วันที่ 10-19 มิ.ย.

เราแทบอดใจรอไม่ไหวกับเทศกาลภาพยนตร์ชั้นดีจากนิตยสาร Attitude โดยในปีที่ 2 นี้กลับมาพร้อมกับธีม "Love Wins" เพื่อประกาศชัยชนะของชาว LGBT ต่อเนื่องจากปีที่แล้วที่ศาลฎีกาสหรัฐประกาศให้ชาวเพศทางเลือกทุกคนแต่งงานได้อย่างถูกกฎหมาย ซึ่งงานนี้ขนภาพยนตร์น้ำดี 12 เรื่องจากหลากหลายประเทศทั่วโลกมาให้เราชมกันง่ายๆ ถึงที่กรุงเทพฯ

Tomcat (2016)
ไฮไลท์เด็ดคือภาพยนตร์เปิดเทศกาลเรื่อง Tomcat (2016) ซึ่งเล่าเรื่องความสัมพันธ์ที่ถูกทดสอบของ Andreas และ Stefan เมื่อฝ่ายหนึ่งจู่ๆ ก็ฆ่าแมวที่เลี้ยงด้วยกันอย่างไม่มีเหตุผล หนังมีรางวัล Best LGBT-Related Feature Film จาก Teddy Award และรางวัลที่ 2 จาก Hong Kong International Film Festival เป็นตัวการันตีถึงความดีงามเชียวนะ! ส่วนหนังเรื่องอื่นๆ ได้แก่ A Cappella (2016), From Afar (2015), LOEV (2015), Miss Bulalacao (2015), Nasty Baby (2015), Spa Nigth (2016), Summertime (2015), Weekend (2016), 4 Moons (2014), Paris 05:59 (2016), และ Closet Monster (2016)

From Afar (2015)
Why you should see it
ถ้าใครที่เชื่อเหมือนเราว่าความรักและความสัมพันธ์ไม่จำกัดเพศ ก็เจอกันได้ที่งานเลย! เช็กรอบฉายและดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจ Bangkok Gay & Lesbian Film Festival นะ
ทุกเรื่องมีซับไตเติ้ลภาษาไทย
บัตรราคาเริ่มต้นที่ 160 บาท (จองตั๋วออนไลน์ที่ www.majorcineplex.com หรือที่ Box Office โรงภาพยนตร์ Quartier CineArt ได้แล้วตั้งแต่วันที่ 4 มิ.ย)
โรงภาพยนตร์ Quartier CineArt ชั้น 4 The EmQuartier ถ. สุขุมวิท BTS พร้อมพงษ์
วันที่ 16-22 มิ.ย

Sunrise (1927)
ขอเตือนว่าเข้าไปในโรงแล้วไม่ต้องถามว่าทำไมไม่เพิ่มเสียง เพราะเทศกาลนี้ฉายเฉพาะหนังที่ไม่มีบทพูดเท่านั้น! โดยงานครั้งนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 แล้ว และไฮไลท์ประจำปีคือการยกย่อง Friedrich Wilhelm Murnau ผู้กำกับชาวเยอรมันที่ฝากผลงานภาพยนตร์คุณภาพเยี่ยมไว้มากมาย ซึ่งเราจะได้ดูผลงานของเขา 2 เรื่อง ได้แก่ The Last Laugh (1924) กับเรื่องราวของชายชราที่ภูมิใจกับหน้าที่คนเฝ้าประตูโรงแรมหรู แต่แล้ววันนึงกลับถูกเปลี่ยนให้ไปทำความสะอาดห้องน้ำแทน และ Sunrise (1927) ซึ่งพาเราตามไปดูชีวิตของชายหนุ่มผู้แสนธรรมดาที่ไปตกหลุมรักหญิงสาวฃาวเมืองจนลงมือฆ่าภรรยาที่แสนดีของตัวเอง

