Skip to main content
AdSense

Annie Hall (1977): เรื่องเล่าความรัก (ตัวเอง) ของฉัน ในวันที่เธอไม่อยู่

เธอไม่อยู่ ฉันจึงเข้าใจ

Annie Hall (1977): เรื่องเล่าความรัก (ตัวเอง) ของฉัน ในวันที่เธอไม่อยู่
February 13, 2020 Bangkok time
ย้อนกลับไปที่งานประกาศผลรางวัลออสการ์ครั้งที่ 50 ที่จัดขึ้นเมื่อปี 1978 ในช่วงโค้งสุดท้ายของการประกาศรางวัลใหญ่ที่สุดของงาน นั่นก็คือรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี ตอนนั้นใคร ๆ ก็คิดว่า ตำแหน่งนี้ต้องตกเป็นของ Star Wars ของผู้กำกับ จอร์จ ลูคัส อย่างแน่นอน เพราะจะมีหนังเรื่องไหนยิ่งใหญ่ไปกว่ามหากาพย์อวกาศเรื่องนี้ได้อีกล่ะ แต่ปรากฏว่าในค่ำคืนนั้น ชื่อที่ถูกประกาศกลับเป็นชื่อหนังโรแมนติกคอเมดี้เล็ก ๆ ของผู้กำกับที่ ณ ตอนนั้น แทบไม่มีใครมองว่าเขาเป็นผู้กำกับด้วยซ้ำอย่าง วูดดี อัลเลน
 
 
หนังเรื่องนั้นมีชื่อว่า Annie Hall ว่าด้วยการทบทวนความสัมพันธ์อันล่มสลายที่มาก่อน Marriage Story (ที่ไฮป์หนักเหลือเกินในปีนี้) กว่า 40 ปี ซึ่งหากใครอยากพิสูจน์ว่า หนังเรื่องนี้มีดีอะไรถึงเอาชนะ Star Wars และ จอร์จ ลูคัส ได้ ก็สามารถไปพิสูจน์ได้ที่โรงหนังสกาลา ในโปรแกรม ทึ่ง! หนังโลก ที่จัดโดยหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) วันอาทิตย์ที่ 16 ก.พ. หรือพรุ่งนี้นี่แหละ รอบ 12.00 น. ใครอ่านบทความนี้จบแล้วอยากไปดู ก็ยังพอมีบัตรเหลือนะ ซื้อบัตรได้ที่จุดจำหน่ายตั๋วหน้าโรงหนังสกาลา ราคา 140 บาท และ 160 บาท
 
 

Annie Hall

 
Annie Hall ว่าด้วยการย้อนกลับไปมองชีวิตรักอันภินท์พังของ อัลวี ซิงเกอร์ ตลกเดี่ยวไมโครโฟนวัย 40 ปี ที่อาศัยอยู่ในแมนฮัตตัน (อัลเลนเล่นเอง โดยควบทั้งตำแหน่งนักแสดงนำ กำกับ และร่วมเขียนบทไปเลย) หนังเปิดเรื่องตรงที่ซิงเกอร์พาผู้ชมย้อนกลับไปทบทวนความสัมพันธ์ของเขากับ แอนนี ฮอลล์ (รับบทโดย ไดแอน คีตัน ที่ก็คว้าออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากเรื่องนี้) หญิงสาวอ่อนวัยกว่าที่เข้ามาในชีวิตเขาและจากไป ตลอดทั้งเรื่องผู้ชมจะได้ย้อนกลับไปทบทวนความสัมพันธ์ของซิงเกอร์กับฮอลล์ และค่อย ๆ ทำความเข้าใจว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้คนสองคนที่รักและห่วงใยกันอย่างลึกซึ้ง สุดท้ายกลับอยู่ด้วยกันไม่ได้
 
 
 
Annie Hall ไม่เพียงเป็นหนังที่ทำให้อัลเลนได้รับการยกย่องในฐานะผู้กำกับอย่างเป็นทางการ (จากที่ตอนแรกคนในวงการไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเขานัก เพราะผลงานของเขาส่วนใหญ่เป็นหนังตลกชวนหัว ที่หากย้อนกลับไปในยุคนั้น มันยังไม่ได้รับการยอมรับจากคนทำหนังและนักวิจารณ์ในฐานะหนังจริงจัง) แต่ Annie Hall ยังเป็นหนังที่กรุยทางให้หนังโรแมนติกคอเมดี้ หรือที่เรียกว่า 'หนังรอมคอม' ได้มีที่ทางในฮอลลีวูด และได้รับการยอมรับในฐานะหนังที่สามารถนำเสนอแง่มุมของมนุษย์ที่น่าสนใจได้ ลบภาพจำเดิม ๆ เกี่ยวกับหนังรอมคอมที่มีแต่พล็อตซ้ำ ๆ และตอนจบเดิม ๆ ที่พระเอกนางเอกแต่งงานกันแล้วก็จบแฮปปี้เอนดิ้ง แต่หลังจาก Annie Hall ประสบความสำเร็จ ก็ทำให้ช่วงยุค 80-90 กลายเป็นยุคบูมของหนังรอมคอมไปเลย โดยมีหนังนำขบวนอย่าง Dirty Dancing (1987) หรือ When Harry Met Sally... (1989)
 
 

