อ็อฟ: ตอนแรก พี่ต้อม (ยุทธเลิศ สิปปภาค) ติดต่อพี่แจ็ค เพราะอยากจะให้แจ็คกับแนคมาเล่น แจ็คเลยบอกพี่ต้อมว่า ไหนๆ ก็เล่นแล้ว ก็เอาแก๊งค์แฟนฉันมาเล่นรวมกันเลยแล้วกัน ซึ่งเพื่อนๆ ทุกคนก็ยินดี เพราะนอกจากจะได้มาญี่ปุ่นแล้ว ก็ยังได้กลับมาเจอกัน ได้สนุกสนานอีกครั้ง เป็นครั้งแรกในรอบ 13 ปีที่ได้กลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง

หลังจากแฟนฉัน แต่ละคนไปทำอะไรกันมาบ้าง?
อ๋อง: หลังจากแยกจากแฟนฉัน ผมก็มีงานเข้ามาบ้างประปราย จากนั้นก็หยุดงานในวงการไปเรียนวิจิตรศิลป์ที่อาชีวะชลบุรี แต่เรียนไม่จบ ตอนที่เรียนอยู่ก็ได้ไปแข่งรายการต้นศิลปะ ปี 3 ที่อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ร่วมทำด้วย จากนั้นก็ออกจากโรงเรียนแล้วก็ตัดสินใจไปอยู่เชียงราย 3 ปี ตั้งแต่ปี 2555 ทำงานศิลปะของตัวเองขายในเมืองเชียงรายพร้อมๆ กับเล่นดนตรี ทำตามฝันตัวเองไปเรื่อยๆ แล้วก็ไปหาอาจารย์เฉลิมชัย ไอดอลผมด้วย ท่านก็สอนแนะแนวทางการใช้ชีวิตให้ผมเหมือนกัน จากนั้นผมก็ย้ายกลับมาบ้านเมื่อปีที่แล้ว มาขายของแฮนด์เมดเหมือนเดิม ขายพวกดรีมแคชเชอร์ กับงานศิลปะอื่นๆ ที่ถนนคนเดินบางแสน ชื่อร้าน 70s' Hippie
อ็อฟ: หลังจากแฟนฉัน ผมก็ไปโผล่ตามงานบันเทิงบ้าง ละครบ้าง พอเริ่มเข้ามหาวิทยาลัยก็เริ่มจริงจังกับตัวเองมากขึ้นเพราะตัดสินใจเรียนในสิ่งที่ตัวเองชอบแล้ว ซึ่งก็คือนิเทศศาสตร์ สาขาโฆษณาที่มหาวิทยาลัยเอแบค ตอนนี้ก็จบมาปีนึงแล้ว กำลังทำงานเป็นแพลนเนอร์ที่ Rabbit's Tale Digital Agency เริ่มทำมาได้ประมาณ 5 เดือน ซึ่งงานด้านดิจิตอลก็เป็นงานด้านที่ผมชอบ คิดว่าน่าจะทำได้ ก็เลยลองสมัครงานด้านนี้ดู
หยก: ช่วงแรกๆ ผมมีงานบ้าง แต่น้อยกว่าเพื่อน พอเริ่มเข้ามัธยมฯ ผมก็เริ่มรู้ตัวว่าชอบด้านสถาปัตย์ ผมเลยต้องไปเรียนติวเยอะ มุ่งไปทางการเรียนเยอะ ต้องฝึกต้องหัดเขียนแบบ วาดแบบ จนได้เรียนสถาปัตย์จุฬาฯ สาขา landscape อย่างที่หวัง ซึ่งมันก็หนักหนากว่าที่คิดเยอะ แต่ก็สนุก ตอนนี้อยู่ปี 4 แล้ว ต้องเรียนทั้งหมด 5 ปี
เก็ต: จริงๆ ก่อนมาเล่นหนังเรื่องแฟนฉัน เป็นเด็กโฆษณามาก่อนแล้ว เล่นละครมาแล้ว 2 เรื่อง พอจบจากหนัง ผมก็ยังมีงานเรื่อยๆ อย่างงานละคร พากย์เสียงหนัง เช่นหนังก้านกล้วยภาคแรก ผมก็เป็นคนพากย์ ภาคสองก็ด้วย แต่ไม่ได้เป็นตัวหลักเหมือนภาคแรก พอเข้ามหาวิทยาลัย ก็เลือกเรียนบริหารธุรกิจ ตอนนี้เรียนอยู่มหาวิทยาลัยชินวัตร ปี 3 ทุกวันนี้ก็ยังทำงานเกียวกับการแสดง มีแพลนเล็กๆ น้อยๆ จะทำอะไรกับเพื่อนๆ เช่นเปิดสตูดิโอเล็กๆ เป็นคาเฟ่สตูดิโออะไรประมาณนั้น
แน็ก: ผมทำงานแสดงมาตลอด แต่สุดท้ายก็มารู้แล้วว่าเราอยากเหนื่อย และลงทุนตัวเองในด้านดนตรี ตอนนี้ก็ทำงานเพลงคนเดียว เกือบทุกขั้นตอนเลย
ทำไมทำคนเดียวล่ะ?
