Skip to main content
AdSense

6 หนังฝุ่นตลบที่จะทำให้เห็นว่ากรุงเทพฯ บ้านฉันตอนนี้เหมือนซีนในหนัง

ควรดีใจหรือเสียใจดี (แต่ที่แน่ ๆ คือแสบคอ)

 

6 หนังฝุ่นตลบที่จะทำให้เห็นว่ากรุงเทพฯ บ้านฉันตอนนี้เหมือนซีนในหนัง
January 20, 2020 Bangkok time
ทุกวันนี้ สิ่งแรก ๆ ที่ต้องทำทันทีหลังลืมตาตื่นมาในยามเช้าก็ไม่ใช่แค่คว้ามือถือมาเช็กข่าวในทวิตเตอร์หรือส่องความเคลื่อนไหวของเพื่อน ๆ (และแฟนเก่า) ในเฟซบุ๊กอีกต่อไป แต่เป็นการเช็กค่าปริมาณฝุ่น PM 2.5 ในแอปพลิเคชันรายงานสภาพอากาศ และคอยลุ้นว่าวันนี้แจ็กพอตจะออกที่สีแดงหรือสีส้ม (ในขณะที่สีม่วงก็เริ่มโผล่มาให้ตกใจเล่นบ่อยขึ้น) แล้วชีวิตจะเฉียดตายมากหรือเฉียดตายน้อย
 
เรียกได้ว่าตอนนี้ฝุ่น PM 2.5 เริ่มจะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราไปแล้ว ในขณะที่สภาพท้องฟ้าทึมเทาและหมอกสีส้มในยามบ่ายก็เริ่มเป็นภาพที่เราเห็นจนชินตาเข้าไปทุกที ในเมื่อยังไม่มีมาตรการใดจากภาครัฐออกมาช่วยแก้ปัญหาฝุ่นคลุมเมืองอย่างจริงจัง และเราก็ยังต้องใช้ชีวิตกันแบบนี้ต่อไป งั้นลองพลิกมุมกลับปรับมุมมอง ด้วยการลองรับชมภาพยนตร์ 6 เรื่องนี้ ที่ดูแล้วจะรู้เลยว่า ซีนในกรุงเทพฯ บ้านเราตอนนี้เหมือนกับหลุดมาจากภาพยนตร์เลยนะ 
 
เพื่อที่พรุ่งนี้เช้าตอนเปิดประตูก้าวออกจากบ้าน จะได้มีกำลังใจใช้ชีวิตและสูดอากาศพิษได้อย่างรื่นรมย์มากขึ้น ไปดูหนังเหล่านี้กัน
 

Blade Runner 2049 

 
 
 
หนังไซไฟปี 2017 เรื่องดังที่เป็นภาคต่อของหนังไซไฟกลิ่นอายฟิล์มนัวร์ปี 1982 ของผู้กำกับ ริดลีย์ สกอตต์ โดยฉบับปี 2017 นี้ได้ผู้กำกับสายลึกแห่งยุคอย่าง เดนิส วีลเนิร์ฟ มาสานต่อเรื่องราวของโลกในอนาคตที่เทคโนโลยีและวิทยาการก้าวล้ำ จนทำให้เส้นแบ่งระหว่างมนุษย์แท้กับมนุษย์สังเคราะห์ (หรือที่ในหนังเรียกว่า เรพลิแคนต์) เริ่มพร่าเลือน จุดเด่นอย่างหนึ่งของ Blade Runner 2049 ก็คืองานภาพที่ถ่ายทอดจากวิสัยทัศน์ของตากล้องมือเก๋าอย่าง โรเจอร์ ดีคินส์ จนทำให้หนังคว้าออสการ์สาขาถ่ายภาพยอดเยี่ยมในปีนั้นมาครอง ดีคินส์เคยเล่าว่า เขาได้รับโจทย์จากวีลเนิร์ฟให้ถ่ายทอดโลกในอนาคตที่สิ่งแวดล้อมทุกอย่างกลายเป็นมลพิษ ทั้งในท้องมหาสมุทร สายฝน หรือหิมะ นอกจากนี้วีลเนิร์ฟยังต้องการให้เรื่องราวในหนังดำเนินไปโดยที่มีบรรยากาศของฝุ่นสีแดงปกคลุมตลอดทั้งเรื่อง ดีคินส์จึงไปดึงเอาแรงบันดาลใจากภาพเหตุการณ์ช่วงพายุฝุ่นที่เกิดขึ้นในออสเตรเลียมาสร้างเมืองลาสเวกัสจำลอง ที่ถูกท่วมทับไปด้วยฝุ่นสีแดงอย่างที่เห็นกันในหนัง ซึ่งถ้าหนังทำช้ากว่านี้ ไม่แน่ว่าดีคินส์อาจจะใช้บ้านเรานี่แหละเป็นภาพต้นแบบของบรรยากาศเมืองฝุ่นท่วมในหนังก็ได้
 