Alvy Singer

 
ถ้าหนัง Annie Hall ทำให้ วูดดี อัลเลน มีตัวตนขึ้นมาในฐานะผู้กำกับหนังซีเรียสจริงจัง ตัวละคร แอนนี ฮอลล์ ก็เป็นดั่งกระจกที่ทำให้ อัลวี ซิงเกอร์ ได้มองเห็นภาพสะท้อนตัวตนของเขาจากความสัมพันธ์ครั้งนี้
 
 
มาร์แชล บริกแมน มือเขียนบทร่วมกับอัลเลนในหนังเรื่องนี้เคยเล่าว่า ไอเดียเรื่อง Annie Hall เกิดขึ้นระหว่างที่เขากับอัลเลนกำลังเดินเล่นในมหานครนิวยอร์ก พลางสนทนากันไปถึงเรื่องความวิตกในวันที่ชีวิตล่วงเลยเข้าหลักสี่ ไม่กี่วันหลังจากนั้นอัลเลนก็กลับมาพร้อมดราฟต์แรกของบทหนัง Annie Hall พร้อมคาแรกเตอร์ของ อัลวี ซิงเกอร์ ที่ถอดภาพมาจากตัวเขาเองเกือบหมด
 
 
ประเด็นสำคัญที่ทำให้ Annie Hall กลายเป็นหนังรอมคอมที่ 'เรียล' จนถูกใจนักวิจารณ์ ก็คือการที่มันพูดถึงข้อบกพร่องของมนุษย์ที่ทำให้คนสองคนอยู่ด้วยกันไม่ได้ และข้อบกพร่องนั้นก็คือ ความหลงตัวเอง (Narcissism) ซึ่งที่จริงแล้วเราทุกคนก็มีกันทั้งนั้น แต่มันจะเริ่มเป็นปัญหาก็ต่อเมื่อเราเริ่มมีความสัมพันธ์ และเมื่อคนหลงตัวเองสองคนต้องมาอยู่ด้วยกัน อุปนิสัยนี้ของทั้งคู่จึงค่อย ๆ บั่นทอนกันและกันในที่สุด
 
Annie Hall เป็นหนังที่ผู้กำกับอัลเลนใช้ในการสำรวจสภาวะหลงตัวเองผ่านตัวละคร อัลวี ซิงเกอร์ โดยมี แอนนี่ ฮอลล์ เป็นเหมือนกระจกสะท้อน ขณะที่ ซิงเกอร์ก็เป็นตัวละครที่สะท้อนลักษณะ 3 ประการ ที่บ่งบอกถึงสภาวะหลงตัวเองอย่างครบถ้วน ทั้งความคลั่งความสมบูรณ์แบบ การปฏิเสธความแตกต่าง และการหลีกเลี่ยงความสนิทสนมใกล้ชิด
 
 
ในหนัง ซิงเกอร์เคยผ่านการหย่าร้างและเลิกรามาแล้วหลายครั้ง เพราะเมื่อได้ลองมีความสัมพันธ์จริง ๆ เขาก็ต้องเผชิญกับความผิดหวัง เมื่อปรากฏว่าชีวิตคู่ของจริงไม่ได้สวยงามเหมือนที่คิดไว้ สถานการณ์นี้สะท้อนความต้องการความสมบูรณ์แบบของซิงเกอร์ เมื่อเขาเริ่มคบกับฮอลล์และพบว่าเธอมีความสนใจที่ต่างจากเขา เขาก็พยายามกระตุ้นให้เธอไปลงคลาสเรียนเกี่ยวกับวรรณกรรมและปรัชญาซึ่งเป็นสิ่งที่เขาชื่นชอบ ข้อนี้สะท้อนการปฏิเสธความแตกต่างและพยายามทำให้คู่ของเราเป็นเหมือนเรา และสุดท้าย เมื่อฮอลล์จะย้ายบ้านมาอยู่ร่วมกับซิงเกอร์ เขาก็แสดงท่าทีปฏิเสธและพยายามหาข้ออ้างให้ฮอลล์กลับไปอยู่บ้านเดิม และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นของการแยกทาง และสัญญาณของการปฏิเสธความใกล้ชิด ที่เป็นสัญญาณสุดท้ายของภาวะหลงตัวเอง
 
 
ใครที่ได้ดู Marriage Story แล้ว (อ่าน: มีฉัน มีเธอ แต่ไม่มีเรา: มาเพ่งดูความผุกร่อนของชีวิตคู่กันใน Marriage Story) ก็น่าจะเห็นคุณลักษณะเหล่านี้ในตัวละคร ชาร์ลี บาร์เบอร์ ของ อดัม ไดรเวอร์ ด้วย ซึ่งน่าสนใจว่า ทั้ง อัลวี ซิงเกอร์ และ ชาร์ลี บาร์เบอร์ ต่างก็เป็นศิลปินที่หมกมุ่นในผลงานของตัวเองเหมือนกัน และสุดท้ายก็ไม่สามารถรักษาความสัมพันธ์กับคู่ของตัวเองได้ บางทีอายุที่ห่างกันกว่า 40 ปีของ Annie Hall และ Marriage Story อาจจะเป็นข้อยืนยันว่า การถกเรื่องปัญหาชีวิตคู่ไม่เคยเป็นเรื่องล้าสมัย เพราะไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ เราก็หลงตัวเองด้วยกันทั้งนั้น
AdSense
AdSense
AdSense