Varieté (1925)
นอกจากนี้หนังหายากเรื่องอื่นๆ ที่เราจะได้ดูกันในงานคือ Shakespeare's Hamlet (1921), Varieté (1925), Two Timid Souls (1928), Shooting Stars (1928) และใครที่เป็นแฟนคลับนักแสดงตลกชื่อดัง Buster Keaton พลาดไม่ได้กับ Go West (1925)

The Last Laugh (1924)
Why you should see it
สิ่งที่เป็นหัวใจของการรับชมหนังเงียบ คือการได้ดูพร้อมเสียงดนตรีประกอบ ซึ่งในแต่ละรอบเราจะได้สัมผัสประสบการณ์การดูหนังเงียบแบบดั้งเดิมจริงๆ โดยงานนี้ได้ Günter A. Buchwald นักดนตรีชาวเยอรมันผู้เชี่ยวชาญการเล่นดนตรีประกอบหนังเงียบโดยเฉพาะ, อานันทน์ นาคคง อาจารย์ประจำคณะดุริยางคศาสตร์ ม.ศิลปากร และ Tama Karena อาจารย์ประจำ NIS มาสับเปลี่ยนหมุนเวียนบรรเลงเพลงสุดไพเราะให้ผู้ชมตลอดเทศกาล ใครที่ไม่อยากพลาดรีบไปดูตารางเวลาจัดฉายได้ที่เพจ The Silent Film Festival in Thailand แล้ววางแผนจองตั๋วได้เลย!
บัตรราคา 200 บาท (จองตั๋วที่โรงภาพยนตร์ลิโด้และสกาล่าได้ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 10 มิ.ย)
โรงภาพยนตร์ลิโด้และสกาล่า สยามสแควร์ ถ. พระราม 1 BTS สยาม
3. Singapore Film Festival เทศกาลภาพยนตร์สิงคโปร์
วันที่ 16-19 มิ.ย

Long Long Time Ago (2016)
อีกหนึ่งเทศกาลที่จัดในเวลาเดียวกันกับเทศกาลภาพยนตร์เงียบคือเทศกาลภาพยนตร์สิงคโปร์ ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 แล้ว โดยในปีนี้เราจะได้ดูหนัง 5 เรื่อง 5 รสแบบเน้นๆ ได้แก่ 12 Storeys (1997), 881 (2007), 1965 (2015), Long Long Time Ago (2016) และ 7 Letters (2015) ภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นเนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองการสถาปนาสาธารณรัฐสิงคโปร์ครบ 50 ปี โดยผ่านฝีมือของ 7 ผุ้กำกับที่จะมาเล่าถึงความสัมพันธ์ของพวกเขาต่อประเทศสิงคโปร์ ที่จะทำให้เราได้ซึมซับบรรยากาศในมุมมองและวิธีการเล่าเรื่องที่แตกต่างกันไป

7 Letters (2015)
Why you should see it
สำหรับเราการดูหนังที่มีบรรยากาศหรือวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกันอย่างหนังในประเทศอาเซียนทำให้เราอินได้ง่ายเป็นพิเศษ อีกทั้งยังได้เรียนรู้ถึงมุมมองใหม่ๆ จากสังคมของประเทศเพื่อนบ้านด้วย แล้วไปเจอในเทศกาลนะ! เช็กรอบฉายและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ SF Call Center 02-2688888 หรือ www.sfcinemacity.com
ทุกเรื่องมีซับไตเติ้ลภาษาไทยและอังกฤษ
เข้าชมฟรี รับบัตรก่อนเวลาฉาย 30 นาที ณ จุดประชาสัมพันธ์เทศกาลภาพยนตร์สิงคโปร์ บริเวณหน้าโรงภาพยนตร์
โรงภาพยนตร์ SF World Cinema, Central World BTS สยาม, ชิดลม
4. European Union Film Festival
วันที่ 22 มิ.ย-3 ก.ค.

