ขอปรบมือดัง ๆ ให้ทีมหนัง ชนชั้นปรสิต หรือ Parasite ที่เพิ่งคว้ารางวัลลูกโลกทองคำ สาขาหนังภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา ถือเป็นการเอาฤกษ์เอาชัยก่อนเดินหน้าบุกพรมแดงออสการ์ รางวัลที่ใหญ่ที่สุดของปี ซึ่ง Parasite ก็เป็นตัวแทนของประเทศเกาหลีใต้ (และตัวแทนหนึ่งเดียวของของประเทศในทวีปเอเชีย) ที่เข้ารอบหนัง 10 เรื่องสุดท้ายที่จะไปชิงออสการ์สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม ซึ่งจะประกาศผลในวันที่ 10 ก.พ. นี้
นอกจากกระแสชื่นชมยินดีที่มีต่อความสำเร็จของ Parasite กองเชียร์อย่างเราขอชูป้ายไฟและติดแฮชแท็ก #บงจุนโฮพ่อทุกสถาบัน ให้กับผู้กำกับ บงจุนโฮ ที่ขึ้นไปรับรางวัลแล้วปล่อยสปีชเด็ดทิ่มแทงใจคนในแวดวงภาพยนตร์อเมริกันในงาน (รวมถึงคนดูอย่างเราที่นั่งอยู่ที่บ้าน) ว่า “ที่เรียกว่ากำแพงภาษา/ซับไทเทิลนี่ ความจริงไม่ใช่กำแพงนะครับ แล้วถ้าคุณก้าวข้ามอุปสรรคสูงประมาณ 1 นิ้ว ที่ว่านี้ได้ คุณก็จะได้สนุกกับหนังอีกมากมายเลยล่ะ” (자막의 장벽을, 장벽도 아니죠. 1인치 정도 되는 장벽을 뛰어 넘으면 여러분들이 훨씬 더 많은 영화를 즐길 수 있습니다.)

