“ผมเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับนกไร้ขาที่ได้แต่บินและบินและบิน เหนื่อยนักก็พักนอนกลางสายลม เท้าของมันสัมผัสพื้นเพียงครั้งเดียวเท่านั้นในชีวิต นั่นคือวันที่มันตาย”
ย้อนกลับไปเมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้ว ผู้กำกับ หว่องกาไว ที่เรารู้จักกันดีในฐานะบิดาผู้ให้กำเนิดขบวนการ #กระทำความหว่อง ของฮิปสเตอร์ทั่วโลก ได้เริ่มเปิดกล้องหนังที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของไตรภาคเรื่องรักร้าว ๆ ที่ประกอบด้วย Days of Being Wild (1990), In the Mood For Love (2000) ก่อนจะปิดท้ายด้วย 2046 (2004) โดยสิ่งที่เชื่อมโยงไตรภาคนี่ไว้ด้วยกันก็คือกาลเวลา ความรัก และประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นคีย์เวิร์ดหลักในการเล่าหนังเรื่องของหว่อง

ใน Days of Being Wild หว่องก็ถ่ายทอดเรื่องราวของ “ยัดดี้” (เลสลี จาง ที่แสนหล่อเหลาในวัย 34 ปี) ชายหนุ่มมากรักหัวใจโลเลที่เปรียบตัวเองเป็นดัง “นกไร้ขา” ที่ได้แต่โผบินไปมา ไม่มีวันที่จะลงเอยลงหลักปักฐานกับใครได้ หนังเปิดตัวอย่างงดงามในฐานะปฐมบทของไตรภาครักร้าวของเขา และได้รับคำชื่นชมอย่างล้นหลามในเรื่องของงานภาพ โดยเฉพาะการใช้สีสันฉูดฉาดระหว่างแดงและเขียวตัดกันในหลายฉาก ที่กลายมาเป็นลายเซ็นของผู้กำกับที่ชื่อหว่องกาไวในหนังเรื่องต่อ ๆ มา
แม้ว่า Days of Being Wild จะไม่ใช่หนังเรื่องแรกในชีวิตการทำงานของหว่อง เพราะก่อนหน้านี้ผู้กำกับมากฝีมือคนนี้ได้สร้างชื่อเสียงให้เป็นที่รู้จักในหมู่ผู้ชมวงกว้างในฮ่องกงไปแล้วด้วย As Tears Go By (1988) ซึ่งเป็นหนังมาเฟียเอาใจคอหนังฮ่องกงยุคนั้น ที่ต้องเน้นบู๊แบบเจ้าพ่อไว้ก่อน แต่กับผลงานเรื่องที่สองในชีวิตอย่าง Days of Being Wild ถือว่าเป็นหนัง #กระทำความหว่อง เรื่องแรกอย่างเป็นทางการ เพราะในหนังเรื่องนี้หว่องได้ใส่ทุกอย่างที่เขาอยากทำในหนังเรื่องแรก แต่ต้องเอาไปซ่อนไว้ใต้ฉากหน้าความเป็นหนังมาเฟีย เช่น การสำรวจความเหงาเปล่าเปลี่ยวของผู้คน สภาวะหัวใจล่มสลาย ความรู้สึกแปลกแยกจากสังคม ที่กลายเป็นภาพจำและเอกลักษณ์ของหนังหว่องที่เราคุ้นเคยกันดีในทุกวันนี้

