Skip to main content
AdSense

ชวนมาดู 5 หนังเหงาของคนที่ใช้ชีวิตอยู่กลางเมืองใหญ่แบบเรา ๆ ชาวกรุงเทพฯ

นี่ละเหงา นี่คือความจริงที่ได้เจอ 

ชวนมาดู 5 หนังเหงาของคนที่ใช้ชีวิตอยู่กลางเมืองใหญ่แบบเรา ๆ ชาวกรุงเทพฯ
September 28, 2018 Bangkok time
ใครที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองทุกคนคงจะคุ้นเคยกับความเหงาเป็นอย่างดี ราวกับมันเป็นเพื่อนเก่าที่จะกลับมาทุกครั้งเวลาที่เราอยู่คนเดียวและจิตใจอ่อนแอ จนน่าแปลกที่ในสถานที่ ๆ มีตึกรามบ้านช่องและแหล่งบันเทิงต่าง ๆ มากมายแบบกรุงเทพนี้ ทําไมมันกลับทําให้เราห่างกันมากขึ้นนะ หรืออาจจะเป็นเพราะหน้าที่การงานและการแข่งขันที่สูง ผู้คนก้าวเดินผ่านกันราวกับโลกของฉันอยู่อีกที่ไม่ใช่ปัจจุบันขณะ หลาย ๆ คนแบกความฝัน ความหวัง ของคนที่รักเอาไว้จนไม่มีเวลามาสนใจเรื่องอื่น
 
รวมถึงเราทุกคนก็มีวิธีจัดการกับความเหงาแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยที่ทําให้เราเกิดความเหงา ไม่ว่าจะเป็นการจากลา ความสูญเสีย สื่อต่าง ๆ ที่มากระทบใจเรา ฯลฯ จนบางทีแม้ตัวเราจะถูกแวดล้อมไปด้วยเพื่อน แฟน ครอบครัว แต่ความเหงาก็ยังคงตามเรามาเป็นเหมือนเงาติดตัวอยู่ดี ยิ่งในวันที่ฝนตกพรําแบบนี้เราจึงอยากจะชวนชาวกรุงเทพฯ มาดูหนังเกี่ยวกับความเหงาของผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมเมือง ที่เต็มไปด้วยตึกสูงและผู้คนมากมาย ว่าตัวละครในเรื่องเขาจัดการกับความเหงาและความโดดเดี่ยวในหัวใจตัวเองยังไงกัน รวมถึงบางทีหลังจากได้ดูแล้วอาจจะทําให้เราได้วิธีและพลังใจในการจัดความเหงากันได้ดีขึ้นก็ได้นะ

 

Her

 
ภาพจาก ccpopculture.com
 
ใครที่จะหาหนังเกี่ยวกับความเหงาดู แต่ไม่มีเรื่องนี้อยู่ในลิสต์ขอบอกว่าคุณพลาดอย่างแรง ! เพราะนี่คือหนังที่มีองค์ประกอบทุกอย่างซึ่งสะท้อนภาพความเหงาและโดดเดี่ยวในใจเราได้ดีที่สุดอีกเรื่องหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นฉาก อารมณ์ความรู้สึกที่ตัวละครถ่ายทอดออกมา บทพูด ฯลฯ แถมอาชีพของพระเอกที่เท่และน่าทําสุด ๆ อย่าง นักเขียนจดหมายให้ลูกค้า ซึ่งในหนังนั้นตัวละครจะพาเราไปร่วมสัมผัสวิธีรับมือกับความเหงาที่เขาต้องเจอ รวมถึงความสัมพันธ์ต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเขา
 
ภาพจาก Pantip
 
ไหนจะความเป็นไปของสังคมในเรื่อง ชนิดที่เราจะได้ค้นพบว่าปัญหาความเหงาและโดดเดี่ยวของคนในสังคมทุกวันนี้หาได้เกิดจากตัวเทคโนโลยีเท่านั้น แต่เกิดจากความบอบชํ้าในจิตใจที่เราอาจจะเผลอเรอหรือตั้งใจกระทํา กับคนสําคัญในชีวิต จนในท้ายที่สุดบาดแผลที่ทิ้งไว้มันส่งผลให้เรายอมทําทุกอย่างเพื่อที่จะสมานมัน ก่อนจะปิดกั้นตัวเองจากสิ่งที่ทําให้เราเจ็บปวดด้วยการไปอยู่ในโลกของบางสิ่งบางอย่าง ที่แตกต่างไปจากโลกใบเดิมที่แตกสลายของเรา 
 

Once 

 
ภาพจาก guiadasemana
 
ทุกวันนี้เราเดินสวนกับผู้คนมากมายในทุกสถานที่ ซึ่งจะมีโอกาสสักกี่ครั้งกันที่เราจะได้เดินสวนกับคนที่เหมาะกับเรา แต่กับพล็อตหลักของหนังเพลงในตํานานอย่างเรื่อง Once นั้นความบังเอิญนี้คือพล็อตหลักของเรื่องเลยทีเดียว โดยหนังเป็นเรื่องเกี่ยวกับ การพบเจอกันของคนสองคนที่เดินสวนกันไปมาในช่วงเทศกาล จนเกิดเป็นความรู้จักและผูกผันกันในที่สุด โดยตัวหนังจะสะท้อนให้เราเห็นว่าเมื่อคนสองคนที่บังเอิญมาเจอกันขณะที่แต่ละฝ่ายก็มีความโดดเดี่ยวในใจเหมือนกันนั้น
 
