“ในขณะที่ผู้คนกำลังเร่งรีบกลับบ้าน หลังเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ามาทั้งวัน แต่วันของผมเพิ่งเริ่มขึ้น ร้านอาหารเที่ยงคืนคือชื่อที่คนเรียก รายการอาหารมีไม่มาก อยากกินอะไรผมจะทำให้ ถ้าผมทำได้ ลูกค้ามีเยอะไหมน่ะเหรอ? มากกว่าที่คุณคิดอีก”
นี่คือประโยคซิกเนเจอร์ของ Midnight Diner ภาพยนตร์ญี่ปุ่นที่สร้างจากการ์ตูนมังงะเรื่องดังของญี่ปุ่น Shinya Shokudō ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ของผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในกรุงโตเกียวผ่านร้านอาหารของมาสเตอร์ ผู้เปิดร้านตอนเที่ยงคืนของทุกวันจนถึง 7 โมงเช้า

Midnight Diner โด่งดังและสร้างปรากฎการณ์ก้าวข้ามจากการเป็นแค่การ์ตูนมังงะเกี่ยวกับอาหารที่ออกเผยแพร่ตั้งแต่ปี 2006 ก่อนทำเป็นหนัง และซีรีส์ดังที่ได้รับการสร้างติดต่อกันมานานหลายปี แถมยังถูกซื้อไปทำเป็นซีรีส์รีเมคในประเทศจีน และเกาหลีใต้
แต่นี่ถือเป็นครั้งแรกที่หนังเรื่องนี้ได้ฉายได้ไทย โดย Bangkok Screening Room โรงภาพยนตร์อิสระของกรุงเทพฯ ตัดสินใจนำเข้ามาฉายพร้อมกันถึง 2 ภาคในเวอร์ชั่น 2014 และ 2016

ทั้งสองเรื่องยังคงกลิ่นอายดั้งเดิมจากทั้งตัวมังงะ และซีรีส์ เพราะทั้งสองภาคได้ผู้กำกับคนเดิมอย่าง โจจิ มัตสึโอกะ ที่เป็นผู้กำกับทั้งภาพยนตร์ และซีรีส์มาตั้งแต่ปี 2011 (หลังจากที่ซีรีส์ออกฉายมาตั้งแต่ปี 2009) ซึ่งมาพร้อมกับฉากถนนเก่าๆ แคบๆ พร้อมสถานีตำรวจเล็กๆ แถมยังได้ คาโอรุ โคบายาชิ นักแสดงที่เล่นเป็นมาสเตอร์ในซีรีส์มารับบทมาสเตอร์มาดขรึมเหมือนเดิมด้วย
คงเป็นเหตุผลว่าทำไมหลายคนเกิดความสับสนว่าเป็นเรื่องเดียวกับซีรีส์ที่ออกฉายบน Netflix ด้วยเพราะนักแสดง และ mood ออกมาคล้ายกันเหลือเกิน
แต่สำหรับใครที่ยังไม่เคยดู นี่คือ 5 เหตุผลที่ทำให้ Midnight Diner เวอร์ชั่นภาพยนตร์ช่วยทำให้ชีวิตเรากลมกล่อมขึ้น
ชีวิตมุมเล็กในเมืองใหญ่

แต่ละค่ำคืนของมาสเตอร์มักเจอกับลูกค้าแปลกที่มีปมปัญหาชีวิตมาให้รับฟัง โดยมากลูกค้ากลุ่มนี้มักจะเป็นกลุ่มคนที่ตกหล่น หรือมีปัญหาที่คุยกับใครไม่ได้ สุดท้ายก็จะได้อาหารจานอร่อยของมาสเตอร์มาเยียวยาจิตใจ และหลายครั้งมักจะเป็นเมนูอาหารเอาแต่ใจด้วย เพราะนั่นคือปณิธานของมาสเตอร์ที่บอกไว้ว่า “ถ้าทำให้ได้ ก็จะทำให้”
เพศสภาพและการยอมรับ