29 ปี นับจากวันที่ Days of Being Wild ออกฉาย และ 16 ปี หลังจากที่พระเอกหนุ่มเลสลี จาง ปิดฉากชีวิตตัวเองและทิ้งไว้เพียงความเสียดายหวนไห้ของเหล่าแฟนคลับทั้งของเขาและของหว่อง (เลสลี จาง ยังมีผลงานกับหว่องอีกหลายเรื่อง หนึ่งในนั้นคือ Happy Together (1997) ที่เป็นหนังหว่องในใจใครอีกหลายคน) เราชาวกรุงเทพฯ ก็จะได้ชมนกไร้ขาออกบินอีกครั้งบนจอใหญ่ที่โรงภาพยนตร์ House Samyan โดยจะฉายในโปรแกรม House Classic ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ House Samyan จะคัดสรรหยิบหนังเก่า ๆ ดี ๆ ลงจากหิ้งมาปัดฝุ่นฉายให้ชมใหม่บนจอใหญ่นั่นเอง
|
|
|
|
|
|

“เมื่อเข็มนาฬิกาตีบอกเวลาหนึ่งนาทีก่อนตีสาม วันที่ 16 เมษายน 1990 เราอยู่ด้วยกัน เพราะคุณ... ผมจะจดจำเวลาหนึ่งนาทีนี่ไว้ ต่อจากนี่ไป เราจะเป็นเพื่อนกันหนึ่งนาที นี่คือความจริงที่คุณปฏิเสธไม่ได้ เพราะมันเป็นอดีตไปแล้ว”
ประโยคข้างต้นคืออีกหนึ่งวรรคทองของหนังที่ยัดดี้บอกกล่าวกับ ไล่เจิน (จาง ม่านอวี้) หญิงสาวคนแรกในเรื่องที่เขาทำให้รักแล้วกลับพังหัวใจเธอล่มสลาย และได้กลายเป็นประโยคคลาสสิกที่หนุ่ม ๆ ในยุคนั้นและยุคถัดมาใช้ขโมยใจสาว (แต่จะหลอกให้รักแล้วหักอกเหมือนพระเอกในเรื่องมั้ยอันนี้ไม่รับประกัน) ซึ่งดูเผิน ๆ แล้วก็ดูเป็นประโยคบอกรักที่โรแมนติกลึกซึ้งกินใจ แต่ใครจะรู้ว่าหลังจากนั้นยัดดี้กลับทิ้งไล่เจินไปและทำให้เธอตกอยู่ในความเศร้า ในขณะที่เขาเดินหน้าหารักครั้งใหม่ ไล่เจินกลับยังติดอยู่ในช่วงเวลาหนึ่งนาทีก่อนตีสามนั้นที่เขาทั้งคู่เคยมีกันและกัน

ดูเผิน ๆ Days of Being Wild อาจเป็นแค่เรื่องราวของผู้ชายเจ้าชู้ที่ไม่ยอมหยุดอยู่ที่ใครง่าย ๆ แต่หากมองดูให้ดี การที่ยัดดี้ไม่กล้าตกลงปลงใจกับใครก็มาจากความโหยหาความรักและบาดแผลที่เกิดจากการที่แม่ผู้ให้กำเนิดทอดทิ้งเขาไปในวัยเด็ก สุดท้ายแล้วยัดดี้ก็คือคนธรรมดา ที่ถูกทำร้ายมา จนกลัวที่จะรัก เพราะกลัวที่จะถูกทอดทิ้งอีกครั้ง ซึ่งนั่นก็อาจทำให้ยัดดี้เป็นภาพสะท้อนความกลัวในห้วงจิตใจของใครหลายคนก็ได้
แต่ไม่ว่าสุดท้ายแล้วเราจะรักหรือจะเกลียดยัดดี้ ก็อยากให้ทุกคนไปพิสูจน์กันเอง หรือใครที่เคยได้ดูแล้ว นี่ก็เป็นโอกาสดีที่เราจะได้ดูหนังหว่องที่เป็นต้นตำรับหนังหว่องบนจอใหญ่กันสักครั้งด้วยนะ (เพราะเชื่อว่าตอนที่หนังฉาย หลายคนน่าจะยังเกิดไม่ทัน) โดย Days of Being Wild จะฉายระหว่างวันที่ 21-28 พฤศจิกายนนี้ ที่ House Samyan ที่เดียวที่เดิม