ภาพจาก patsonic
 
มันช่างชวนให้เรากลับมาตั้งคําถามกันว่าสุดท้ายแล้ว ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจากความบังเอิญนั้นมันจะทําให้เกิดความรักขึ้นได้จริง ๆ หรือเป็นแค่การหาที่หลบภัยชั่วคราวเพื่อคลายเหงาก่อนที่จะต้องจากกันไปกันนะ ยอกจากนี้ยังมีเพลงในหนังที่บอกเลยว่าเพราะมาก ๆ ชนิดที่ดู ๆ ไปก็ได้แต่ฟินว่าเราจะได้มีโอกาสเจอเนื้อคู่ด้วยความบังเอิญแล้วมาแต่งเพลงเพราะให้เราฟังแบบนี้ไหมนะ

 

Lost in Translation 

 
ภาพจาก medium
 
เคยมีคนบอกว่าเราทุกคนควรออกเดินทางไปที่ใหม่ ๆ กันสักครั้งไม่ใช่แค่เพื่อเปิดหูเปิดตา แต่เพื่อให้เรากลับมาเห็นคุณค่าของโลกที่เรารักและคุ้นเคยกันมากขึ้นด้วย แต่ในบางครั้งการออกไปอยู๋ในโลกที่ทําให้เรารู้สึกเหมือนคนแปลหน้าอย่างในหนังเรื่อง Lost in Translation นั้นแม้มันจะทําให้เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับการใช้ชีวิตก็จริง แต่ดูเหมือนจะไม่คุ้มค่าเลยเมื่อต้องเทียบกับความเหงาและความโดดเดี่ยวที่เราได้แถมมาด้วย
 
ภาพจาก benjweinberg
 
โดยตัวหนังจะเล่าเรื่องราวของคนแปลกถิ่นสองคนที่ต้องมาอาศัยอยู่ในสังคมที่ตัวเองไม่คุ้นเคยจนเกิดเป็นความเหงาในใจ ก่อนที่ความว่างเปล่าของหัวใจนั้นจะทําให้ทั้งคู่ได้เรียนรู้และเติมเต็มซึ่งกันและกัน จนชวนให้เรากลับมานึกคิดได้ว่าในที่สุดแล้ว อย่างน้อย ๆ ความเหงาก็เกิดขึ้นเพียงเพื่อให้เราได้เข้าใจว่าความสัมพันธ์ดี ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเรานั้นมันมีค่าควรรักษาไว้ขนาดไหน 
 

Before We Go 

 
ภาพจาก pastemagazine
 
ลืมภาพกัปตันอเมริกาไปได้เลย เพราะคราวนี้พี่ คริส อีแวนส์ จะมาชวนเราไปร่วมผจญภัยในเมืองใหญ่ด้วยความเหงาและความบอบชํ้าในใจจากปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตมากมาย จนในที่สุดเขาก็ได้เจอกับ หญิงสาวคนหนึ่งที่ต้องต่อสู้กับมรสุมในใจเช่นเดียวกับตัวเอง และหนังเรื่องนี้ไม่ใช่แค่หนังเหงา ๆ ธรรมดาแต่ยังสะท้อนถึงวิธีในการรับมือกับความสันพันธ์ที่ล้มเหลวไม่ว่าจะเป็นทั้งที่เกิดจากตัวเราหรือเกิดจากอีกฝ่าย
 
ภาพจาก twitter
 
ไหนจะฉากที่โทรไปหาตัวเองในอดีตเพื่อแนะนําเรื่องต่าง ๆ ที่อย่าทําจะได้ไม่ทําให้เกิดความเจ็บปวดในอนาคตนั้น ดูราวกับตัวหนังจะชวนให้เราได้ย้อนมาถามตัวเอง ว่าถ้ามีโอกาสโทรไปหาตัวเราในอดีตนั้นคุณอยากจะแนะนําอะไรกับตัวเอง และเราได้ใช้ชีวิตแบบที่จะโทรกลับไปเพื่อบอกตัวเองในอดีตว่า สิ่งที่ตัวเราทําอยู่ในตอนนั้นคือเรื่องที่ถูกต้อง พร้อมกับขอบคุณที่เรากล้าทําในเรื่องนั้นได้แบบเต็มปากแล้วหรือยัง 

 

Before Sunrise 

 
ภาพจาก consequenceofsound
 
นี่คือหนังรักเหงา ๆ ที่จะพาเราไปเรียนรู้เกี่ยวกับความคิด ความฝัน ความรัก การใช้ชีวิต ผ่านการสนทนาของสองหนุ่มสาวที่พบกันโดยบังเอิญบนรถไฟ ด้วยการเดินคุยกันไปเรื่อย ๆ ที่บอกเลยว่าดีมาก ! เพราะไดอะล็อกที่ใส่เข้ามานั้น จะทําให้เราได้เรียนรู้แง่มุมต่าง ๆ มากมายราวกับได้นั่งคุยกับคนที่ผ่านโลกมาจนโชกโชน ไหนจะฉากที่ใส่เข้ามาผ่านการเดินคุยกันไปเรื่อย ๆ ของคู่พระนางนั้นก็สวยงามราวกับภาพวาด
 
ภาพจาก theatlantic
 
จนชวนให้เก็บตังค์ไปตามรอยหนังเรื่องนี้สุด ๆ ก่อนที่สุดท้ายตัวหนังจะกระแทกใจเราอย่างรุนแรงด้วยการลาจาก ที่จะทําให้คนดูได้เรียนรู้ว่าที่สุดแล้ว บางครั้งโลกก็เหวี่ยงให้เรามาเจอกันด้วยความบังเอิญ ก่อนที่จะบีบให้เราต้องลาจากกันด้วยความตั้งใจ

AdSense
AdSense
AdSense