แน็ก: เพราะเราสบายใจ ถ้ามันขาดทุน ก็เป็นเพราะเราคนเดียว ไม่ต้องมีใครเดือดร้อนเพราะเรา เราทำเพลงแล้วเรามั่นใจ ให้คนอื่นมาร่วมแล้วเสียงานก็ไม่อยากทำ ทำทุกแนวที่อยากทำ ทั้งร็อก ทั้งฟังสบาย ฟังง่ายมีหมด เรื่องเล่นดนตรี ก็ฝึกเองหมดเลย ปีที่แล้วได้ไปเจอวง Silly Fools เล่น พี่หรั่งมือเบสเค้าเล่นเจ๋งมาก แล้วเราก็อยากเล่นได้แบบเค้า ตอนแรกก็มีวงเหมือนกัน แต่เพื่อนไม่ไหว ของอย่างนี้มันยาก พอมันไม่ประสบความสำเร็จ คนอื่นก็ท้อ แต่สำหรับผม ยิ่งไม่ประสบความสำเร็จ ยิ่งต้องเอาให้ได้ ตอนนี้ก็เพิ่งปล่อยซิงเกิล “จะรออยู่ตรงนี้”
ผ่านไป 10 กว่าปี กลับมารวมตัวกันอีกที เรารู้สึกยังไงกันบ้าง?
อ็อฟ: รู้สึกแก่เลย ฮ่าๆๆ ตอนแรกก็ตื่นเต้นนะ เพราะเป็นเพื่อนกันตั้งแต่เด็ก ซี้กันมาก ตอนรู้ว่าจะได้กลับมาเจอกันอีกรอบก็ตื่นเต้นดีใจ พอได้กลับมาเจอกันจริงๆ ช่วงแรกๆ ก็ประหม่า ไม่ค่อยคุย รู้สึกแปลกๆ แต่พอรอสักสองสามนาที มีคนทักขึ้นมา “เห้ย เป็นไงมั่งวะ” ก็เหมือนสตาร์ทเครื่องเลย พริ้วเลย ก็คุยกันลื่น
หยก: เหมือนคืนสู่เหย้า
ตอนเล่น “แฟนฉัน” เรารู้จักกันมาก่อนหรือเปล่า?