ที่สปีชของบงจุนโฮได้รับการแซ่ซ้องอย่างร้อนแรง ก็เพราะมันเป็นการตอกหน้าทั้งผู้ชมชาวอเมริกันและคนในวงการหนังอเมริกาที่มักปฏิเสธไม่เอาหนังที่พูดภาษาอื่นนอกเหนือไปจากภาษาอังกฤษ หรือแม้กระทั่งหนังที่ถ่ายทอดวัฒนธรรมของคนชายขอบในสังคมอเมริกัน ด้วยเหตุผลว่า คนอเมริกันไม่คุ้นกับหนังที่พูดภาษาหรือสะท้อนภาพวัฒนธรรมที่แตกต่างไปจากวิถีของอเมริกันชน
ความเศร้าอยู่ตรงที่อเมริกาเป็นอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก แค่รายได้ในอเมริกาอย่างเดียวก็เป็นตัวชี้วัดชะตากรรมของหนังเรื่องหนึ่งว่าจะรุ่งหรือเจ๊ง แถมฮอลลีวูดก็ยังมีอิทธิพลต่อรสนิยมและเนเจอร์ในการดูหนังของคนทั้งโลกอย่างมากด้วย แม้แต่ในบ้านเราก็เป็นอันเข้าใจตรงกันว่า หนังกระแสหลักที่มาจากฮอลลีวูด ยังไงก็เป็นหนังที่ปลอดภัย นั่นคือ ซื้อตั๋วเข้าไปดูแล้วรับประกันว่าจะได้ดูหนังที่มีโครงเรื่องและบทที่คุ้นเคย ไม่มีการเดินออกมาจากโรงแล้วส่ายหัวว่าดูไม่รู้เรื่องแน่นอน ซึ่งในแง่หนึ่ง สถานการณ์เช่นนี้ก็เป็นการปิดกั้นความหลากหลายในโลกของภาพยนตร์ กลายเป็นว่าผู้ชมอย่างเราก็ติดกับบทหนังที่ต้องเดินตามโครงเรื่องหรือสูตรหนังฮอลลีวูด แถมคนทำหนังที่เล่าเรื่องฉีกไปจากการเดินเรื่องแบบหนังฮอลลีวูด ก็ถูกมองว่าทำหนังเข้าใจยาก ทำหนังแปลก หรือทำอะไรหนังที่ดูไม่รู้เรื่อง ทำให้หนังดี ๆ หลายเรื่องไร้คนดู เพียงเพราะหนังเหล่านั้นไม่ได้พูดภาษาอังกฤษอย่างที่ผู้ชมคุ้นเคย
สปีชของบงจุนโฮเมื่อค่ำคืนก่อนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ในฐานะที่มันทำให้เราย้อนกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า หนังดูไม่รู้เรื่อง หรือเราไม่เปิดใจที่จะดูหนังแบบอื่นหรอภาษาอื่นตั้งแต่แรกกันแน่ และเราอาจต้องย้อนกลับมาทำความเข้าใจกับตัวเองใหม่ว่า ความสำคัญของการก้าวข้ามอุปสรรคเรื่องซับไทเทิล ภาษา หรือวัฒนธรรม เพื่อไปดูหนังที่ฉีกออกไปจากความคุ้นเคยของเรา ก็คือการที่เราได้รับรู้เรื่องราวจากพื้นที่ต่าง ๆ และผู้คนต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่ในโลกใบนี้ แม้บางคนอาจมองว่าหนังภาษาต่างประเทศมีแต่หนังที่ดูแล้วเครียด แต่นั่นก็เพราะมันคือเรื่องราวที่เพื่อนร่วมโลกของเรา ‘เลือก’ ที่จะบอกเล่า และเพราะมันคือเรื่องราวของพวกเขาที่ตั้งใจสะท้อนออกมาผ่านภาษาภาพยนตร์ ซึ่งหากเราเลือกที่จะปิดกั้นไม่รับรู้ไปเสียเลย เราคงไม่มีหนังอย่าง Parasite ที่บอกเล่าเรื่องราวของชนชั้นล่างในสังคมเกาหลี ซึ่งหากเราไม่เปิดใจก้าวเข้าโรงไปดู เราก็ไม่อาจรู้ได้เลยว่า ที่หนึ่งในโลกที่ห่างไกลจากเราไปอีกแค่ไม่กี่พันกิโลเมตร มีเรื่องราวแบบนี้เกิดขึ้น
ว่าดังนั้นแล้ว เราลองมาดูหนังที่พูดถึงความเป็นมนุษย์ที่ทุกคนจะเข้าใจได้ผ่านภาษาภาพยนตร์ 10 เรื่องต่อไปนี้ ที่ทำให้เราเข้าใจและเชื่อมโยงกับคนในโลกได้มากขึ้นกันเถอะ
Happy as Lazzaro (2018)
ภาษา: อิตาเลียน
ประเทศ: อิตาลี


หนังพูดภาษาอิตาเลียนที่มีฉากหลังเป็นหมู่บ้านในชนบทอันห่างไกลในปี 1977 ตัวละครเอกคือ ลาซซาโร เด็กหนุ่มท่าทางซื่อ ๆ มองโลกในแง่ดี อาศัยอยู่ในหมู่บ้านที่ผู้คนส่วนใหญ่เป็นคนงานไร่ยาสูบ ซึ่งมีเคาน์เตสผู้สูงศักดิ์เป็นนายแม่และเจ้าของกิจการ ลาราซโซชอบช่วยเหลือและทำงานตามที่คนในหมู่บ้านสั่ง จนเมื่อหนังดำเนินไปเรื่อย ๆ เราจึงได้เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า ลาราซโซเป็นคนมีน้ำใจ หรือสังคมที่เขาอาศัยอยู่เป็นสังคมที่คนข้างบนคอยเอาเปรียบคนข้างล่างอยู่เสมอกันแน่
Capernaum (2018)
ภาษา: อารบิก
ประเทศ: เลบานอน


