สำหรับคนที่รับรู้ข่าวสารต่างประเทศมาตลอด ไม่น่าจะแปลกใจกับผลจากนโยบายลูกคนเดียวของจีนต่อคนเจเนอเรชันนี้เท่าไหร่ เรื่องที่ว่าช่วงที่มันประกาศใช้นั้น ได้กลายเป็นสาเหตุให้คนฆ่าลูก ทิ้งลูก หรือส่งลูกต่อให้สถานรับเลี้ยงมากมายหลายเคส แต่ความจริงแล้วผลพวงของมัน -อย่างน้อยก็ต่อจิตใจของผู้เกี่ยวข้อง- ไม่ได้หมดลงแค่เมื่อกระบวนตัดขาดจากเด็กจบลงหรอกนะ และนั่นคือสิ่งที่สารคดีเรื่อง Found ได้พาเราไปดู และไปเข้าใจกลุ่มคนใน 'สมการ' ทั้งหมด ทั้งพ่อแม่ พี่เลี้ยงสถานอนุบาล ครอบครัวใหม่ และตัวเด็กเอง

Found เล่าถึงเด็กสาววัยรุ่นอเมริกัน 3 คน ที่เป็นลูกบุญธรรมของพ่อแม่ 3 ครอบครัว แต่ละคนไม่ได้รู้จักกันและกันมาก่อน วันหนึ่งเด็กเลือกจะตรวจดีเอ็นเอเพื่อให้รู้จักตัวเองมากยิ่งขึ้น แต่สิ่งที่พวกเธอได้รับกลับเป็นผลตรวจและข้อมูลที่ว่าพวกเธอมีลูกพี่ลูกน้องอยู่ในอเมริกาเหมือน ๆ กัน ด้วยความที่เป็นเด็กเอเชียและเติบโตมาอย่างไม่ได้รู้สึกผูกพันแน่นแฟ้นกับครอบครัวที่เลี้ยงดูมาอย่างที่อยากจะรู้สึก การหากันและกันเจอจึงนำไปสู่ความสัมพันธ์แสนพิเศษครั้งใหม่ ครั้งสำคัญในชีวิต



นอกจากการตั้งคำถามว่า 'พ่อแม่ทิ้งพวกเธอทำไม' และ 'ถ้าพวกเธอยังอยู่กับพ่อแม่จริงจะเป็นอย่างไร' เด็กทั้งสามยังตั้งคำถามกับอัตลักษณ์ 'เด็กที่ดูจีนแต่จริง ๆ แล้วไม่จีน' ของตัวเองอยู่บ่อยครั้งด้วย

"ฉันมองตัวเองเป็นคนอเมริกันค่ะ"
หนึ่งใน 3 สาว ให้สัมภาษณ์ไว้ในช่วงหนึ่งของสารคดีเรื่องนี้ โดยที่เพื่อน ๆ รอบตัวก็พากันสงสัยว่าเด็กสาวพูดภาษาจีนได้หรือไม่ การพูดไม่ได้ หรือการ 'ไม่คอนเนกต์' กับรูปลักษณ์ภายนอกของตัวเองเลยเหมือนจะกลายเป็นตราบาปในความรู้สึกอยู่เรื่อย ๆ ทั้งที่การถามของเพื่อนก็น่าจะมาจากความไม่รู้ไม่เข้าใจเท่านั้น ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้รู้สึกไม่ดี แต่กระนั้น ความสงสัยและอึดอัดที่ทับถมก็ทำให้ทั้งสามบ้านได้ออกเดินทางไปตามหา 'ราก' ของเด็ก ๆ ด้วยกันถึงประเทศจีน


ในเรื่องนี้ คนดูจะได้เห็นว่าอดีตที่ขาดหายไปของเด็กสาว 3 คน ได้ไป 'เปิดบาดแผล' ในอดีตของผู้ที่ทำหน้าที่อำนวยความสะดวกในการสืบหาครอบครัวที่แท้จริงให้พวกเธอด้วย เท่ากับว่า 'เหยื่อ' ของนโยบายประเทศ ของแนวคิดในสังคมยุคหนึ่ง และของการกระทำของพ่อแม่จำนวนมาก ยังคงต้องเจ็บปวดจากเหตุการณ์ (ทิ้งเด็ก) ชั่ววูบเหล่านั้น และทุกบาดแผลก็ไม่เคยถูกเยียวยาได้จนหายสนิทดีเลย
Found สตรีมทาง Netflix
