ส่วนตัวแล้ว เราตื่นเต้นกับโปรเจกต์นี้ของผู้กำกับชาวออสเตรเลีย บาซ เลอห์มานน์ เจ้าของผลงานอย่าง Romeo + Juliet, Moulin Rouge! และ The Great Gatsby มาก ๆ เพราะนอกจากจะรับรู้มานานว่า เอลวิส เพรสลีย์ เป็นศิลปินที่ยิ่งใหญ่แค่ไหนแล้ว เรายังเป็นคนที่โตมากับเพลงเอลวิสแบบเน้น ๆ เลยด้วย บอกเลยว่าไม่ว่าหนัง Elvis จะจัดเพลงไหนมาในซีนไหน เราร้องได้หมดแน่ ๆ

แต่ความพิเศษของ Elvis ไม่ได้อยู่ที่การขายซีนเพลงฮิต (ที่มีอยู่มากมายจนไม่สามารถนำมาใส่ในหนังได้หมด) นี่สิ แต่อยู่ที่การนำเสนอความสัมพันธ์อันซับซ้อนของ เอลวิส ในฐานะศิลปิน กับ ทอม พาร์กเกอร์ ในฐานะโปรโมเตอร์ผู้ชุบชูเส้นทางอาชีพ โดยที่พร้อม ๆ กันนั้น หนังก็บอกเล่า 'มูลค่า' ของเอลวิสได้อย่างคมคาย ทั้งมูลค่าที่ประเมินเป็นตัวเงินไม่ได้อย่างพรสวรรค์ที่มีมาแต่เด็ก และมูลค่าที่เป็นตัวเงินจับต้องได้อย่างเมอร์แชนไดส์มากมายและทรัพย์สินเงินทองของผู้คนรอบตัวศิลปิน ทำให้คนดูได้รับรู้ความยิ่งใหญ่ของเขา และความ 'น่าเศร้า' ในการเป็นเขา ที่ถูกหาผลประโยชน์จากเสน่ห์เฉพาะตัวและความโด่งดังอยู่เสมอ ได้ดีมาก ๆ

เราชอบที่ บาซ เลอห์มานน์ สามารถเนรมิตโปรดักชันและจัดวางวิธีเล่าเรื่องได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ (แม้หนังจะยาวถึง 2 ชั่วโมง 40 นาทีก็ตาม) รวมถึงต้องชื่นชมการแสดงของ ออสติน บัตเลอร์ ในบทเอลวิส และ ทอม แฮงส์ ในบท 'ผู้พันทอม' ด้วย ถึงใจเราจะอยากฟังแทร็กฮิตของตัวศิลปินแบบยาว ๆ จุก ๆ กว่านี้ แต่เท่านี้ เพอร์ฟอร์แมนซ์ที่แทบจะถอดมาจากโชว์จริงของเอลวิสแบบชอตต่อชอตก็ชุบชูใจเราได้มาก แบบ... ยืนปรบมือรัว ๆ กว่านี้ไม่ไหว!
เหนือสิ่งอื่นใด (และ 'อื่นใด' นั้นหมายถึงความฟูฟ่องอลังการในแบบฉบับของ บาซ เลอห์มานน์ นั่นล่ะ) Elvis เป็นหนังที่นำเสนอความเป็นมนุษย์ปุถุชนของคนอัจฉริยะคนหนึ่ง ที่ชีวิตดูจะไม่เคยเป็นของเขาจริง ๆ เลย และยังตีแผ่ความจริงที่ว่า คนหรืออะไรที่ 'ขายได้' จะถูกตีมูลค่าและหาประโยชน์เกินจากที่ควรจะเป็นอยู่เสมอ ใครจะไปรู้... การที่โลกนี้ไม่มีเอลวิสอยู่แล้ว อาจจะเป็นเพราะว่าเขามีมูลค่ามากเกินไปก็ได้ หรือจะบอกว่า "เขา 'ทำเงิน' จนตัวตาย" ก็คงไม่ผิดจากความจริงเท่าไหร่นัก
Elvis เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ 23 มิ.ย.