อ็อฟ: ไม่รู้จักกันเลย เจอกันตอนแคสติ้งหมด แต่ด้วยความที่ถ่ายหนังด้วยกันนานมาก ร่วม 2 ปี เลยทำให้สนิทกันมาก พอคุยกันแป๊ปเดียวก็สนิทกันแล้ว
กลับมาเจอกันอีกรอบ มีโมเมนต์สนุกๆ ยังไงบ้าง เล่าให้ฟังหน่อย
อ็อฟ: บอกเลยว่าฮากว่าเดิม เพราะทุกคนรู้มากขึ้น กล้าขึ้น บ้าขึ้น โลกกว้างขึ้น ไปเจออะไรมา ก็เอามาแชร์กัน ลองทำแบบนี้สิ แบบนั้นสิ หายไปไหนมา ไปทำอะไรมาก็เอามาแชร์กัน ความบ้า ความตลก ความเพี้ยน เหมือนเดิมทุกอย่าง เพิ่มเติมแค่ level
หยก: ไปเที่ยวเมืองอื่นแล้วเกือบตกรถ กลับมาถ่ายหนังไม่ทัน เรื่องมันเริ่มจากเรามีวันว่าง ปกติเราถ่ายหนังอยู่ที่เมือง Niseko ซึ่งเป็นเมืองเล่นสกีชื่อดังของญี่ปุ่น แต่ถ้าเราไม่เล่นสกี ก็จะไม่มีอะไรเที่ยวเลย แล้วเราก็ถามพี่เค้าว่ามีวันว่างมั้ย เค้าก็บอกว่ามี เราก็เลยขอเข้าไปเที่ยว Sapporo กัน ไปกันทั้งหมด 4 คน มีผม อ๋อง เก็ต อ็อฟ แต่ละคนก็มีสิ่งสนใจอยากได้ไม่เหมือนกัน คนนึงอยากไปดูดาบ ดูปืน ดูบ้านยากูซ่า เราจะไปด้วยกันก็จะเสียเวลา อ๋องก็เลยเสนอแยกกันไปดูก็ได้ เสร็จแล้วค่อยมาเจอกันที่รถไฟเที่ยวสุดท้าย นัดเจอกันตอน 3-4 ทุ่ม

อ็อฟ: พอใกล้ถึงเวลา เราก็ไปรอกันที่ด้านหน้าสถานีรถไฟ เราก็นัดเผื่อกันนิดนึงแล้ว แต่จนแล้วจนรอด อ๋องก็ยังไม่มา ตอนนั้นเราติดต่อกันไม่ได้เลย มือถืออ๋องเสีย เราก็คุยกันถ้ารอยังงี้ เราตกรถไฟกันหมดแน่ๆ แล้วพรุ่งนี้มีถ่าย พวกผมรออยู่ครึ่งชั่วโมง ก็เลยตัดสินใจว่าไปขึ้นรถดีกว่า เพราะเราเชื่อใจอ๋องว่ายังไงมันก็มา พอเดินเข้าไปข้างในชานชลา ก็ไปเจอมันนั่งรออยู่ข้างใน โอ้ย...ทำเอาใจหายกันหมด ทำตัวเป็นหมาป่าเดียวดายตลอด ก่อนหน้านั้นก็อ๋องก็เคยหายไปกับดัคเพื่อนแน็กมาแล้ว คนอื่นกลับบ้านแล้วแต่นี่หายไปทั้งคู่เลย
อ๋อง: ตอนนั้นผมอยู่โอตารุกับดัค (เพื่อนแนค) ลูกศิษย์เณรคำในเรื่อง มันมาแบบไม่มีพ็อคเก็ตไวไฟ ผมก็มีแค่แผนที่กระดาษแผ่นเดียว กับนามบัตรเล็กๆ ที่มีตารางรถไฟ ต้องใช้สัญชาติญาณอย่างเดียว สุดท้ายก็ถึงนิเซโกะเที่ยงคืนกว่าๆ เจอเพื่อนๆ ที่วนไปรอ อ๋องยังไม่มา ที่พักค่อนข้างไกล พายุหิมะเข้าด้วย พี่ก้องเกือบต้องเปลี่ยนบทให้ผมตาย เพราะติดต่ออะไรไม่ได้เลย
ย้อนกลับไปตอน “แฟนฉัน” มีความทรงจำเก่าๆ ที่เรายังประทับใจตอนถ่ายหนังด้วยกันบ้างไหม?
