เรียกได้ว่ายุคนี้เป็นยุคของ Video On Demand จริง ๆ ก็ด้วยไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่อย่างเรา ๆ ที่ไม่ค่อยมีเวลา ทั้งวันก็หมดไปกับการทำงานบ้าง เดินทางบ้าง พอได้พักก็มีหน้าจอโทรศัพท์นี่แหละเป็นคู่หูคู่ใจ แอปสตรีมมิงเลยกลายเป็นตัวเลือกที่สะดวกที่สุดในการดูหนังของเรา ซึ่งตอนนี้ก็มีออกมาหลากหลายเจ้ามาก ๆ โดย 8 แอปที่เราหยิบมาให้ต่อไปนี้ ก็มีคาแรกเตอร์และจุดเด่นต่างกันไป เลือกดูกันตามความชอบของแต่ละคนได้ด้านล่างนี้เลย
สามารถรับชมได้ฟรี หรือสมัครแบบ VIP ค่าบริการรายเดือน 149 บาทและรายสามเดือน 389 บาท

WeTV วิดีโอสตรีมมิงน้องใหม่ ซึ่งเป็นพี่น้องกับแอปที่เราคุ้นเคยกันดีอย่าง WeChat และ Joox โดยเจ้าแอปนี้หลัก ๆ จะเน้นเสิร์ฟความบันเทิงจากแดนจีน โดยรวบรวมทั้งซีรีส์ หนัง รายการวาไรตี้และอนิเมะมาให้แฟนคลับชาวไทยได้เสพกันอย่างถูกลิขสิทธิ์ ไม่ต้องบ่นว่าหาชมยากกันอีกแล้ว แถมยังแบ่งหมวดหมู่ชัดเจนให้เราเลือกชมกันได้ง่าย ๆ ด้วยล่ะ
จุดเด่น: ใช้งานง่ายมากจริง ๆ ระหว่างชมแค่สไลด์หน้าจอขึ้นลงทางซ้ายเพื่อปรับความสว่างหรือทางขวาเพื่อปรับเสียงก็ได้เลย ส่วนใครเป็นสมาชิกแบบ VIP จะพิเศษหน่อยตรงที่ไม่ต้องรออัปเดตเป็นรายสัปดาห์ ดูครบจบทุกตอนก่อนใครได้เลยจ้า เอ้อ ในช่วงแรกเนี่ย เขาแว่วว่ามีโปรโมชันด้วยนะ ไปตามกันให้ไวเลย!
Flixer
สามารถรับชมได้ฟรี หรือสมัครแบบพรีเมียม ค่าบริการรายเดือน 89 บาทและรายปี 899 บาท (ทดลองใช้งานฟรี 3 วัน)

ใครเป็นสาวกอนิเมะหรือมีฮีโร่การ์ตูนญี่ปุ่นในดวงใจมาทางนี้เลย เพราะแอป Flixer นี่แหละคือสุดยอดคลังการ์ตูนที่รวบรวมเรื่องฮิต ลิขสิทธิ์แท้จากค่าย Dex มาให้เราดูแบบจุใจกว่า 2,000 ตอน แถมยังมีรายการวาไรตี้ญี่ปุ่นมาเป็นตัวเลือกให้ดูกันฟรี ๆ อีกเพียบ อาจจะมีขัดใจหน่อยตรงที่บางเรื่องไม่ได้ระบุว่าเป็นพากย์ไทยหรือซับไทย แต่มองข้ามไปก็ถือว่าโอเคมาก สำหรับสมาชิกแบบพรีเมียมแน่นอนว่าต้องได้ดูเรื่องใหม่ก่อนใคร มีตัวเลือกเยอะกว่า แต่หากยังไม่ได้อัปเกรด เรื่องที่ล็อกไว้เขาก็มีให้ทดลองชมฟรีก่อน 3 ตอนด้วยนะ ป้ายยาที่แท้ทรู
จุดเด่น: ค่าบริการรายเดือนถือว่าถูกมาก ๆ และตอนนี้เขาพัฒนาจากเดิมให้ดูได้หลายช่องทางมากขึ้นทั้งจากสมาร์ตโฟน แทปเลตหรืออยากดูให้ฉ่ำใจบนจอทีวีก็รองรับทั้งระบบ Airplay และ Chromecast แล้ว (แต่อันนี้ต้องเป็นสมาชิกแบบพรีเมียมก่อนเด้อ)
Viu
สามารถรับชมได้ฟรี หรือสมัครแบบพรีเมียม ค่าบริการรายเดือน 119 บาท (ทดลองใช้งานฟรี 7 วัน)

