Nov 04 2018

destination

Yogyakarta เมืองเล็ก ๆ ของอินโดนีเซียที่เที่ยวสนุกกว่าที่คิด

ใครว่าเที่ยวเมืองเล็กแล้วไม่มีอะไรให้ทำ
หลังจากที่เคยพาตะลอนเมืองเล็ก ๆ ของประเทศอินโดนีเซียที่ลางคนอาจเคยได้ยินชื่อมาก่อน แต่ยังไม่เคยไป หรือบางคนแม้แต่ชื่อก็ยังไม่เคยได้ยินอย่าง "ยอกยาการ์ตา" ผ่านเทศกาลยิ่งใหญ่แห่งปีของเมืองอย่าง Yogyakarta Night Karnival (อ่านบทความเต็ม ๆ ได้ที่นี่) เราก็ยังอยากพาไปรู้จักกับเมืองนี้ให้มากกว่าแค่งานเทศกาลสนุก ๆ เท่านั้น เพราะที่จริงแล้วเมืองนี้สามารถมาเที่ยวได้ทุกปี และมีที่เที่ยวที่น่าสนใจมากมาย แอบกระซิบว่าโดยเฉพาะสายประวัติศาสตร์ ความขลัง และความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ที่นี่น่าจะตอบโจทย์สายลุยดีทีเดียวแหละ 
 

บุโรพุทโธ

 
 
เพราะงานนี้เราไม่ได้ไปด้วยตัวเอง แต่ได้รับการเชื้อเชิญมาจากการท่องเที่ยวเมืองยอกยาการ์ตาเลยทีเดียว แน่นอนว่าถ้าเจ้าบ้านเขาเป้นคนพาเที่ยวเอง ก็น่าจะได้ไปเห็นอะไรที่เป็นไฮไลต์แน่ ๆ ต้องบอกก่อนว่าเราเองเคยไปยอกยาการ์ตามาด้วยตัวเองแล้วครั้งหนึ่งเมื่อ 6 ปีก่อน และเมื่อได้มีโอกาสไปอีกครั้งในตอนนี้ เราก็ไม่ลังเลเลยที่จะเดินทางไปด้วย เพราะยังจำความสนุกสนานและตื่นตาจากการท่องเที่ยวคราวที่แล้วได้อยู่เหมือนกับว่าเพิ่งออกเดินทางมาได้ไม่กี่วันนี้เอง ถ้าถามว่ายอกยาการ์ตาในสายตาของเราเป็นอย่างไร ก็คงตอบง่าย ๆ ว่าเป็นมิตร อัธยาศัยดี เดินทางสะดวก และรุ่มรวยทางด้านศิลปะและประวัติศาสตร์แบบที่ครั้งนหนึ่งในชีวิตต้องได้มาเห็นของจริงด้วยตัวเองสักครั้ง
 
 
หนึ่งในสิ่งที่เราบอกว่าต้องไปเห็นด้วยตาให้ได้สักครั้ง นั่นคือสิ่งปลูกสร้างทางศาสนาขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นจากมนุษย์อย่าง Borobudur ถ้าอ่านให้ถูกจะออกเสียงว่า โบโรบูดูร์ แต่คนไทยจะคุ้นเคยกับชื่อ บุโรพุทโธ มากกว่า แม้ว่าเราจะเคยไปบุโรพุทโธมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่เมื่อมีโอกาสไปเยือนเป็นครั้งที่สอง เราก็ไม่อิดออดเลย เราแนะนำให้ออกเดินทางกันแต่เช้า เพราะบุโรพุทฌธค่อนข้างอยู่ไกลจากตัวเมืองสักหน่อย ตั้งอยู่ในเมืองอาเกอลัง ห่างจากยอกยาการ์ตาราว 40 ก.ม. ออกเช้าก็จะไปถึงสาย ๆ แดดก็จะยังไม่ร้อนมาก แต่ถ้ามาถึงเที่ยง ๆ บ่าย ๆ นี่เรียกว่าต้องโบกครีมกันแดดหนาสักห้าชั้น แขนจะได้ไม่เป็นสองสีแบบที่เราเคยเป็นมาก่อนแล้วไง
 
