Skip to main content
AdSense

ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะรัก (หนังเรื่องนี้) Love, Simon กับปรากฎการณ์รักไม่จำกัดเพศ

อยากส่งอีเมลหาบลู

ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะรัก (หนังเรื่องนี้) Love, Simon กับปรากฎการณ์รักไม่จำกัดเพศ
June 1, 2018 Bangkok time
เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เชื่อว่าใครที่เดินเข้าร้านหนังสือบ่อย ๆ ต้องคุ้นตาหนังสือปกสีแดงชื่อเรื่อง Simon vs Homosapien Agenda อยู่บนชั้น Bestseller อย่างแน่นอน และในที่สุดจากหนังสือขายดีเล่มนั้นก็กลายมาเป็นภาพยนตร์เข้าฉายในโรงให้เราได้ดูกัน แต่สำหรับในไทยนั้นต้องยอมรับว่ากระแสเงียบเหลือเกิน จนหลายคนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีหนังเรื่องนี้เข้าฉาย ทั้ง ๆ ที่คำวิจารณ์นั้นอยู่ในระดับดีมาก อาจเป็นเพราะที่จริงหนังเรื่องนี้จะเข้าโรงตั้งแต่เดือนเมษายนแล้ว แต่อยู่ ๆ ทางผู้จัดจำหน่ายก็เลื่อนการฉาย และพอมาฉายจริงก็เข้าเพียงแค่ 2 โรงภาพยนตร์vอย่างพารากอน และเซ็นทรัลเวิลด์เท่านั้น
 
 
วันนี้เราจึงจะมาพูดถึง Simon vs Homosapien Agenda หรือในชื่อเวอร์ชั่นภาพยนตร์ว่า Love, Simon แบบไม่สปอยล์ เพื่อให้ทุกคนรีบไปดูกันก่อนที่มันจะลาโรงไปแบบน่าเศร้า
 

Story of Simon

 
 
Love, Simon เล่าเรื่องของเด็กหนุ่มมัธยมปลายนาม 'ไซมอน' ที่มีชีวิตประจำวันไม่ต่างจากเด็กมัธยมปลายทั่วไป ตื่นเช้าไปโรงเรียน มีกลุ่มเพื่อน สนุกสนานเฮฮาไปตามประสา แต่สิ่งที่ทำให้เขาแตกต่างจากคนอื่นคือเขาเป็น 'เกย์' และเก็บความลับนี้มาโดยตลอดเพราะกลัวสังคมรอบข้างไม่ยอมรับ ดังนั้นสถานที่เดียวที่ไซมอนจะสามารถเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของเขาได้คือในโลกออนไลน์ และที่นี่เองเขาได้พบกับ 'บลู' เด็กหนุ่มที่เป็นเกย์เหมือนกันกับเขา เมื่อได้พูดคุยผ่านโลกออนไลน์นานวันเข้าไซมอนก็ตกหลุมรักบลู แต่ปัญหาก็คือบลูเป็นแค่นามแฝง ไซมอนไม่รู้เลยว่าแท้จริงแล้วบลูคือใคร รู้แค่ว่าเป็นนักเรียนโรงเรียนเดียวกับเขา (ซึ่งไซมอนเองก็ใช้นามแฝงว่าฌาคส์) ภารกิจการออกตามหาจึงเริ่มต้นขึ้น!

LGBTQ+ in High School

 
 
