เพราะปัญหา Bully ไม่ใช่เรื่องตลก เราแต่ละคนล้วนมีความสามารถในการรับมือกับปัญหาที่ตัวเองจะต้องเผชิญไม่เหมือนกัน การที่เราใช้ความรุนแรงไม่ว่าจะด้วยการกระทำหรือคำพูดล้วนส่งผลต่อผู้ถูกกระทําในทางลบทั้งสิ้น ยิ่งในโลกของกลุ่มเด็กหนุ่มสาว ที่ต้องการการยอมรับจากเพื่อน ๆ จนแทบจะเป็นสิ่งสำคัญสิ่งเดียวในชีวิต การถูกกีดกันออกจากวงสังคมหรือถูก Bully ย่อมส่งผลให้พวกเขาเกิดความเศร้าเสียใจ หรือบางคนอาจจะถึงขั้นตัดสินใจผิด ๆ แบบที่มีให้เราได้สะเทือนใจกันมากมายตามข่าวสารที่ออกมาทั้งในไทยและต่างประเทศ วันนี้เราจะมาชวนไปดูหนังที่เกี่ยวกับปัญหา Bully ในสังคมเพื่อให้พวกเราได้เห็นภาพสะท้อนถึงปัญหานี้ และเป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่กำลังประสบปัญหาการโดน Bully ให้ผ่านเรื่องร้าย ๆ แบบนี้ไปได้นะ
Switched

หนึ่งในซีรีส์เชื้อสายเอเชียจาก Netflix ที่มาแรงสุด ๆ ตอนนี้คงหนีไม่พ้นเรื่อง Switched ที่ในเรื่องมีประเด็นต่าง ๆ ให้เราได้เสพกันมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรัก มิตรภาพ พิธีกรรมแปลก ๆ และแน่นอนว่าปัญหาเรื่องของการ Bully ที่เกิดขึ้นในสังคมไฮสคูล กับ อุมิเนะ เซนโกะ หนึ่งในตัวละครหลักที่เป็นสาวอ้วนซึ่งถูกเพื่อน ๆ ล้อเลียนและรังเกียจเธอ จนในที่สุดการกระทําเหล่านั้นก็ผลักดันให้เธอทำอะไรบางอย่างที่ส่งผลร้ายกับตัวเธอและคนรอบข้างมากมาย โดยเราจะเห็นได้ว่าสุดท้ายคนที่ดูเหมือนจะไร้ซึ่งการตอบโต้เพราะถูกกระทำจนชินชา ก็ไม่ได้หมายความว่าวันหนึ่งเขาจะไม่ลุกขึ้นมาทำบางสิ่งเพื่อแก้แค้น

ขณะตัวของ อุมิเนะ เซนโกะ เองที่พอสุดท้ายได้อยู่ในร่างของสาวที่มีพร้อมทุกอย่างไม่ว่าจะหน้าตาและความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกคนรอบตัว แต่สุดท้ายก็ยังไม่มีความสุขและไม่สามารถเติมเต็มบางสิ่งที่เธอโหยหามาตลอดได้ เพราะสุดท้ายเธอก็ได้เรียนรู้ว่าทุกอย่างอยู่ที่ตัวเธอเองทั้งสิ้น และในบางครั้งสิ่งเดียวทีเราจะต้องเปลี่ยนเพื่อให้ชีวิตของตัวเองดีขึ้นก็คือทัศนคติของตัวเองเท่านั้นเอง โดยเราชอบตรงที่ตัวซีรีส์ทำให้เราเข้าใจความรู้สึกของตัวละครทุกคนว่าทำไมเขาถึงตอบสนองต่อสิ่งต่าง ๆ ที่ต้องเจอกันอย่างงั้น แต่กระนั้นก็ยังมีการหักมุมและให้แง่คิดดี ๆ กับเรามากมายชนิดที่คุ้มค่าต่อการสละเวลาอดหลับอดนอนดูกันแน่นอน
13 Reasons why