 
 
องค์การยูเนสโกประกาศให้ที่นี่เป็นมรดกโลกแล้วตั้งแต่ พ.ศ. 2534 บุโรพุทโธถือเป็นสถูปในนิกายมหายาน คาดว่าสร้างขึ้นประมาณ ค.ศ. 1393 โน่น ความเก๋คือเขาใช้หินภูเขาไฟมาสร้างทั้งหมด สร้างทั้งหมด 8 ชั้น แบ่งออกเป็น5 ชั้นล่างเป็นลาน 4 เหลี่ยม 3 ชั้นบนเป็นลานวงกลม สามวงกลมยอดโดมกลางและบนลานกลมชั้งสูงสุดมีพระสถูปตั้งสูงขึ้นไปอีก 31.5 เมตร เอาเป็นว่ามันคือสิ่งปลูกสร้างสุดมหัศจรรย์ที่สวยจริงอะไรจริง และอลังการมาก ๆ เรียกว่าการได้มาที่นี่เป็นการปลดล็อกชีวิตอีกขั้นหนึ่งไปเลยด้วย

 
ที่จริงแล้วเมืองรอบ ๆ ของยอกยาการ์ตา ยังมีที่ให้เที่ยวให้แวะอีกเยอะมาก ทั้งสิ่งปลูกสร้างที่ฮิตไม่แพ้กันอย่างปรัมมานัม หรือภูเขาไฟเมอราปี หนึ่งในภูเขาไฟที่ยังไม่ดับของโลกใบนี้ ก็สามารถแวะเวียนไปได้เช่นกันนะ เราแนะนำให้จับเอาปรัมมานัมกับบุโรพุทโธไว้วันเดียวกันได้ แล้วอีกวันก็จัดภูเขาไฟเมอราปีหันยาว ๆ ไปเลย

มาลิโอโบโร

 
 
หากมาเที่ยวเมองเล็ก ๆ แล้วขาชอปจะกังวลใจว่าจะมีที่ให้ชอปปิงบ้างหรือเปล่า จะมีถนนคนเดินเก๋ ๆ หรือสถานที่ฮิต ๆ แบบบ้านเราก็ต้องสยาม เกาหลีก็ต้องมยองดง หรืออังกฤษก็ต้องตลาดแคมเดน บ้างไหม จุดนี้ขอบอกเลยว่าสบายใจได้ เพราะที่กลางเมืองยอกยาการ์ตา จะมีถนนเส้นหนึ่งที่อัดแน่นไปด้วยร้านรวง ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร และตลาดให้เราได้เข้าไปชอปกันได้แบบอยู่ทั้งวันทั้งคืนก็ยังไม่เบื่อ นั่นคือถนน Malioboro (มาลิโอโบโร) นั่นเอง
 
 
 