The Fencer (2015)
ธีมประจำปีนี้คือ ‘Look to the Past, See the Future’ ซึ่งแน่นอนว่าหนังที่จัดฉายในงานก็จะมีความเกี่ยวข้องกับสภาพสังคมหรือวัฒนธรรมของชาวยุโรปทั้งในอดีตและปัจจุบัน พอดูเสร็จเราจะได้มุมมองว่าเราจะสร้างอนาคตที่ดีกว่าได้อย่างไร

Tale of Tales (2015)
เรื่องที่เราอยากดูมากๆ คือภาพยนตร์เปิดเทศกาล Tale of Tales (2015) ที่จะพาเรากลับไปชมอารยธรรมเก่าแก่ของอิตาลี โดยแบ่งเป็น 3 เรื่องสั้นที่ดัดแปลงมาจากเทพนิยายอันเต็มไปด้วยความแปลกประหลาด หนังเรื่องนี้มีดีกรีได้เสนอชื่อเข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำในเทศกาลหนังเมืองคานส์ด้วย นอกจากนี้ หนังเรื่องอื่นที่น่าสนใจก็มีอีกเยอะแยะนะ เช่น The Broken Circle Breakdown (2012), The Fencer (2015), Victoria (2015), Family Film (2015), The Sunfish (2014), Standing Tall (2015) และอื่นๆ อีกมากมาย รับรองว่าครบทุกรส ตอบโจทย์ทุกแนวแน่นอน!

The Broken Circle Breakdown (2012)
Why you should see it
คอหนังห้ามพลาดเทศกาลนี้จริงๆ เพราะจะมีซักกี่ครั้งที่เราจะได้ดูภาพยนตร์จากประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปแบบรัวๆ ขนาดนี้ ถ้าใครสนใจจะไปดูกับเราก็อย่ารอช้า คว้ากระเป๋าตังค์และเตรียมตัวได้เลย! ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หน้าเพจของผู้ใหญ่ใจดีที่เป็นหัวเรือใหญ่ประจำงานได้ที่ European Union in Thailand หรือที่เว็บไซต์โรงภาพยนตร์ www.sfcinemacity.com ได้เลย
ทุกเรื่องมีซับไตเติ้ลภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
บัตรราคา 120 บาท (ซื้อได้ที่จุดจำหน่ายบัตรชมภาพยนตร์ หรือติดต่อซื้อล่วงหน้าได้ผ่านเว็บไซต์ www.sfcinemacity.com)
โรงภาพยนตร์ SF World Cinema, ชั้น 7 Central World ถ. พระราม 1 BTS สยาม, ชิดลม
วันที่ 25-26 มิ.ย.

กลับมาอีกครั้งกับเทศกาลหนังสั้นประจำปีจาก FlimVirus งานนี้คอหนังจะได้ดูหนังสั้นหลากประเภทจากผู้กำกับทั้งหน้าใหม่และหน้าเก่า โดยแบ่งเป็นหมวด Fiction, Experimental, Documentary, Rough, Mockumentary+The Inbetweeners พร้อมด้วยจดหมายเพลงนักเลงภาพปีที่ 2 (มิวสิควิดีโอประกอบเพลงลูกทุ่ง)
Why you should see it
คนที่ชื่นชอบหนังสั้นหรือคนทำหนังที่อยากแลกเปลี่ยนไอเดียใหม่ๆ ห้ามพลาดงานนี้จริงๆ ใส่เสื้อผ้าที่ลุกนั่งสบายแล้วไปนอนชิวดูหนังกันเถอะ! ดูตารางเวลาได้ที่หน้าอีเวนต์เลย :-)
เข้าชมฟรี
The Reading Room สีลม 19 BTS สุรศักดิ์ เริ่มตั้งแต่ 12:00น. ทั้ง 2 วัน
ครั้งหน้าเราจะชวนไปดูอะไร อย่าลืมติดตามนะ :-)