ไม่มีไม่ได้จริง ๆ กับซีรีส์เกี่ยวกับปัญหาการ Bully ที่ฮอตฮิตจนกลายเป็นกระแสหลักกันอยู่ช่วงหนึ่งกับ 13 Reasons why ซึ่งเป็นซีรีส์ที่สร้างมาจากวรรณกรรมชื่อดังขวัญใจวัยรุ่นอเมริกาอีกทีหนึ่ง ที่จนถึงวันนี้ซีรีส์เรื่องนี้ก็มีมาสองซีซั่นเข้าไปแล้ว เรื่องราวของ แฮนนา เบรกเกอร์ เด็กใหม่ในโรงเรียนไฮสคูลแห่งหนึ่งที่ปัญหาต่าง ๆ ที่เธอต้องเผชิญในนั้นล้วนสะท้อนความ Bully ที่ปรากฎอยู่ในสังคมทั่วโลกได้อย่างน่าขนลุก แถมพอมาเป็นสังคมไฮสคูลที่โลกของเหล่าหนุ่มสาวพวกนี้มีแค่การต้องการการยอมรับจากเพื่อน รวมถึงหาที่ทางของตัวเองในสังคม ทำให้เกิดการแข่งขันและการกดขี่คนอื่นเพื่อให้ได้เป็นที่ยอมรับในโลกใบแคบ ๆ ของตัวเอง ชนิดที่พอได้ดูแล้วเราว่าในชีวิตจริงคงจะมีน้อยคนที่จะผ่านชีวิตช่วงไฮสคูลไปได้โดยไม่บุบสลาย และดูเหมือนว่าตัว แฮนนา ก็เป็นหนึ่งในคนเหล่านั้น โดยในซีรีส์ก็ได้ซูมมุมมองที่ผู้ใหญ่หลายคนในสังคมเลือกที่จะเพิกเฉยเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ให้ได้สะท้อนว่าปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้นมันส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้างกว่านั้น

รวมถึงการเลี้ยงดูของเหล่าบรรดาพ่อแม่ที่ทำให้เหล่าลูก ๆ ของพวกเขามีผลกระทบต่อสังคมยังไง อย่างตัว แฮนนา เบรกเกอร์ ที่เชื่อว่าหลายคนที่ได้เห็นแต่ละปัญหาที่เธอต้องเจอนั้นคงทำให้คนดูจิตตกและสงสารกันไปได้เป็นวัน ๆ เลยทีเดียว เพราะขนาดตัวเราเองบางครั้งเจอวันแย่ ๆ แค่สองหรือสามวันติด ๆ ก็นอยด์กันจนไม่มีแรงจะทำอะไรแล้ว แต่ แฮนนา เบรกเกอร์ ที่เจอปัญหาทุกอย่างชนิดที่ถาโถมเข้ามาทีเดียวพร้อมกันทำให้การตัดสินใจในท้ายที่สุดของเธอนั้น แม้จะเป็นทางออกที่เราล้วนไม่เห็นด้วย แต่เชื่อว่าความรู้สึกลึก ๆ ในใจก็คงจะเข้าใจเหตุผลที่เธอทำลงไปกันจริง ๆ ชนิดที่การันตีได้ว่าหนึ่งในเหตุผลที่ซีรีส์เรื่องนี้ฮอตฮิตได้ขนาดนี้เพราะคุณภาพของตัวเนื้อหาเองจริง ๆ
Moonlight

จากการได้รางวัลภาพยนต์ยอดเยี่ยมออสการ์ปี 2017 นี้ทําให้เรากล้าพูดได้เต็มปากว่าเป็นหนังที่ไปไกลกว่าแค่ปัญหาการ Bully แต่มันยังสะท้อนถึงความเลวร้ายและเสื่อมโทรมของสังคมคนผิวสีในย่านด้อยพัฒนาแห่งหนึ่งในอเมริกา ที่มีปัญหาต่าง ๆ มากมายไม่ว่าจะเป็น อาชญากรรม ยาเสพติด ฯลฯ โดยในหนังจะเล่าเรื่องราวในสามช่วงวัยของ ไชรอน ชายผิวดำที่อาศัยอยู่ในแหล่งเสื่อมโทรมของไมอามี่ ทั้งช่วง ตอนเด็ก วัยรุ่น และวัยผู้ใหญ่ โดยเหตุผลที่ตัวหนังไปไกลกว่าหนังอื่น ๆ ในแนวเดียวกันนั้นเพราะมันสามารถสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาในทุกระดับของทุกช่วงวัย มากกว่าแค่จะสะท้อนปัญหาของคนบางกลุ่มแล้วก็ไปโฟกัสที่ปัญหานั้น ๆ เหมือนเรื่องอื่น ๆ

