหรับคอหนังแฟชันเป็นพิเศษ เพราะทางโรงหนังอิสระแถวย่านศาลาแดงแห่งนี้ตัดสินใจนำภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับแฟชันเข้าฉายพร้อมกันถึง 2 เรื่อง นั่นคือ The Incomparable Rose Hartman และ Homme Less ที่เรื่องหลังนี้ Documentary Club จัดฉาย exclusive ที่ Bangkok Screening Room ที่เดียวเท่านั้น
 
ความน่าสนใจของทั้งสองเรื่องคือการนำเสนอความไม่สมบูรณ์แบบของโลกแฟชันที่มีหลากหลายชีวิตมาอยู่รวมกันผ่านสายตาของช่างภาพที่มองโลกสวยงามนี้ผ่านเลนส์กล้อง และทำให้รู้ว่าชีวิตของคนที่ว่ายวนอยู่ในนั้นไม่ได้สวยงามอย่างที่เห็นจากภาพภายนอก แต่ก็มีเสน่ห์จนทำให้เราอยากติดตามจนยากจะถอนสายตาออกไป
 
แต่ก่อนที่จะดูหนัง เรามาทำความรู้จักกับทั้งสองบุคคลสุดแหวกที่ผู้กำกับหนังสารคดีตัดสินใจตามติดชีวิตทั้งสองคนให้มากขึ้นกันก่อนดีกว่า และขอเตือนไว้ก่อนว่ามีสปอยล์นะ

Rose Hartman คือใคร

 
หากเอ่ยชื่อ Rose Hartman ช่างภาพคุณยายวัย 80 ปีขึ้นมาในไทย หลายคนอาจจะไม่คุ้นหูชื่อของเธอสักเท่าไหร่นัก แต่สำหรับคนในแวดวงแฟชันนิวยอร์กแล้วต่างรู้จักเธอเป็นอย่างดีจากการที่เธอเป็นช่างภาพตามติดกองรันเวย์แบรนด์ต่างๆ และปาร์ตี้คนดังในยุค 70s-80s จนได้ชื่อว่าเป็นช่างภาพแนวสารคดีแฟชั่นคนแรกๆ ของนิวยอร์กเลยทีเดียว
 
โรสที่ตัดสินใจทิ้งอาชีพครูมาเป็นช่างภาพเพราะเธอหลงใหลในแฟชั่น เป็นคนแรกที่เริ่มหันมาสนใจกับเสน่ห์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นอยู่หลังฉากรันเวย์ในขณะที่ช่างภาพทุกคนต่างยังสนใจกับเรื่องราวหน้าม่านภาพของเธอจึงเป็นภาพที่เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวาของเหล่าดีไซเนอร์และนางแบบที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน
 
 

Mark Reay คือใคร?

 
Mark Reay คือช่างภาพไร้บ้านแต่ไม่เคยไร้สไตล์ เขาก้าวจากการเป็นบัณฑิตมหาวิทยามาเป็นนายแบบหนุ่มหล่อจากเมืองนิวเจอร์ซีย์ ผู้เคยผ่านการเดินแบบให้กับแบรนด์ดังมากมายทั้งในนิวยอร์กและยุโรปในช่วงทศวรรษที่ 80s แต่การใช้ชีวิตอิสระตามความฝันอย่างที่ใจต้องการทำให้เจ้าตัวต้องกลายมาเป็นคนไร้บ้าน
 
แต่แทนที่เรย์จะหันหลังให้กับสิ่งที่เขารักและไปทำอย่างอื่น เขากลับเลือกที่จะทิ้งสิ่งที่มนุษย์ทุกคนหวงแหนนั่นคือบ้าน และไปนอนบนดาดฟ้าอันหนาวเหน็บเพื่อแลกกับการได้อยู่ในบ้านหลังใหญ่ที่เขารักมากกว่านั่นคือ ได้ทำงานในวงการแฟชั่นและวงการบันเทิงในนิวยอร์ก ถึงขนาดที่ใบปิดหนังใช้ประโยคที่ว่า "หนุ่มที่หลับนอนกับนิวยอร์ก"
 
 
และสำหรับใครที่ยังไม่ได้ดู นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราถึงควรดูหนังสองเรื่องนี้ แม้ว่าคุณจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับแวดวงแฟชันเลยก็ตาม

 