สายเกาหลี อปป้าซารางเฮน่าจะรู้จักกันดีอยู่แล้วกับแอป Viu (วิว) เจ้าแอปสีเหลืองที่รวบรวมซีรีส์ วาไรตี้และหนังเกาหลีเอาไว้นับร้อย โดยเขาจะแบ่งเอาไว้เป็นพาร์ต ๆ เลย เช่น ซีรีส์กำลังออนแอร์, แนวย้อนยุค, The Best Of 2018 หรือ Editor's Pick ซึ่งเราว่าสะดวกมาก ๆ สำหรับใครที่ยังไม่มีเรื่องอะไรในใจ เพราะสามารถจิ้ม ๆ เลือกตามแนวที่ชอบหรือจากที่เขาแนะนำเอาไว้ได้เลย นอกจากนั้นยังมีรายการไทย ฮ่องกง ญี่ปุ่นและรายการฮอตฮิตจากทั่วเอเชียไว้ให้เลือกชมอีกเป็นขบวนเลยล่ะ
จุดเด่น: สมาชิกแบบพรีเมียมสามารถดาวน์โหลดไว้ดูแบบออฟไลน์ได้ (วิดีโอจะอยู่ได้ 7 วัน) แถมเรื่องไหนที่กำลังออกอากาศยังมีมาให้ดูกันแบบไวสุดอะไรสุดเพราะเขามีพาร์ทเนอร์อย่างช่อง SBS, KBS และ MBC ยังไงล่ะ
Iflix
สามารถรับชมได้ฟรี หรือสมัครแบบ VIP ค่าบริการรายเดือน 100 บาท รายปี 1,000 บาท (ทดลองใช้งานฟรี 30 วัน)

เปิดตัวในไทยมาตั้งแต่ปี 2015 แล้วสำหรับ Iflix เรียกได้ว่าเป็นแอปที่ครบครันมาก ๆ เพราะไม่ว่าจะหนังหรือซีรีส์ จากฝั่งยุโรปหรือเอเชียก็มีหมด อีกทั้งยังมีไลฟ์สตรีมมิงจากหลาย ๆ ช่องให้ชมกันสด ๆ รวมไปถึงมีหมวด Iflix Kids สำหรับน้อง ๆ หนู ๆ ตัวน้อยอีกด้วย และที่เราชอบมากก็คือ ตอนอ่านชื่อ category ของเขาเนี่ยแหละ เรียกได้ว่าถ้าฝั่งมิวสิกมีชื่อเพลย์ลิสต์ของฟังใจ ฝั่งวิดีโอสตรีมมิงก็ต้องยกให้ Iflix เลย ถ้าให้ยกตัวอย่างก็เช่นหมวด Comedy ไม่ใช่ชานม แต่มีมุก ผ่าม ผ่าม! หรือหมวดเกี่ยวกับเวทมนตร์ โอม มะลึกกึ๊กกึ๋ยย์ (จงอ่านแบบไม่ใส่ทำนองเพียงรอบเดียว) เอ้อ เขาก็คิดได้เนอะ!
จุดเด่น: หนึ่งแอคเคาต์สามารถเชื่อมต่อได้สูงสุดถึง 5 อุปกรณ์และสมาชิก VIP สามารถดาวน์โหลดไว้ดูแบบออฟไลน์ได้ด้วยจ้า
Netflix
ทดลองใช้งานฟรี 30 วัน หลังจากนั้นขึ้นอยู่กับรูปแบบบริการที่เลือก: ระดับ Basic 280 บาท Standard 350 บาทและ Premium 420 บาท

สำหรับ Netflix นี่ ไม่ต้องพูดกันให้มากความก็น่าจะรู้ความดีความชอบกันอยู่แล้วอะนะ เพราะเขาดังเปรี้ยงปร้างจริง ทั้งจากกลยุทธ์การตลาดแสนเก๋และตัวเลือกคอนเทนต์จากหลากหลายภูมิภาคของโลกที่ทำให้เราอดรนทนไม่ไหวต้องต่ออายุสมาชิกหลังดูฟรี 30 วันแรกกันจนได้ ซึ่งสมาชิกแต่ละระดับจะต่างกันที่ความคมชัดและจำนวนอุปกรณ์ที่ดูได้พร้อมกัน โดยเฉพาะระดับพรีเมียมดูได้ 4 เครื่อง หารกัน 4 คนเนี่ยยิ่งคุ้มสุด เราเลยได้เห็นประโยค "มีใครอยากหารเน็ตฟลิกซ์บ้าง" บนหน้าไทม์ไลน์กันอยู่บ่อย ๆ
จุดเด่น: สมาชิกแบบพรีเมียมสามารถรับชมที่ความคมชัดสูงสุดได้ถึง Ultra HD และที่กินขาดก็คือ การทุ่มทุนสร้างซีรีส์ออริจินอลคุณภาพของตัวเองแถมปล่อยออกมารวดเดียวจบ ให้เราติดงอมแงมดูกันข้ามวันข้ามคืนนี่แหละ
Monomax
ทดลองใช้งานฟรี 30 วัน ค่าบริการรายเดือน 250 บาทและรายปี 2,500 บาท