สิ่งหนึ่งที่มักจะสังเกตได้คือไม่ค่อยเห็นชาวข้ามเพศออกมาให้เห็นในสังคมทั่วไปของญี่ปุ่น แต่ในร้านอาหารแห่งนี้ เราจะได้เห็นความน่ารักของตัวละครที่เป็นสตรีข้ามเพศเข้ามานั่งกินอาหารพร้อมพูดคุยกับลูกค้าคนอื่นๆ ที่กลายเป็นเพื่อนกันอย่างกลมกลืน แถมตัวละครหลักแต่ละตัวก็น่ารักเสียจนอยากจะเป็นเพื่อนจริงๆ
แทรกแซงหรือเฝ้ามอง

การเคารพความเป็นส่วนตัวในแบบฉบับญี่ปุ่นถูกถ่ายทอดออกมาในหนังผ่านคาแรคเตอร์ของลูกค้าประจำที่พร้อมจะนินทา หรือตั้งข้อสงสัยลูกค้าหน้าใหม่ แต่ในขณะเดียวกันก็พร้อมที่จะยื่นมือเข้าช่วยเหลือ หรือแม้แต่การเฝ้ามองอยู่แต่เพียงห่างๆ ของมาสเตอร์ ก็ทำให้ที่แห่งนี้เป็นเหมือน shelter ให้แต่ละคนได้นั่งพักคิดทบทวนปัญหาจนหาทางออกได้ในที่สุด
กินข้าวกับคนแปลกหน้าก็อร่อย

เพราะความดีงามของ Midnight Diner ไม่ได้หยุดอยู่แค่อาหาร แต่เป็นการเรียนรู้เรื่องราวปมปัญหาของตัวละครต่างๆ ที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาสร้างมุมมองอีกด้านของชีวิตให้เราได้ขบคิด และเรียนรู้ความแตกต่าง แถมมุมกล้องที่ทำให้เราได้เหมือนนั่งกินด้วยยิ่งทำให้เรารู้สึกใกล้ชิดเหมือนนั่งข้างในร้านเลยทีเดียว
อาหารปลอบใจได้

เสน่ห์ของเรื่องนี้คงจะหนีเรื่องอาหารไปไม่ได้ และถือเป็นคาแรคเตอร์ของหนังเลยคือตัวละครจะมีเมนูโปรดของตัวเอง เมื่อได้ยินเสียงทอด เสียงน้ำเดือด เสียงหั่นผัก หรือหักตะเกียบ พร้อมคำพูดตื่นเต้นก่อนจะตักอาหารคำแรกเข้าปาก นี่คือช่วงเวลาที่เราได้จดจ่อกับอาหารจานโปรดตรงหน้าจนลืมปัญหารอบตัว และได้ความสุขของตัวเองกลับมาในเสี้ยวหนึ่งของวันอันยาวนาน
เพราะต่อให้ชีวิตไม่อร่อย แต่ขอให้อาหารอร่อย ก็มีแรงสู้กับวันใหม่แล้ว
ฉายตั้งแต่วันนี้ - 27 มิ.ย. ที่ Bangkok Screening Room ซอยศาลาแดง 1 ถนนพระราม 4 เวลาทำการ อังคาร-พฤหัสบดี 15:30-00:00 น. ศุกร์ 13:00-00:00 น. และเสาร์-อาทิตย์ 10:30-00:00 น. โทร. 094-125-9906 BTS ศาลาแดง ทางออก 4 และ MRT ลุมพินี ทางออก 2 bkksr.com

ที่ Bangkok Screening Room ยังทำฝันคนชอบหนังอาหารเป็นจริงด้วยการเสิร์ฟเมนูเด็ดจากหนังนั่นคือ Spaghetti Neapolitan (175 บาท) สูตรแบบเดียวกับมาสเตอร์ที่เสิร์ฟมาบนไข่เจียวกะทะร้อน เราแนะนำให้ดูหนังก่อนแล้วค่อยมาชิม เพราะจะเพิ่มอรรถรสให้มากขึ้นอีกเท่าตัว