Interstellar

 
 
 
หนังไซไฟอวกาศของผู้กำกับ คริสโตเฟอร์ โนแลน ที่เล่าเรื่องราวของโลกในอนาคตที่พื้นดินและอากาศกลายเป็นพิษ จนทำให้โลกเข้าสู่สภาวะวิกฤตทางอาหาร เนื่องจากไม่สามารถเพาะปลูกพืชผลใด ๆ ได้ และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ตัวละครพ่ออดีตนักบินอวกาศ (นำแสดงโดย แมทธิว แม็คคอนาเฮ) ออกเดินทางไปยังสุดขอบจักรวาลเพื่อมองหาดวงดาวที่จะเป็นที่ตั้งรกรากแห่งใหม่ของมนุษย์ ฉากความแห้งแล้งและพายุฝุ่นที่โถมกระหน่ำทุ่งข้าวโพดคือคีย์หลักที่โนแลนตั้งใจนำเสนอ เพื่อสะท้อนบรรยากาศของโลกที่กำลังถอยหลังเข้าสู่สภาวะที่เป็นพิษต่อการดำรงชีวิต ในฉากบ้านไร่ที่เป็นที่อาศัยของตัวละครพ่อและลูก ๆ คนดูจะได้เห็นการอยู่อาศัยกับฝุ่นละอองที่กลายเป็นวิถีชีวิตประจำวันของตัวละคร โนแลนตั้งใจนำเสนอบ้านที่มีฝุ่นกองหนาอยู่บนพื้น และมีฝุ่นจับตัวอยู่บนเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ ตลอดเวลา แม้กระทั่งแก้วน้ำหรือจานชามก็ต้องคว่ำลงเสมอเพื่อไม่ให้เกิดฝุ่นสะสม... ซึ่งเราว่าสภาพแบบนี้เริ่มคุ้น ๆ เหมือนกันนะ
 

Isle of Dog

 
 
 
ไม่ใช่แค่มนุษย์ที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษในสภาพแวดล้อม สุนัขก็เช่นกัน ใน Isle of Dog แอนิเมชันสต็อปโมชันของผู้กำกับขวัญใจเด็กแนว เวส แอนเดอร์สัน เผยให้เห็นโลกอันโหดร้ายบนเกาะขยะที่ถูกหลงลืม นำเสนอผ่านบรรยากาศอึมครึมของท้องฟ้าสีส้ม โดยมีภูเขาขยะสูงจรดฟ้าเป็นแบ็กกราวนด์ ถึงจะเห็นว่าเป็นหนังเพื่อนซี้สี่ขา แต่ที่จริงแล้ว Isle of Dog เป็นหนังที่ผู้กำกับตั้งใจวิพากษ์วิจารณ์การทำงานและการคอร์รัปชันของคนในรัฐบาล ซึ่งมีอำนาจในการตัดสินใจเรื่องชีวิตและความเป็นอยู่ของคนในสังคม ซึ่งร่วมถึงการจัดการกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและการดูแลสุขภาพของคนและทุกสิ่งมีชีวิตด้วย
 

District 9

 
 