ทำตาม passion แล้วจะเจอทางของตัวเอง

 
อย่างที่เกริ่นไว้ตอนแรกว่าโรสเป็นคนริเริ่มติดตามถ่ายภาพคนดังในงานแฟชัน และงานเลี้ยงปาร์ตี้ต่างๆ ที่หากมองเผินๆ ก็อาจจะคล้ายกับการเป็นช่างภาพปาปารัซซี่ในยุคนี้ แต่สำหรับเธอ งานของเธอคือการติดตามเก็บภาพคนดังเหล่านี้เพื่อแสดงตัวตนที่แท้จริงของพวกเขาในยามที่ไม่ได้อยู่หน้าแสงสปอตไลท์
 
เธอทำโดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าภาพนั้นจะไปลงที่ไหนอย่างไร แต่สุดท้ายก็เริ่มมีหนังสือสนใจในสไตล์การถ่ายภาพของเธอซึ่งตอนนี้กลายเป็นภาพทรงคุณค่าไปแล้ว เพราะภาพของเธอเป็นเหมือนกับ Time Capsule ที่เก็บรวบรวมเรื่องราวต่างๆ ของคนดังในวงการแฟชันที่เธอเรียกว่า “ป่าชีฟอง” ในช่วงปี 70s-80s ซึ่งเป็นยุคแรกๆ ที่วงการแฟชันของนิวยอร์กกำลังเฟื่องตามรอยมหานครปารีสที่ครองแชมป์เมืองแฟชันมานานนับศตวรรษ
 
ส่วนเรย์นั้น เขาผสมผสานสิ่งที่เขาทำได้เข้ากับสถานการณ์ชีวิตที่มองว่าเขาจะสามารถทำงานอะไรได้บ้างเพื่อให้ได้อยู่ในวงการที่เขาหลงใหล นั่นคือการทำงานเป็นช่างภาพเก็บบรรยากาศงานแฟชั่นสลับไปกับการทำงานเป็นนักแสดงแม้จะเป็นเพียงแค่ตัวประกอบก็ตาม
 
 

กัดไม่ปล่อย

สำหรับคนที่เคยสัมผัสกับโรสมาตลอด 5 ทศวรรษไว่าจะเป็นดีไซเนอร์ตลอดจนเพื่อนสนิททั้งหลายต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าเธอเป็นช่างภาพตัวเล็กที่มีทั้งความดื้อและความแสบ ผู้พร้อมจะบุกไปทุกที่ที่เธอต้องการโดยใช้การเอาตัวรอดแบบที่โชคมักเข้าข้างเธอเสมอ โดยเฉพาะบรรยากาศที่ Studio 54 อดีตคลับชื่อดังระดับโลกที่มีคนดังไปเยือนทุกค่ำคืนจนทำให้ได้ชื่อว่าเป็นคลับที่เข้ายากที่สุดในโลกด้วยเช่นกัน เพราะคนคุมคลับจะให้คนแต่งตัวมีสไตล์ดีที่สุดเท่านั้นที่ได้เข้าไป และแน่นอนว่าเธอสามารถพาตัวเองเข้าไปอยู่ในงานเลี้ยงเหล่าคนดังเหล่านั้นได้ไม่ว่าเธอจะได้รับเชิญหรือไม่ได้รับเชิญก็ตาม
 
ผลที่ตามมาคือภาพของเธอมักเป็นภาพเด็ดๆ ของคนดังที่ไม่เคยมีใครถ่ายได้ และกลายเป็นภาพในตำนานหลายภาพ เช่นภาพของมิก แจ็กเกอร์ นักร้องนำวง Rolling Stone กับ เบียงกา แจ็กเกอร์ ภรรยาของเขาแบบสุดใกล้ชิด หรือจะเป็นศิลปินดังอย่างแอนดี วอร์ฮอล เคท มอสส์ และจอห์นนี เดปป์
 
Mick Jagger และ Bianca 
 
Jerry Hall และ Andy Warhol

จงตามความฝันและพร้อมรับความผิดหวัง

โรสเองยอมทิ้งอาชีพครูที่เธอเคยทำเพื่อทำตามความฝันในสิ่งที่เธอชอบคือการถ่ายภาพ ขณะที่เรย์ที่หลังจากหมดอายุงานเป็นนายแบบหนุ่ม เขาก็ไม่ยอมแพ้ที่จะได้อยู่ในวงการด้วยการพยายามหางานที่ตัวเองถนัด เพื่อนำรายได้มาใช้ชีวิตอยู่กับวงการแฟชันที่เขาหลงใหล ขณะที่โรสนั้น เธอรู้เพียงแต่ว่าเธออยากถ่ายทอดเสน่ห์ของคนดังเหล่านี้ให้ออกมาอย่างตรงไปตรงมาที่สุด 
 