แถมตัวหนังนั้นก็มีสไตล์การเล่าที่ดิบเถื่อนและตีแผ่ความเป็นคนชายขอบในสังคมของ ไชรอน ชนิดที่ทำให้เราได้มองเห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน รวมถึงการแสดงของนักแสดงทั้งสามคนก็ถ่ายทอดบทบาทหน้าที่ในแต่ละช่วงวัยของตัวเองได้ดี จนทำให้แต่ละช่วงวัยนั้นดูกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันจนเราไม่รู้สึกว่ามีจุดบอดหรือความไม่ต่อเนื่องในการเปลี่ยนผ่านแต่ละช่วงชีวิตของ ไซมอน เลย นอกจากนั้นขณะที่ตัวหนังใส่เนื้อหาหนัก ๆ และความเลวร้ายที่ไซมอนต้องเจอในทุกวัน จนทำให้เราดาวน์ลงไปได้จนสุด ๆ นั้นมันก็ยังคงมีมุมที่คอยปลอบประโลมเราและให้ข้อคิดกับเรา เกี่ยวกับการยอมรับตัวตนของตัวเอง การพร้อมเผชิญกับอุปสรรคต่าง ๆ จนทำให้เรามีกําลังใจในการเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ ได้มากมายจากการได้ดูหนังเรื่องนี้แน่นอน
Sing street

ต้องบอกว่านอกจากเป็นหนังที่สะท้อนถึงปัญหา Bully แล้วคนที่รักในเสียงเพลงก็ไม่ควรพลาดกับ Sing street ที่แค่ได้ยินชื่อผู้กับอย่าง จอห์น คาร์นีย์ เจ้าของผลงาน Begin Again และ once แฟน ๆ ก็คงจะเตรียมฟินกับการจะได้ฟังเพลงเพราะ ๆ ที่ใส่มาในหนังเรื่องนี้แน่นอน โดยในหนัง จอห์น คาร์นีย์ นำเสนอเรื่องเกี่ยวกับชีวิตวัยเด็กของตัวเองในช่วงที่อยู่ไอร์แลนด์ ซึ่งต้องเผชิญกับเรื่องร้ายต่าง ๆ มากมายไม่ว่าจะเป็นที่บ้านถังแตก ความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว วิถีชีวิตที่ต้องย้ายจากโรงเรียนดี ๆ มาอยู่ในโรงเรียนซอมซ่อที่มีแต่อันธพาลและพวกปัญหาสังคม จนถูกข่มเหงรังแกตลอดเวลา ผ่านมุมมองของตัวละครอย่าง คอนเนอร์ ที่สุดท้ายตัวเขาและเพื่อน ๆ ก็ได้ตั้งวงดนตรีกันขึ้นมาเพื่อเป็นเหมือนคอมฟอร์ตโซนให้หลีกหนีจากโลกแห่งความจริงอันโหดร้าย

จนทำให้เราฉุกคิดได้ว่าสุดท้ายเมื่อชีวิตมันมีแต่ปัญหา เราทุกคนต่างก็มีวิธีหลบหลีกตัวเองไปอยู่กับบางสิ่งที่จะเยียวยาเราให้เราลืมเรื่องร้าย ๆ ไปได้สักพักกันทั้งนั้น และสำหรับหนังเรื่องนี้โลกของที่ว่าของคอนเนอร์คือเสียงดนตรี ที่เราบอกได้เลยว่าเพราะทุกเพลงจริง ๆ รวมถึงตัวเนื้อหาของหนังที่จะเล่นอยู่กับประเด็นหนัก ๆ ในสังคมมากมายแต่ก็มีการถ่ายทอดด้วยความอ่อนโยนและใช้เสียงเพลงทำให้เรารู้สึกอินไปด้วยตลอดเวลา ชนิดที่แค่เข้าไปดูหนังเรื่องนี้ก็ได้ความรู้สึกครบรสราวกับไปดูคอนเสิร์ต ดูหนังสะท้อนสังคม และเรื่องราวเกี่ยวกับความรักของคนต่างวัย ฯลฯ จนคุ้มค่ากับเงินที่เสียไปสุด ๆ
Doraemon