เก็ต: จะนึกถึงฉากบนรถเมล์ มันจะเป็นฉากที่ทุกคนจำหนังได้ด้วย ทุกคนก็จะจำฉากเด็กผู้ชายนั่งเล่นกันบนรถเมล์กันหลายคน จริงๆ พอคนนึกถึงแก๊งค์แฟนฉัน ก็จะนึกถึงไอติม รถเมล์ เป่ากบ เด็กผู้หญิงก็โดดยาง เล่นเป็นจอมยุทธ์กัน ได้กลับไปนึกถึงอะไรแบบนั้นก็รู้สึกดี อย่างตอนพี่แจ็คกินไอติมทุเรียนขี้แตกไรงี้ ได้นึกถึงเรื่องแบบนี้ทำให้รู้เลยว่า ถึงตอนนั้นเรายังไม่รู้อะไรมาก แต่เราก็มีความสุขกันมากๆ

อ๋อง: นึกถึงตอนถ่ายหนัง ตอนนั้นพวกเรายังใสๆ กันอยู่เลย เป็นการร่วมงานที่ได้รู้จักกันครั้งแรก ก็เป็นอะไรที่น่าจดจำ เป็นความทรงจำดีๆ คาแร็กเตอร์ของเพื่อนแต่ละคน เราก็จะจำเค้าได้ในแบบที่แว่บแรกที่เราเห็นเค้า จำเค้าในสัมผัสแรกแบบนั้น แต่ละคนโตขึ้นมา บางคนก็มีความคิดเยอะขึ้น โตขึ้น บางคนก็นิ่งขึ้น แต่ภาพของเพื่อนผม ผมก็จะมองเค้าในภาพแรกที่เห็น จำเค้าแบบนั้นมาตลอด พวกเค้าเหมือนเดิมสำหรับผม
มีอะไรที่เราเคยเห็น หรือเคยทำตอนเด็กๆ แต่ตอนนี้หายไปแล้วไหม
อ็อฟ: ผมนึกถึงวิดีโอ ผมชอบดูพวกการ์ตูน เราเป็นคนที่ชอบดูเรื่องโดเรมอน ก่อนนอนต้องดูการ์ตูนโดเรมอนทุกครั้ง ถึงทุกวันนี้ จะดูยูทูปได้ง่าย แต่ก็ยังคิดถึงวิธีการดูวิดีโอ ที่ดูเสร็จแล้วต้องเอามากรอเทปกลับ หรือต้องเอาออกมาเป่าฝุ่น เอามาเช็ดๆ ก็เป็นความรู้สึกที่ย้อนกลับไปแล้วดูแก่ดี มันล้ำค่า มันไม่ได้ไฮเทคอะไรมาก แต่ย้อนกลับไปตอนนั้นคือสุดยอดแล้ว เมื่อก่อนเปิดวิดีโอ เด็กก็จะมานั่งดูพร้อมกัน แต่ตอนนี้ เด็กก็มีโลกส่วนตัว นั่งเล่นไอแพด อยู่แต่กับตัวเอง ก็เห็นสังคมที่ต่างกัน ก็เลยนึกถึงวันเก่าๆ

หยก: เกมบอย จริงๆ แล้วเกมบอยมีอิทธิพลกับผมมาก สำคัญมาก ตอนที่ไปแคสติ้งแฟนฉัน ผมจะเป็นเด็กติดเกมมาก จะมีเกมติดตัวตลอด ก็มีคนมาแคสเป็นมาโนชหลายสิบคน พอแคสเสร็จ เค้าก็จะปล่อยฟรีไทม์ ปล่อยให้เล่นให้อะไรไป ทุกคนก็จะออกไปเตะบอล เล่นนู่นนี่ แต่ผมก็ปลีกวิเวก นั่งเล่นเกมอยู่คนเดียว ก็เลยกลายเป็นคาแรคเตอร์ผมในเรื่องไปเลย
เก็ต: ผมติดเกมโปเกมอน ทุกวันนี้ก็ยังติดอยู่เลย เกมนี้ถ้าพูดแบบง่ายๆ คือจับสัตว์มาตีกันให้ตายไปข้างนึง แต่จริงๆ มันเป็นเกมแฟนตาซีสำหรับเด็ก ทำให้เรารู้คำศัพท์เยอะมาก คำว่า ไฟ น้ำ Escape คำว่า Run หรือ Item หลายๆ อย่างได้จากเกม มันสอนเราเยอะมาก