ทุกคนคงคุ้นเคยกับหนัง Rom-Com High School เป็นอย่างดี (หมายถึงภาพยนตร์วัยรุ่นสไตล์โรแมนติคคอเมดี้) เพราะถือว่าเป็นแนวยอดฮิตที่วงการฮอลลีวูดไม่เคยขาด แต่คงไม่มีใครคุ้นกับหนัง High School ที่เล่นประเด็น LGBTQ+ แน่นอน เนื่องจากนี่คือเรื่องแรกที่ชู LGBTQ+ ขึ้นมาเป็นประเด็นหลัก แถมยังผลิตโดยสตูดิโอยักษ์ใหญ่ของฮอลลีวูด ไม่ใช่ค่ายหนังอิืนดี้เล็ก ๆ อีกต่างหาก ซึ่งนี่เองที่ทำให้ Love, Simon แตกต่างจากหนัง High School เรื่องอื่น เพราะเมื่อมีประเด็นนี้เข้ามาจึงทำให้ Love, Simon ไม่ได้มีแค่เรื่องความรักระหว่างคนสองคนเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องการปกปิดรสนิยมทางเพศ การยอมรับของสังคมรอบข้าง การยอมรับตัวเอง เหล่านี้เองจึงทำให้ Love, Simon มีมิติมากกว่าหนัง High School เรื่องอื่น ๆ 

Coming of Age ที่แตกต่าง

 
 
เมื่อตัวหนังเล่าเรื่องเกี่ยวกับเด็ก High School ในอีกแง่มันจึงกลายเป็นหนัง Coming of Age ไปในตัว และสำหรับ Love, Simon ความเป็น Coming of Age ของมันโดดเด่นไม่แพ้ความ Romantic Comedy เลย
 
 
เส้นทางการก้าวผ่านวัยของไซมอนดูจะยุ่งยากและมีอุปสรรคมากกว่าวัยรุ่นคนอื่น เพราะนอกจากเรื่องอนาคต ความรัก ครอบครัว แล้วเขายังมีเรื่องเพศเพิ่มเข้ามาให้เขาตัดสินใจอีก ไซมอนมาถึงวัยที่ต้องเผชิญกับคำถามว่าเขาจะทำยังไงกับเพศสภาพของเขาดี จะเปิดเผยดีไหม? ถ้าเปิดเผยแล้วจะเกิดอะไรขึ้น? ผู้คนรอบตัวจะปฏิบัติตัวกับเขาเหมือนเดิมหรือเปล่า? หรือจะเลือกปิดบังแบบนี้ต่อไป? ถ้าปิดบังก็ต้องหลบซ่อนไปตลอดชีวิต เขาจะใช้ชีวิตแบบนั้นได้หรือ
 
 
Love, Simon จึงเป็นภาพยนตร์ Coming of Age ที่แตกต่างจากเรื่องอื่น ๆ แล้วถ้าคุณเป็นไซมอนล่ะ คุณจะเลือกแบบไหน?

เสียงหัวเราะในคราบน้ำตา

 
 
ถึงแม้ว่าประเด็นในหนังจะค่อนข้างดูซีเรียส แต่ Love, Simon กลับเลือกเล่าออกมาในรูปแบบภาพยนตร์ Romantic Comedy ซึ่งก็ทำออกมาได้ดีทีเดียว โดยเฉพาะการแสดงของเหล่ากลุ่มเพื่อนของไซมอนที่เคมีเข้ากันได้อย่างเหลือเชื่อ และสามารถทำให้คนดูยิ้มหัวเราะได้ตลอดทั้งเรื่อง โดยส่วนตัวแล้ว เราไม่รู้สึกว่าเลยว่ากำลังดูหนังเกย์เรื่องหนึ่งอยู่ แต่เหมือนเรากำลังดูหนังรักวัยรุ่นทั่วไปอย่าง Never been kiss, She's all that หรือ Mean Girl อะไรแบบนั้น หนังพาเราก้าวข้ามเรื่องเพศสภาพไปจนสิ้น และหลงเหลือเพียงความรักที่ยังกรุ่นอยู่เท่านั้น
 
 
ถ้าเปรียบเป็นอาหาร Love, Simon ถือว่าเป็นจานที่รสชาติกลมกล่อม ทั้งสุข เศร้า ตลก รวมไว้ในจานเดียวได้อย่างลงตัว นี่คือภาพยนตร์ Coming of Age ที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่ง เราจึงไม่อยากให้พลาด เพราะนอกจากความสนุกแล้ว รับรองว่าจะได้อะไรติดตัวหลังดูจบอีกเยอะ
 
AdSense
AdSense
AdSense