หนังพูดภาษาอาราบิกที่เพิ่งฉายที่ลิโดไปเมื่อปลายปีที่แล้ว ตัวหนังเล่าชะตากรรมของเด็กชายตัวน้อย เซน ที่อาศัยและเติบโตอยู่ในสลัมกลางกรุงเบรุต ประเทศเลบานอน เซนเป็นพี่ชายคนโตในบรรดาลูกเจ็ดคนของพ่อแม่ เขาเป็นคนไร้ตัวตน เพราะพ่อแม่ไม่เคยแจ้งชื่อและวันเกิดของเขากับรัฐ หลังจากที่เซนล้มเหลวจากการขัดขวางไม่ให้พ่อแม่ยกน้องสาวให้กับผู้ชายแถวบ้าน เพื่อแลกกับไก่สองตัว เขาจึงเดินหน้าฟ้องร้องพ่อแม่ตัวเองในชั้นศาล... ในข้อหาที่ทำให้เขาเกิดมาบนโลกใบนี้
The Farewell (2019)
ภาษา: จีน / อังกฤษ
ประเทศ: จีน / สหรัฐอเมริกา


นี่คือหนังเอเชียที่เดินหน้าสร้างปรากฏการณ์ ‘เอเชียนสไตรก์แบ็ก’ ร่วมกับ Parasite ในปีนี้ เพราะ อควาฟินา นักแสดงสาวชาวอเมริกาเชื้อสายจีนที่นำแสดงในเรื่องก็คว้ารางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์ประเภทคอเมดีและมิวสิคัลมาได้เช่นกัน แม้ว่าจะอยู่ภายใต้การสร้างของสตูดิโอหนังอินดี้ชื่อดังของเมริกาอย่าง A24 แต่หนังก็พูดภาษาจีนเกือบแทบทั้งเรื่อง แถมเก็บความเป็นครอบครัวคนจีนได้ทุกเม็ด ชนิดที่คนดูอย่างเราที่มีอาม่าอยู่ที่บ้านและไปเชงเม้งทุกปีก็หัวเราะร่าน้ำตารื้นตลอดเวลาที่ดู หนังเล่าเรื่องราวของการกลับมารวมตัวกันของสมาชิกครอบครัวคนจีนที่ย้ายไปตั้งถิ่นฐานในต่างประเทศ หลังจากทราบว่าอาม่าที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในครอบครัวได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง และจะมีชีวิตอยู่ได้แค่อีกสามเดือน แต่ทั้งครอบครัวก็ร่วมมือกันที่จะปกปิดไม่ให้อาม่าได้รับรู้ชะตากรรมที่จะมาถึงของตัวเอง และช่วยกันจัดงานแต่งกำมะลอของหลานชาย เพื่อเป็นข้ออ้างที่คนในบ้านจะได้กลับมารวมตัวกันและใช้เวลาอยู่กับอาม่าเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะจากลากันตลอดกาล
Atlantics (2019)
ภาษา: โวลอฟ
ประเทศ: เซเนกัล

หนังม้ามืดที่ติดอันดับหนังดีประจำปี 2019 ของหลายสำนัก และมีให้ดูทางเน็ตฟลิกซ์ด้วยนะ หนังเล่าเรื่องราวของหญิงสาวชาวเซเนกัลที่คนรักของพวกเธอลอยเรือออกไปในทะเล ด้วยความหวังว่าจะไปแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าในประเทศสเปน หลังจากที่พวกเขาถูกนายจ้างโครงการก่อสร้างตึกใหญ่โกงค่าจ้าง จากนั้นไม่นาน พวกเธอก็ได้รับข่าวว่าเรือที่คนรักของพวกเธอลอยลำออกไปถูกคลื่นพายุซัดและพรากชีวิตของพวกเขาไปตลอดกาล แต่ในค่ำคืนหนึ่ง เหล่าหญิงสาวที่คนรักถูกคลื่นซัดหายไปในทะเล กลับลุกขึ้นและมุ่งตรงไปทวงหาความยุติธรรมที่บ้านของนายจ้างคนโกง และคนรักของพวกเธอได้กลับมาแล้ว ในรูปของวิญญาณที่หยิบยืมร่างของพวกเธอเพื่อกลับมาบอกเล่าเรื่องราวความอยุติธรรม
กระเบนราหู (Manta Ray) (2019)
ภาษา: ไทย
ประเทศ: ไทย