หนังเรื่อง Homme Less จะแสดงให้เราเห็นเลยว่า การเดินตามความฝันนั้นมีความเสี่ยง และไม่ได้สวยงามเสมอไปหากไม่มีการวางแผนที่ดี สำหรับตัวเรย์เองแล้วน่าจะเป็นตัวอย่างดีที่สุดที่หากเราทำตามความฝันโดยไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนจนเกิดความผิดพลาด ก็อาจจะทำให้ตัวเองต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากจะเลี่ยง นั่นคือการเป็นคนไร้บ้าน แต่เรย์ก็พร้อมที่จะสู้ต่อเพื่อให้เขาได้ใช้ชีวิตที่อยากจะมี ไม่ว่าจะเป็นอาหารมื้อหรู สมาชิกฟิตเนส ตลอดจนเสื้อผ้าหรู และรองเท้าเงาวับกับลุคที่คนมีบ้านหลายคนยังต้องอาย 
 
 

อย่าสูญเสียสไตล์ตัวเอง

ระหว่างที่ทำงานนั้น โรสเองก็เคยถูกคนในวงการนินทาและกล่าวขานถึงความแสบและปากร้ายของเธอในการเข้าไปถ่ายรูปที่งานต่างๆ ว่าเป็น Tasmanian Devil สัตว์ป่าตัวเล็กๆ ที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศแทสมาเนีย เพราะเข้ากับบุคลิกความเป็นสาวตัวเล็กคล่องแคล่วแต่พร้อมจะสู้ทุกอย่างตรงหน้าทุกอย่างเพื่อให้ได้ภาพที่ต้องการมา จนตอนนี้กลายเป็นยี่ห้อของเธอไปแล้ว
 
 
ขณะที่เรย์เองก็ไม่ยอมให้อุปสรรคความขัดสนที่เขามีมาทำให้เขาสูญเสียความเป็นหนุ่มมาดเนี๊ยบหรูที่เจ้าตัวมีมาตลอด ซึ่งเราถือว่าเป็นความที่ทั้งสองคนอยู่อย่างมีเกียรติความภูมิใจในตัวเอง และอย่าปล่อยให้คนอื่นมาตัดสินในสิ่งที่เราเป็น เพราะทั้งสองต่างเลือกเส้นทางชีวิตที่ตัวเองต้องการแล้ว
 
 

Exhibition: เพื่อให้เข้ากับธีมหนังช่างภาพแฟชัน ทาง Bangkok Screening Room ก็ตัดสินใจจัดนิทรรศการภาพถ่ายขึ้นมา 2 งานพร้อมกัน โดยชิ้นแรกเป็นงานชื่อ Untitle ของช่างภาพมือหนึ่งของนิตยสาร A Day อย่าง คเชนทร์ วงศ์แหลมทอง ที่นำเอาภาพถ่ายแฟชันนอกเซ็ตที่เขาเคยถ่ายไว้ในสไตล์ mix and match แบบเดียวกับเสื้อผ้าแบรนด์ของเขาเองในชื่อ Yeddo ที่จะมีกลิ่นอายย้อนยุคแบบเชยๆ แต่ เชย+เชย กลับออกมาคูลได้อย่างน่าสนใจ
 
 
 
ส่วนอีกงานชื่อ "จิต" ของศิลปินช่างภาพขวัญใจชาว Instagram อย่าง Peduckk หรือ ชญานี ชมแสงจันทร์ ที่นำเอากระจกมาเป็นตัวกลางในการสื่อความหมายต่อมุมมองการใช้ชีวิต โดยใช้กระจกสื่อถึง "จิต" ของตัวเองที่หากสะท้อนไปทางไหน ไม่ว่าจะเป็นด้านลบ หรือด้านบวก ก็จะส่งผลต่อมุมมองการใช้ชีวิตทั้งนั้น 
 
ภาพยนตร์ และนิทรรศการมีให้ชมจนถึงวันที่ 23 ก.ค.นี้ที่ Bangkok Screening Room อาคาร Woof Pack ซอยศาลาแดง 1 สามารถเช็ครอบหนังได้ที่ bkksr.com โทร. 090-906-3888

 

AdSense
AdSense
AdSense