 
หนังไซไฟที่หน้าฉากเป็นหนังเอเลียนแอ็กชัน แต่ที่อยู่ลึกลงไปกว่านั้นคือการวิพากษ์ปัญหาเรื่องการเหยียดเชื้อชาติและสีผิว โดยเปลี่ยนจากการเหยียดมนุษย์ต่างเชื้อชาติ เป็นการเหยียดมนุษย์ต่างสายพันธุ์และต่างดวงดาวไปเลย โดยหนังว่าด้วยเรื่องราวของโลกในอนาคตที่มีมนุษย์ต่างดาวอพยพมาตั้งถิ่นฐานบนโลก แต่กลับถูกมนุษย์เดียดฉันท์และแสดงท่าทีรังเกียจ ด้วยความกังวลว่าจะมาแย่งทรัพยากรของมนุษยชาติ ถึงขนาดสร้างเขตกักกันห้ามไม่ให้ผู้อพยพต่างสายพันธุ์ที่ถูกเรียกด้วยคำเหยียดว่า ‘พวกกุ้ง’ ล่วงล้ำออกมานอกเขตที่จัดไว้ หนังนำความโกลาหลที่มนุษย์โลกและมนุษย์ต่างดาวต้องแย่งทรัพยากรกัน ผ่านบรรยากาศฝุ่นตลบและกองขยะ เพื่อสะท้อนความแร้นแค้นและสภาพแวดล้อมอันเสื่อมโทรม ที่แม้ว่าจะเป็นสภาพอันเลวร้าย แต่ทั้งสองเผ่าพันธุ์ก็ต้องต่อสู้แย่งชิงกันอย่างไม่มีทางเลือก
 

Stalker

 
 
 
บรรยากาศของเมืองที่รกร้างและฉากขมุกขมัวในหนังดิสโทเปียปี 1979 เรื่องนี้ ได้กลายเป็นต้นแบบในการถ่ายทอดโลกอนาคตอันล่มสลายให้หนังดิสโทเปียหลาย ๆ เรื่องในเวลาต่อมา Stalker เป็นหนังคลาสสิกขึ้นหิ้งของผู้กำกับรัสเซียชั้นครู อันเดรย์ ทาร์คอฟสกี ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของโลกในอนาคต (ที่ไม่ได้ระบุว่าเป็นช่วงเวลาหรือสถานที่ใดในโลก) เรื่องราวเริ่มต้นด้วยการเดินทางของ สตอล์กเกอร์ ซึ่งเป็นคำเรียกผู้ที่ทำหน้าที่นำทางคนที่ต้องการเข้าไปในพื้นที่ลึกลับที่เรียกว่า เดอะโซน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เส้นแบ่งระหว่างความจริงและภาพฝันพร่าเลือน อีกทั้งยังมีเรื่องเล่าว่า ในเดอะโซนจะมีห้องวิเศษที่ช่วยไขความปรารถนาในห้วงลึกจิตใจของผู้ที่ล่วงล้ำเข้าไปในห้องนั้น แม้ว่า Stalker จะเป็นหนังที่ถ่ายทำเสร็จหลายปีก่อนเหตุการณ์มหันตภัยโรงงานนิวเคลียร์เชอร์โนบิลที่เกิดขึ้นในปี 1986 แต่ผู้ชมที่ได้รับชมหนังเรื่องนี้ในเวลาต่อมาก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ภาพและบรรยากาศใน Stalker มีความคล้ายคลึงกับสภาพเมืองที่ถูกทิ้งร้างหลังเหตุการณ์โรงไฟฟ้าระเบิดอย่างน่าขนลุก ไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศขมุกขมัว ท้องฟ้าทึมเทา และความหดหู่สิ้นหวังที่กลายเป็นบรรยากาศร่วมของหนังและเมืองปริปยัตที่ถูกทิ้งร้างมาจนถึงปัจจุบัน
 

Wall-E

 
 
 
แอนิเมชันที่นำเสนอโลกอันอ้างว้างที่มนุษย์พากันอพยพไปอาศัยอยู่บนยานอวกาศ แต่ในโลกที่เต็มไปด้วยฝุ่นฟุ้งและขยะสูงท่วมหัวแห่งนี้ กลับเป็นโลกทั้งใบของหุ่นยนต์ช่างฝันที่มีชื่อว่า วอลอี ที่จริงแล้ว Wall-E อาจเป็นแอนิเมชันที่ช่วยเตือนใจเราว่า ไม่ว่าสภาพแวดล้อมจะเป็นอย่างไร แต่ถ้าเรามีความฝันในหัวใจ มองโลกในแง่ดีเข้าไว้ และไม่ต้องการอากาศในการหายใจ เราก็จะมีความสุขได้เหมือนวอลอีเลยล่ะ
AdSense
AdSense
AdSense