เป็นโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่ที่เรารอคอยมานานจริง ๆ สำหรับ Dune ผลงานเอพิกไซไฟจากนิยายปี 1965 ที่ได้ดาราเบอร์ต้นของฮอลลีวูดมาร่วมแสดง ตั้งแต่ ทิโมธี ชาลาเมต์, รีเบกกา เฟอร์กูสัน, ออสการ์ ไอแซก, จอช โบรลิน, สเตลแลน สการ์สการ์ด, เดฟ บาทิสตา, เจสัน โมโมอา, เซนเดยา ไปจนถึงนักแสดงชื่อดังจากเอเชียอย่าง จางเจิ้น แถมยังเป็นผลงานการกำกับของขุ่นพ่อ เดอนี วิลเนิฟ เจ้าของผลงาน Prisoners, Enemy, Sicario, Arrival และ Blade Runner 2049 โดยงานนี้เป็นครั้งแรกที่เขาทั้งโปรดิวซ์ เขียนบท และกำกับเองเลยด้วย การันตีความอลังการอย่างไร้รอยต่อแน่ ๆ อะ


ใครที่กำลังกังวลว่าการเล่ามหากาพย์ในแบบของวิลเนิฟจะออกมางง ๆ ไม่ต้องกลัว เพราะเรื่องราวมันไม่ได้ชวนงงขนาดนั้น หลัก ๆ มันคือการเล่าเรื่องการเมืองการปกครอง และการสร้างฐานอำนาจของแต่ละเมือง (ดาว) ในจักรวาล ภายใต้ผู้ปกครองสูงสุดคนเดียวนั่นแหละ โดย Dune เล่าเรื่องโฟกัสที่ตระกูลอะเทรดีส เชื้อสายขุนนางที่หลายฝ่ายหวั่นเกรงในอำนาจ ซึ่งดยุกคนปัจจุบันที่ปกครองอยู่คือ เลโต อะเทรดีส ผู้นำที่มีคุณธรรม และจงรักภักดีกับจักรวรรดิ


ปัญหาทุกอย่างเริ่มต้นเมื่อบ้านอะเทรดีสได้รับคำสั่งให้ไปปกครองดาวทะเลเทรายที่เต็มไปด้วยทรัพยาการอันมีค่า แต่ก็เต็มไปด้วยอันตรายเช่นกัน ทำให้เลโตต้องพาครอบครัว ทั้งสนมและลูกชายหัวแก้วหัวแหวน ไปเผชิญกับสถานการณ์ที่คาดเดาไม่ได้นี้ด้วย ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจที่สุดและเป็นหัวใจของเรื่องก็คือ พอล อะเทรดีส ลูกชายผู้เตรียมจะสืบทอดตำแหน่งดยุกต่อจากพ่อ ดันมี 'เชื้อแม่' อยู่เต็ม ๆ โดยแม่ของเขาเป็นสมาชิกกลุ่มที่ใช้พลังจิตเหนือมนุษย์ได้ และเธอก็สอนให้ลูกชายหัดใช้พลังด้วยเช่นกัน

พร้อม ๆ กับที่ครอบครัวอะเทรดีสได้เดินทางสู่บ้านใหม่ ผู้คนเริ่มเชื่อมโยงพอลกับแม่ของเขาเข้ากับตำนานและคำทำนายโบราณ ที่ว่าจะมีเด็กหนุ่มมารีเซตขั้วอำนาจและกอบกู้จักรวาลที่ระบอบการปกครองฟอนเฟะได้ในที่สุด ซึ่งตลอดทั้งเรื่อง คนดูจะได้เห็นตัวละครพอลค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะรับมือกับ 'นิมิต' ที่มากับพลังจิตเหนือมนุษย์ของเขา โดยความเหนือชั้นของการเล่าเรื่อง นอกเหนือไปจากงานภาพที่อลังการ คือความรู้สึกเป็นส่วนตัวและการทำให้คนดูกลายเป็นตัวละครเองด้วย

หลังจากย้ายมาดาวแปลกถิ่นได้ไม่นาน ตระกูลอะเทรดีสก็ถูกโจมตีทั้งทางตรงและทางอ้อมโดยฝ่ายต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งการส่งผู้ไม่หวังดีมาสอดแนม-ลอบฆ่า การตัดกำลังสายการผลิตที่จำเป็น และการวางหมากให้การทำงานของดยุกเลโตต้องสะดุดในทุกทิศทาง จนทั้งครอบครัวตกอยู่ในสภาพที่ไว้ใจใครไม่ได้ ซึ่งก็แน่นอนว่าทั้งหมดนี้เป็นแผนการกำจัดครอบครัวที่หลายฝ่ายการเมืองมองว่า 'แข็งแกร่งเกินไป'


เราชอบที่วิลเนิฟนำเสนอชอตกว้างที่เผยให้เห็นแลนด์สเคปสวย ๆ ในขณะเดียวกันหนังเรื่องนี้ก็เต็มไปด้วยชอตจากมุมของตัวละคร กลายเป็นว่าเราเลยได้รู้สึกตกระกำลำบากไปกับบ้านอะเทรดีส และรู้สึกเอาใจช่วยตัวละครยิ่งกว่าเดิม ซึ่งแน่นอนว่ามันจะจบอย่างค้างคานั่นแหละ เพราะนี่เป็นแค่ Dune 'Part One' เท่านั้น แต่จากทุกอย่างที่ถูกปูไว้ในเรื่อง รวมถึงคุณภาพของโปรดักชันและการแสดง ทำให้เราตัดสินใจได้เลยว่า Part Two มาเมื่อไหร่ จะพุ่งตัวไปดูเป็นคนแรก ๆ ให้ได้!
Dune เข้าฉายแล้วในโรงภาพยนตร์