แน็ก: สำหรับผม ไม่ใช่พวกของเล่น แต่เป็นพวกการละเล่นมากกว่า เมื่อก่อนมีโดดหนังยางเล่น หรือเล่นพ่อแม่ลูก แต่เดียวนี้ไม่มีแล้ว แบบตอนพักเที่ยง โดดยาง เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว พักเที่ยงก็เล่นโทรศัพท์กันหมด

อ๋อง: เมื่อก่อนชอบมวยปล้ำมาก เพื่อนๆ ก็ดู แต่ไม่ได้ดูเยอะเท่าผม ดารามวยปล้ำที่ชอบเลยก็คือ เจฟ ฮาร์ดี้ กับอันเดอร์เทคเกอร์ ผมเพื่อนๆ เกือบคอหักมาหลายรอบ เพราะทำท่า Swanton Bomb บนเตียงนี่แหละ เล่นกันจนเตียงหักมาแล้ว แต่จริงๆ แล้ว ผมเป็นคนหลงใหลในยุค 60-70 ชอบเก็บผ้าเก่า ยีนส์เก่า ฟังเพลงเก่าๆ ตอนเด็กๆ ผมชอบฟังเพลงไม่เหมือนชาวบ้าน ชอบฟังเพลงร็อกแอนด์โรลล์เก่าๆ ไล่เก็บเพลงเก่า กางเกงเก่าในยุคนั้น เพราะผมรู้สึกว่าของเหล่านี้มันไม่ตาย นั่งหาคอนเสิร์ตเก่าๆ เอามาเก็บไว้ มันเป็นการศึกษาประวัติศาสตร์อย่างหนึ่ง ถ้าโลกนี้ไม่มีฮิปปี้ คงไม่มี Woodstock ไม่ได้เห็นวัฒนธรรมอะไรอีกหลายๆ อย่าง การตามดูของพวกนี้ทำให้ผมได้ไปหลายๆ ทาง ได้ศึกษาโลกกว้างมากขึ้น เช่นช็อปเปอร์หน้ายาวเกิดขึ้นในยุคสงครามเวียดนาม จริงๆ ตอนเด็กก็ชอบโดดยางเหมือนกัน แต่ลึกๆ แล้วผมชอบอะไรแบบนี้มากกว่า แต่ไม่กล้าคุยกับใคร คุยแต่กับลุง พี่ๆ ที่เค้าอายุเยอะแล้ว
ถือว่าโตขึ้นมาในยุคคาบเกี่ยวกับอนาล็อก และดิจิตอล เรามองการเปลี่ยนแปลงในสังคมทุกวันนี้ยังไงบ้าง?
อ็อฟ: เมื่อก่อนการสื่อสารก็จะเป็นแบบฝ่ายเดียว เค้าพูดกับเรา แต่เราไม่มีสิทธิพูดอะไรกับเค้า แต่พอมีอินเทอร์เน็ตเข้ามา ก็ทำให้โลกเปลี่ยนไป เราไม่จำเป็นต้องให้คนอื่นมาเอาข้อมูลอะไรใส่เราอย่างเดียวแล้ว เรามีสิทธิ มีเสียง ตอบโต้อะไรก็ได้ คืออินเทอร์เน็ตเป็นเรื่องดี แต่บางทีก็เหมือนดาบสองคม เราก็ใช้ในทางผิดๆ เช่นตอนที่นาซ่าเค้าปล่อยจรวดถ่ายทอดสด คนไทยก็ไปพิมพ์ภาษาไทย พิมพ์คำหยาบ ฝากร้านขายของในนั้น ซึ่งผมมองว่าไม่เหมาะสม ดูอย่างญี่ปุ่น ประเทศเค้าเทคโนโลยีจ๋าเลย แต่เค้ายังเลี้ยงเด็กให้สามารถใช้ชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพ ให้ละเทคโนโลยี ออกมาเจอกัน สอนให้เป็นระเบียบ และเน้นการใช้ชีวิตจริงๆ เน้นการทำกิจกรรมเยอะๆ ของไทย มีกิจกรรมก็จริง แต่ก็เป็นกิจกรรมหลังเลิกเรียนแบบพ่อแม่ส่งลูกไปเรียนพิเศษ (แกมบังคับหน่อย)