เราเชื่อว่าน่าจะไม่มีใครไม่รู้จักหนึ่งในการ์ตูนระดับตำนาน ที่อยู่คํ้าฟ้ากับโลกเรามาทุกสมัยอย่างโดราเอมอนแน่นอน ซึ่งพอเรายกขึ้นมาอย่างนี้แล้วเชื่อว่าหลาย ๆ คนน่าจะพอเดาได้ว่าการ์ตูนเรื่องโดราเอมอนนี้เป็นหนึ่งในการ์ตูนที่สะท้อนปัญหา Bully ได้ดีที่สุดเรื่องหนึ่ง รวมถึงตัวเนื้อหาที่เข้ากับหนึ่งในกลุ่มหลักที่ต้องเผชิญกับปัญหา Bully มากที่สุดอย่างเด็ก ๆ ในวัยประถมและมัธยมต้น ซึ่งเป็นช่วงวัยที่ปัญหา Bully รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ โดยเราเชื่อว่าทุกคนล้วนอยากมีโดราเอมอนเป็นของตัวเองกันทั้งนั้น อยากจะโชคดีแบบโนบิตะซึ่งทุกครั้งที่โดนไจแอนด์แกล้งหรือมีปัญหาอะไร ก็จะมีโดราเอมอนคอยช่วยซัปพอร์ตทุกครั้ง แต่ชีวิตจริงกลับไม่เป็นแบบนั้น ไม่ใช่ว่าทุกคนจะโชคดีได้มีคนแบบโดราเอมอนอยู่ในชีวิต แต่กระนั้นพอเราได้มาย้อนมองดูดี ๆ การที่เรามีคนที่คอยซัปพอร์ตทุกอย่างแบบโนบิตะมันเป็นข้อดีหรือข้อเสียกันนะ

แน่ละว่าคงจะต้องเป็นข้อดี เพราะการมีคนรับฟังถึงปัญหาที่เราต้องเจอในแต่ละวันมันเป็นเรื่องดีและทำให้ใจเราเบาลงได้เสมอ แต่ในท้ายที่สุดเราทุกคนต่างก็ต้องเผชิญปัญหาต่าง ๆ เหล่านั้นด้วยตัวเองกันทั้งนั้น การที่มีคนคอยซัปพอร์ตเราตลอดเวลานั้นในท้ายที่สุดมันจะกลายเป็นการทำให้เราไม่กล้าเผชิญกับปัญหาที่ต้องเจอด้วยตัวเองหรือเปล่า ทำให้เรามองถึงวิธีแก้ปัญหาแบบตื้นเขินและขอความช่วยเหลือคนที่รักเราตลอดเวลาแบบโนบิตะไหม เพราะสุดท้ายแล้วคนเราจะแข็งแกร่งขึ้นได้จริง ๆ ล้วนเกิดจากการต้องฝ่าฝันอะไรบางอย่างให้ได้ด้วยตัวเองบ้างหรือเปล่า เพราะงั้นพอเรามาคิดดูดี ๆ แล้วคนที่โชคดีที่สุดจริง ๆ น่าจะเป็นคนที่พร้อมจะรับมือกับปัญหาด้วยใจสู้แต่ขณะเดียวกันก็มีคนคอยรับฟังและบรรเทาทุกข์ที่เราต้องเผชิญ แต่คงไม่ใช่ถึงกับช่วยทุกสิ่งทุกอย่างจนเรากลายเป็นคนที่ต้องพึ่งคนอื่นตลอดเวลาก็ได้เนอะ

