เป็นผลงานที่แค่คำโปรยก็ปล่อยหมัดฮุกใส่คนดูเข้าเต็ม ๆ แล้ว สำหรับ Plan 75 วันเลือกตาย ที่ชวนเราตั้งคำถามว่า "เมื่อคุณอายุ 75 ปี คุณจะเลือกอยู่หรือตาย?" โดยหนังฝีมือของ จิเอะ ฮายะคาวะ เรื่องนี้ ได้แรงบันดาลใจจากเหตุการณ์จริงที่เธอรับรู้มาเมื่อปี 2016 ที่มีชายคนหนึ่งบุกเข้าไปในสถานอนุบาลคนพิการและฆ่าคนไปร่วม 20 คน โดยให้เหตุผลว่า 'คนพิการเป็นภาระสังคม' และการกระทำของเขานั้นดีต่อสังคมแล้ว เธอเลยลองมาคิดต่อว่าญี่ปุ่นที่กำลังประสบปัญหาสังคมสูงวัยก็ต้องทำให้คนจำนวนหนึ่งมีความรู้สึกในทำนองเดียวกัน (แม้จะไม่ได้ลุกขึ้นมาฆ่าใครก็ตาม) ทำให้เธอเริ่มออกไปสัมภาษณ์ผู้สูงวัยจริง ๆ และพบว่ามีจำนวนมากที่กลัวการอยู่คนเดียว หลงลืม และช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ รวมถึงอยากจะมี 'ทางเลือก' ให้พวกเขาไม่ต้องประสบปัญหาเหล่านั้น

Plan 75 เล่าถึงญี่ปุ่นในอนาคตไม่นานจากนี้ ที่ประชากรวัยแรงงานต้องแบกรับภาระเลี้ยงดูผู้สูงวัยในสังคมที่ส่วนใหญ่ไม่ได้ประกอบอาชีพใด ๆ และยังรับเบี้ยคนชราจากรัฐอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดกระแสทำร้ายผู้สูงวัยอยู่เรื่อย ๆ คล้ายกับว่ากลุ่มคนเหล่านี้เริ่มไม่เป็นที่ต้องการของคนรุ่นหลังอีกต่อไป รัฐบาลญี่ปุ่นเลยออกนโยบายให้คนที่อายุเกิน 75 ปี สามารถตัดสินใจจบชีวิตตัวเองได้ โดยรัฐจะออกเงินค่าใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายให้ รวมถึงจัดการทุกอย่างแทน ทั้งขั้นตอนการลาโลก การเก็บกวาดตามหลัง และการส่งคืนที่อยู่อาศัยให้กับผู้ให้เช่า



หลัก ๆ แล้ว เรื่องนี้พาเราไปดูการดำเนินนโยบายนี้ผ่านตัวละคร 3 ตัว กับ 3 มุมมอง คือคุณยายที่มีสิทธิ์ร่วมโปรแกรมที่ว่านี้ หนุ่มพนักงานขายโปรแกรมที่ญาติผู้ใหญ่ของตัวเองลงทะเบียนเข้าร่วม และแรงงานชาวฟิลิปปินส์ที่ทำหน้าที่เคลียร์ศพของผู้เข้าร่วมโปรแกรม ซึ่งในความรู้สึกเรา การเลือกมองจากหลายมุมมองแบบนี้ มันเหมือนจะเป็นตัวแทนของทั้งวัยชราและวัยหนุ่มสาวได้เลยนะ ในขณะเดียวกัน การที่หนึ่งในตัวละครหลักเป็นชาวต่างชาติ มันยิ่งเพิ่มมิติของการเป็นคนนอก คือนอกสังคมญี่ปุ่นออกไปอีก แล้วมองเข้ามาเพื่อตั้งคำถามว่า 'คนญี่ปุ่นเขาเป็นแบบนี้กันหรือ?' และยิ่งไปกว่านั้นคือ 'คนในสังคมที่มอบหน้าที่การงานและชีวิตที่ดีให้ฉันอย่างโอบอ้อม เขาเป็นแบบนี้กันหรือ?'

แล้วถ้าจะขยายความคำว่า 'คนญี่ปุ่นแบบนี้' ที่ว่านั้น ก็ไม่ได้หมายความถึง Mindset ที่อยากให้ประชากรส่วนหนึ่งที่ไม่มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศเท่าไหร่รีบตายไปเท่านั้น แต่ยังรวมถึง Mindset ของผู้ที่ 'ถูกสังคมบอกให้ไปตาย' ซึ่งก็ยอมไปตายจริง ๆ เพื่อสังคม เพื่อคนรุ่นต่อไป และเพื่อ 'การจากโลกไปอย่างมีศักดิ์ศรี' ของตัวเองด้วย จริงอยู่ที่สำหรับผู้สูงวัยหลายคนยังเห็นความสวยงามของโลกใบนี้ แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่าสำหรับพวกเขา (อย่างน้อยก็ที่นำเสนอผ่านหนังเรื่องนี้) คือสภาพร่างกายของตัวพวกเขาเอง และบางครั้งความกลัวตายก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับ 'ความกลัวที่จะตายไปอย่างเงียบ ๆ ระหว่างทำกิจวัตรประจำวันตามปกติแล้วไม่มีใครมาเจอ' หรือกว่าจะมีใครมาเจอ สภาพก็ไม่น่าดูมาก ๆ แล้ว

เรื่องนี้เป็นผลงานที่ญี่ปุ่นส่งเข้ารับพิจารณาชิงรางวัลออสการ์ประจำปีนี้ และแม้ว่าสำหรับคอหนังชาวไทยที่คุ้นเคยกับจังหวะการเล่าเรื่องแบบฮอลลีวูดมากกว่าอาจจะไม่ถูกใจความเนิบช้าของ Plan 75 เท่าไหร่นัก แต่เราขอบอกตรงนี้เลยว่า นี่คือหนังที่จะกระตุกทุกความผิดชอบชั่วดีในใจคนเราได้แบบไม่ให้ทันตั้งตัวเลยทีเดียว แถมยิ่งกลายเป็นตัวช่วยในการตั้งคำถามกับตัวเราเอง และสังคมที่เราอยู่ รวมถึงความสัมพันธ์กับคนสูงอายุรอบตัวที่ดีมากด้วย ไม่ว่าจะสนิทกับครอบครัวหรือไม่ มีญาติผู้ใหญ่ที่ถ้าดูหนังแล้วจะทำให้นึกถึงหรือเปล่า ยังไงเราก็อยากแนะนำให้ชาวซอยมิลค์ให้โอกาสหนังเรื่องนี้ และเข้าไปสัมผัสประสบการณ์ 'วางแผนตาย' ในโรงดูสักครั้ง
Plan 75 วันเลือกตาย เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ วันที่ 8 ก.ย.

เครดิตข้อมูลบางส่วน Cineuropa