ถึงจะเป็นหนังจากบ้านเราเอง แต่ก็สะท้อนภาพชีวิตของคนในแถบปลายด้ามขวานของประเทศไทยที่มีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่เราอาจไม่ค่อยคุ้นเคยกัน ไม่เพียงเท่านั้น กระเบนราหู ยังนำเสนอภาพสายสัมพันธ์ระหว่างเรากับเพื่อนมนุษย์จากดินแดนอื่น ด้วยการนำเสนอตัวละครชาวโรฮิงญาที่ถูกคลื่นชีวิตซัดสาดให้ได้มาเกี่ยวข้องและร่วมชะตากรรมกับตัวละครคนไทยบนผืนแผ่นดินแห่งนี้ หนังทำให้เห็นว่า เมื่อมองข้ามความแตกต่างด้านภาษาและเขตแดนประเทศออกไป เราทุกคนก็คือเพื่อนร่วมโลกเดียวกัน ซึ่งความพิเศษของเรื่องนี้ก็คือการไม่ได้เอ่ยถึงชนชาติใดในท้องเรื่องเลย และความแปลกหน้าในเรื่องสามารถถูกแทนค่าด้วยกลุ่มคนกลุ่มใดก็ได้ นับเป็นหนังที่นำเสนอความเป็นสากลได้ดีเรื่องหนึ่งของปีเลยทีเดียว
Roma (2018)
ภาษา: สเปน / เม็กซิกัน
ประเทศ: เม็กซิโก

หากปีนี้เป็นปีของหนังเอเชีย ปีที่แล้วก็คือปีของหนังเม็กซิกัน Roma อาจจะเป็นตัวอย่างของหนังที่ทำให้เราเห็นว่า หากเราเปิดใจแล้วมองข้ามความแตกต่างทางภาษาและวัฒนธรรมไปได้ เราก็จะได้รับรู้เรื่องราวที่งดงามและจับใจที่สุด นั่นก็คือเรื่องราวของความเป็นมนุษย์ Roma นำเสนอชีวิตของคนชายขอบผ่านตัวละครแม่บ้านชาวเม็กซิกันที่ต้องผ่านวิกฤตชีวิตอันเจ็บปวด และสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศเม็กซิโกที่เลวร้ายไม่แพ้กัน การถ่ายทอดความสัมพันธ์ระหว่างแม้บ้านกับครอบครัวที่เธอรับใช้ด้วยฝีมือของผู้กำกับ อัลฟอนโซ กัวรอน ทำให้เราเห็นว่า ในท้ายที่สุด ไม่ว่าจะชนชั้นหรือเชื้อชาติใด หากเรามีความเห็นใจและคอยประคับประคองกันไว้ในฐานะเพื่อนมนุษย์ เราก็อยู่ด้วยกันได้อย่างสงบสุข
Cold War (2018)
ภาษา: โปแลนด์ / ฝรั่งเศส
ประเทศ: โปแลนด์

หนังที่ถ่ายทำด้วยภาพขาวดำตลอดทั้งเรื่อง แต่ก็ได้เข้าไปชิงออสการ์สาขาถ่ายภาพยอดเยี่ยมในปีนั้น (ร่วมด้วยการชิงสาขาหนังภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม และผู้กำกับยอดเยี่ยม) Cold War เล่าเรื่องราวความรักระหว่างคอมโพเซอร์หนุ่มกับนักร้องสาวในช่วงสงครามเย็น ที่บรรยากาศทางการเมืองและชะตาชีวิตทำให้คู่รักทั้งสองมีอันต้องพลัดพราก แล้วกลับมาพบกัน แล้วก็พลัดพรากกันอยู่เรื่อยไป หนังนำเสนอให้เห็นว่า ในบางสถานการณ์ ความรักก็ไม่ใช่แค่เรื่องของคนสองคน แต่มีประเทศชาติและการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง
The Act of Killing (2012)
ภาษา: บาฮาซา
ประเทศ: อินโดนีเซีย (โดยผู้สร้างจากเดนมาร์ก อังกฤษ และนอร์เวย์)