หยก: อาจจะเป็นกระแสมานานแล้วว่าเราอยู่ในสังคมก้มหน้า มีสเปซของตัวเองมากกว่าในอดีต แทนที่เราจะเข้าสังคม interact กัน แต่ตอนนี้เราจะไม่เห็นภาพเด็กเล่นด้วยกันในหมู่บ้าน แทบจะไม่มีเลย ทั้งๆ ที่เรื่องนี้ผมมองว่าเป็นสิ่งสำคัญในการช่วยให้สังคมเราดีขึ้น เพราะจริงๆ แต่ละคนได้รับการสั่งสอนจากครอบครัวไม่เหมือนกัน พอมาเจอกันทีเดียวที่โรงเรียน หรือมหาวิทยาลัยพอมาเจอความคิดไม่เหมือนกันแบบรวดเดียวเลยก็อาจจะทำให้มีปัญหากัน การที่มีสมาร์ทโฟนก็ดี แต่ก็มีผลเสียเหมือนกัน เพราะเรื่องการเข้าสังคม บางอย่างมันเป็นสิ่งที่สอนกันปากเปล่าไม่ได้ ต้องเรียนรู้ด้วยการเจอกัน สิ่งต่อไปที่น่าห่วงคือ Gen ที่หลังจากพวกผม จะมีปัญหามากกว่าพวกผมอีก เพราะโตมาก็ใช้ไอแพดได้เลย เราจะกึ่งๆ เพิ่งมาได้ใช้ เจนฯ ต่อไปคือโตมาแล้วมีทุกอย่าง ไม่ต้องคุยกับใคร ตื่นมาก็เล่นแต่อินเทอร์เน็ต พอมาเจอ อาจจะห่วงว่าจะเข้าสังคมกันยังไง
อ๋อง: ห่วงเด็กยุคใหม่ กับการที่พ่อแม่เลี้ยงด้วยเทคโนโลยี พ่อแม่เปิดยูทูบให้ลูกดู เด็กก็จิ้มไปเรื่อย ผมกลัวเด็กเขียนหนังสือไม่เป็นมากๆ เด็กเป็นผ้าขาว ห่วงผ้าขาวมากกว่า ผมคิดว่าการเลี้ยงลูกน่าจะใช้ระบบ manual แบบที่เราโตกันมา ตอนเด็กผมยังทันจอขาวดำเลย ผมมองว่าครอบครัวควรเอาเวลามาทำกิจกรรมร่วมกัน ให้พ่อแม่กับเด็กใช้เวลามากขึ้น ผมก็ไม่ได้แอนตี้เทคโนโลยี แต่อยากให้ทำควบคู่กันไปพอดีๆ อย่าให้เทคโนโลยีเป็นสิ่งควบคุมเรา เทคโนโลยีใช้ให้ดีได้ แต่มันใช้แทนทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้
ในอนาคตอยากทำอะไร?

อ็อฟ: ทำงานด้านโฆษณา เล็งในอนาคต ประสบการณ์มีแล้ว ก็เพิ่มความรู้ ก็อาจคิดเรื่องเรียนต่อ
หยก: จบปีหน้า คงทำสถาปนิกก่อน ค้นหาตัวเองก่อน ว่าชอบด้านนี้จริงๆ ไหม แล้วก็ดูลู่ทางไปเรียนต่อโทฯ ด้านไหนดี
เก็ต: ตอนนี้เรียนไปก่อน แล้วก็ทำงานด้านวงการบันเทิงไปด้วย
แน็ก: อยากเป็นอะไรหลายอย่างเลย อยากเป็นนักบิน อยากเป็นนักแข่งรถ ตอนนี้ก็อยากทำดนตรีประสบความสำเร็จ มีคนฟัง ยอมรับเรา
อ๋อง: ผมก็ทำตามความฝันด้านศิลปะ ดนตรี แฮนด์เมดของตัวเองไปเรื่อยๆ อนาคตก็ตอบไม่ได้ ขอให้ได้ทำสิ่งที่ตัวเองชอบอยู่ก็พอ