ในยุคที่แทบไม่มีใครเขียนจดหมายไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบกันอีกต่อไปแล้ว การเกิดขึ้นและมีอยู่ของหนังที่ว่าด้วยการเขียนจดหมายกลับยังเมกเซนส์และสดใหม่ในความรู้สึกอย่างไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อจดหมายที่ว่ากลายเป็นตัวกลางที่จะพาเรากลับไปโหยหาอดีตสมัยมัธยม สมัยมีรักแรก และสมัยที่อะไร ๆ ก็เป็นไปได้ อย่างในหนัง Last Letter เรื่องนี้
ตัวหนังเล่าถึงคุณแม่ลูกสองที่ตั้งใจจะไปงานคืนสู่เหย้าโรงเรียนเพื่อแจ้งข่าวเกี่ยวกับพี่สาว แต่ลงท้ายไม่ได้แจ้ง แถมตัวเธอยังถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพี่สาวไปซะเองอีก และก่อนที่เธอจะได้ปฏิเสธอะไร รุ่นพี่ที่เป็นรักแรกของเธอก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าแล้ว เลยได้แต่สวมรอยเป็นพี่สาวตัวเองไปอย่างช่วยไม่ได้ (จริง ๆ ก็ช่วยได้แหละ แต่ทำไมไม่ทำก็ไม่รู้)


ประเด็นการจำคนผิดฝาผิดตัวดูจะไม่ใช่ประเด็นหลัก เมื่อเรื่องค่อย ๆ ดำเนินไป เพราะสิ่งที่คลี่คลายออกมาให้คนดูได้รับรู้ทีละน้อย คือช่วงเวลาในอดีตที่เรียกคืนมาไม่ได้ของตัวละครแต่ละคน ที่มีทั้งรอยยิ้ม รอยบาดแผล สิ่งอยากขอบคุณ สิ่งที่อยากขอโทษ และสิ่งที่หวังว่าจะกลับไปแก้ไขมันได้
เมื่อถึงจุดที่ตัวละครในยุคปัจจุบันเลือกที่จะเขียนจดหมายส่งถึงกัน ในแบบเดียวกับที่เคยทำตอนวัยรุ่น ก็เหมือนจะทำให้เรื่องราวสมัยนั้นกลับมาโลดแล่นในความทรงจำอีกครั้ง คนที่หายไปกลับมาอยู่ตรงหน้า คนที่จากไปแล้วกลับมามีชีวิต ซึ่งก้อนอดีตทั้งหมดนี้มาพร้อมกับทั้งความสุขและความเศร้าในคราวเดียว


เราชอบที่ Last Letter ทำให้คนดูนึกถึงวัยเรียนของตัวเอง ที่แน่นอนว่ามันไม่ได้สวยงามเสมอไปหรอก แต่การได้หยิบเศษเสี้ยวของความทรงจำนั้นขึ้นมาเพ่งมองอย่างถี่ถ้วน อย่างใกล้ชิดอีกครั้ง คงให้ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก แม้สุดท้ายมันจะบอกเราว่าเราไม่เคยมูฟออนจากวันเวลานั้น ๆ ได้เลยก็ตาม
เราอยากชวนให้ชาวซอยมิลค์ลองเดินทางย้อนกลับไปเปิดกล่องความทรงจำสมัยมีความรักครั้งแรกกับตัวละครเหล่านี้ ในหนังที่จะทำให้หัวใจเราหายเย็นชาลงหนึ่งเลเวล ส่วนใครจะดูแล้วร้องไห้หรือไม่ร้องยังไงนี่ก็ตัวใครตัวมันละนะเธอ เตรียมทิชชู่กันเองล่ะ
Last Letter เข้าฉาย 12 มี.ค.