สารคดีสุดเดือดที่สั่นประสาทและทำให้คนดูอย่างเราเกร็งเครียดตลอดเกือบสองชั่วโมงของการดูหนัง โดยที่ผู้กำกับไม่ได้นำเสนอภาพความรุนแรงหรือฉากหวาดเสียวอันใดเลย แต่สิ่งที่สะเทือนขวัญคนดูก็คือการถ่ายทอดความโหดร้ายที่มนุษย์กระทำมนุษย์ด้วยกัน จากปากคำและใบหน้าเปื้อนยิ้มของผู้ลงมือกระทำ โดยที่ผู้กระทำไม่ได้รู้สึกผิดหรือมองว่าเป็นเรื่องผิดแปลกอันใดเลย หนังพาผู้ชมย้อนกลับไปสำรวจความโหดร้ายของเหตุการณ์สังหารหมู่ในอินโดนีเซียระหว่างปี 1956-1957 ที่รัฐบาลสั่งให้มีการสังหารสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์หรือผู้ที่ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ฝักใฝ่คอมมิวนิสต์อย่างโหดร้าย
ผู้กำกับใช้วิธีการติดต่อไปยังบรรดามือสังหาร โดยหลอกว่าเขาต้องการทำหนังเพื่อเชิดชูวีรกรรมของพวกเขาในครั้งนั้น และต้องการให้พวกเขามาถ่ายทอดประสบการณ์และช่วยแสดงภาพจำลองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้จากมหกรรมแหกตาของผู้กำกับในครั้งนี้ จึงเป็นภาพสะท้อนความเลือดเย็นและความโหดร้ายที่มนุษย์สามารถทำต่อกันได้ ด้วยเหตุผลเพียงแค่เรื่องของความเชื่อและทัศนคติทางการเมืองที่ต่างกัน
Incendies (2010)
ภาษา: อารบิก / ฝรั่งเศส
ประเทศ: แคนาดา

ก่อนที่ผู้กำกับ เดนิส วีลเนิร์ฟ จะเป็นที่รู้จักในฐานะผู้กำกับฮอลลีวูดที่ทำหนังสเกลใหญ่อย่าง Blade Runner 2049 ผู้กำกับสัญชาติแคเนเดียนคนนี้เคยเป็นที่รู้จักในฐานะคนทำหนังที่มักสำรวจความเป็นมนุษย์แบบขุดลึก ด้วยโยนตัวละครเข้าไปในสถานการณ์ที่ทดสอบทั้งศีลธรรมและความเป็นมนุษย์ในตัวคนคนหนึ่ง หนังเล่าเรื่องการเดินทางของคู่แฝดที่เติบโตในแคนาดา พวกเขาได้เดินทางกลับไปยังดินแดนในแถบตะวันออกกลางซึ่งเป็นบ้านเกิดของพวกเขา ตามคำขอสุดท้ายของแม่ผู้ล่วงลับ การเดินทางครั้งนี้ทำให้คู่แฝดได้รับรู้ว่า ในอดีต แม่ของพวกเขาเคยเป็นสายลับที่มีส่วนร่วมในขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองในแถบตะวันออกกลาง แต่ความลับที่น่าตกตะลึงกว่านั้น ก็คือเรื่องราวเกี่ยวกับการกำเนิดของคู่แฝด ที่ทำให้ทั้งสองได้รู้ว่า ในโลกที่กว้างใหญ่และแสนวุ่นวายนี้ เราทุกคนต่างเชื่อมโยงและเกี่ยวพันกัน
An Elephant Sitting Still (2018)
ภาษา: จีน
ประเทศ: จีน

ชื่อภาษาไทย เมืองอนาคตหมด คือชื่อที่บอกเล่าชะตากรรมของตัวละครในเรื่อง และอาจจะรวมถึงความรู้สึกของคนในประเทศของเราตอนนี้ได้ดี หนังเล่าเรื่องชีวิตประจำวันของคนสี่คนในสังคมจีนที่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน แต่ทั้งสี่ต่างเฝ้าฝันถึงการจะได้ไปจากสังคมที่กดดันและทำให้พวกเขารู้สึกไร้ตัวตนแห่งนี้ นี่คือหนังที่เป็นภาพสะท้อนประสบการณ์และความรู้สึกของคนที่มีชีวิตและดำรงอยู่ในสังคมจีน ที่ผู้กำกับ หูโป วัย 29 ปี ตั้งใจใช้เป็นดั่งจดหมายสั่งลา ก่อนที่เขาจะตัดสินใจฆ่าตัวตายหลังจากกำกับหนังเรื่องนี้เสร็จสิ้น จนทำให้ An Elephant Sitting Still กลายเป็นหนังเรื่องแรกและเรื่องสุดท้ายในชีวิตของเขา