เป็นแอปจากฝั่งไทยที่ถ้าเทียบกับแอปนอกก็ถือว่าสูสีตีคู่กันได้เลย ด้านการใช้งานก็เหมือน ๆ กับแอปเจ้าอื่นน่ะแหละ แต่เจ้า Monomax นี้เขาจะเน้นไปที่ซีรีส์เอเชียแนวแอกชัน-อิทธิฤทธิ์ซะมากกว่า ใครสายบู๊จะต้องปาใจรัว ๆ อีกทั้งยังมีหนังนอกกระแสที่เราเฝ้ารอให้เข้าฉายที่ไทยแต่ก็ไม่มาอีกหลายเรื่อง รวมไปถึงในส่วนของ Live Streaming Event ที่ล่าสุดเขามีถ่ายทอดสด ABL Asean Basketball League 2018-2019 ให้คอกีฬาได้ลุ้นกันแบบชิดติดขอบสนามอีกด้วย
จุดเด่น: มีตัวเลือกคอนเทนต์ที่หลากหลายนอกเหลือไปจากหนังและซีรีส์ให้ชมด้วยทั้งการ์ตูน ทีวีโชว์ มิวสิกวิดีโอ คาราโอเกะและสารคดี
Aisplay
ทดลองใช้งานฟรี 30 วัน ค่าบริการรายเดือน Play Series Package 99 บาทและ Play Movies Package 199 บาท *ต้องเป็นลูกค้าเครือข่าย Ais

สายซีรีส์ฝรั่งไม่มีแอปนี้ติดเครื่องไว้ไม่ได้แล้ว! เพราะเขาเป็นแหล่งความบันเทิงคุณภาพที่รวมช่องดังระดับพรีเมียมอย่าง HBO, Fox หรือ CNN มาให้เราดูกันแบบตาค้างทั้งวันทั้งคืน แถมยังสะดวกสุด ๆ เพราะแนบตารางออกอากาศของแต่ละช่องไว้ให้เราด้วย แล้วบอกไว้ก่อนเลยนะว่า 15 เม.ย. นี้ ใครเป็นแฟนซีรีส์มหากาพย์อย่าง Game Of Thones เตรียมจ่อหน้าจอ รอกดเข้าแอปพร้อมกันแปดโมงเช้าได้เลยเพราะ The Final Season เขามาให้ดูชนจอพร้อมฝั่งอเมริกาเลยทีเดียว
จุดเด่น: มีตัวเลือกแพ็กเกจเยอะแบบไม่ต้องเสียเงินเหมาสำหรับคนชอบดูประเภทเดียว ทำให้เราเลือกสมัครตามประเภทรายการที่อยากดูได้เลยซึ่งเขาแยกให้เป็นข่าว กีฬา หนัง รายการเด็ก ไลฟ์สไตล์แล้วก็ซีรีส์
Primetime
ค่าบริการรายเดือน บุฟเฟต์หนัง 99 บาท ซีรีส์ 150 บาทและรวมหนังกับซีรีส์ 199 บาท

ใครคอหนังแอปนี้น่าจะตอบโจทย์สุด ถึงแม้เขาจะเปิดตัวมายาวนานตั้งแต่ปี 2015 แต่ก็ไม่พลาดที่จะอัปเดตเรื่องใหม่ ๆ มาให้เราอย่างต่อเนื่อง โดยจุดซื้อใจนอกเหนือจากบุฟเฟต์หนังไทย เอเชียและฝั่งฮอลลีวูดที่ดูได้ไม่อั้นเหมือนแอปอื่น ๆ ก็คือมีหนังใหม่ ๆ ที่เพิ่งออกจากโรงมาหมาด ๆ มาให้เช่าดูกันก่อนใครในแบบ Rental Ticket ซึ่งสามารถดูได้ 48 ชั่วโมงหลังจากเปิดดูในครั้งแรก ให้อารมณ์เหมือนร้านเช่าหนังสมัยก่อนเลยอะ
จุดเด่น: เขามีระบบเสียงแบบ DTS Audio & HeadphoneX Technology ที่เสียงจะเซอร์ราวด์รอบทิศทาง แม้ว่าเราจะใส่หูฟังธรรมดาก็ได้อรรถรสเหมือนดูอยู่ในโรงหนังเลยทีเดียว ทั้งยังเลือกเสียงและซับไตเติลได้ตามต้องการอีกด้วย ซึ่งขอหักไปหนึ่งแต้มตรงที่ดูพร้อมกันได้แค่ 1 เครื่องต่อ 1 บัญชีเท่านั้นเอง แต่แค่นี้ก็ถือว่าคุ้มมากแล้วล่ะนะ