ตรงนี้เรียกว่าเป็นจุดคึกคักมากที่สุดแล้ว นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็มักจะจองที่พักกันแบบไม่ห่างจากถนนเส้นนี้มากนัก แถมยังอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟยอกยาการ์ตา เดินทางสะดวก (แต่ขับรถอาจไม่สะดวกเท่าไหร่ เพราะรถบนถนนเส้นนี้ติดใช้ได้เลยทีเดียว) ทุกอย่างที่ต้องการซื้อหา สามารถจบได้ที่ถนนเส้นนี้เส้นเดียว ทั้งผ้าบาติก ชุดบาติกอันมีชื่อเสียงของอินโดนีเซีย ที่นี่ถึงกับมีตลาดขายเสื้อผ้าบาติกที่ใหญ่มาก ๆ และเลือกซื้อกันจนเหนื่อย ราคามีตั้งแต่ตัวละเพียง 30,000 รูเปียะ (ประมาณ 63 บาท) ไปจนถึง 400,000 รูเปียะก็มี (ประมาณ 870 บาท) ให้ได้เลือกสรร ร้านอาหารก็มีตั้งแต่อาหารข้างทาง ไปจนถึงร้านแฟรนไชส์ชื่อดังต่าง ๆ ห้างสรรพสินค้าทก็มีให้เข้าไปเดินตากแอร์ หรือตกกลางคืนจะหาที่นั่งดื่มกับแก๊งเพื่อน ก็มีหลายร้านที่เปิดต้อนรับพวกเรา ทั้งบาร์ คลับ และคาราโอเกะ ที่นี่จึงเรียกว่าเป็นถนนที่ไม่เคยหลับ เหมือนถนนข้าวสารบ้านเราอย่างนั้นแหละ
 
 
 
 
หรือถ้าใครอยากลองทำผ้าบาติก ก็อาจจะลองแวะเวียน Tembi Tourisim Village เพื่อลองทำผ้าบาติกลายดั้งเดิมของชวาและชาวอินโดนีเซียกันก็ได้ เสียงคอนเฟิร์มส่วนใหญ่จากชาวมาเลเซียบอกกันมาแล้วนะว่า ลายผ้าบาติกของอินโดนีเซียสวยและมีเอกลักษณ์กว่าของมาเลเซียมากกก

อาหารแปลกใหม่

 
 
 
ความสนุกของการท่องเที่ยวอีกอย่างคือการได้ลองชิมอาหารพื้นเมืองของประเทศนั้น ๆ เพราะที่จริงแล้วอาหารนี่แหละถือเป้นขั้นตอนของการเรียนรู้วัฒนธรรมของท้องถิ่นแบบง่ายที่สุด และเข้าถึงได้ใกล้ที่สุดอีกด้วย อาหารพื้นเมืองของยอกยาการ์ตาเองก็หนีไม่พ้นอาหารอย่างหมี่โกเร็ง หรือนาซิโกเร็ง ไปจนถึงลูกชิ้นเนื้อ และอขงเด็ดที่สุดก็คืือสะเต๊ะนั่นเองงง ขอบอกว่าสะเต๊ะที่นี่จะไม่เหมือนบ้านเรานะ เขาจะหอมเครื่องสะเต๊ะมาก ๆ ซอสถั่วก็ไม่เหมือแนบ้านเราเสียทีเดียว และไม่มีน้ำอาจาดแบบบ้านเรา แต่ก็อร่อยมาก ๆ ควรค่าแก่การลองกินดูสักครั้ง (อ้อ ไม่มีหมูนะ สั่งได้แค่ไก่ แกะ แพะ วัว ปลา จ้า)

นั่งรถม้า

 
 
 
ถึงแม้จะไม่ใช่เมืองที่มีการเดินทางสะดวกสบาย ไม่มีรถไฟฟ้าหลายสายหลายสถานีแบบเมืองต่าง ๆ แต่การเดินทางในเมืองยอกยาการ์ตาก็เหมือนว่าจะไม่ยากเท่าไหร่ บริเวณกลางเมือง บ่านการค้า และย่านธุรกิจนั้น ผู้คนส่วนใหญ่จะใช้ Grab Bike และ Go Jek (หรือที่บ้านเรามีในชื่อ Get) กันเสียเป็นหลัก ทั้งแบบรถยนต์ และแบบมอเตอร์ไซค์ที่ดูเหมือนว่าจะมีระบบระเบียบมากกว่าบ้านเรามาก คนขับรถมีเสื้อแจ็กเก็ตใส่ทุกคน มีหมวกกันน็อกของแบรนด์นั้น ๆ ให้บริการอย่างจริงจัง เรียกว่าใช้ได้อย่างถูกกฎหมายและไม่ต้องเครียดว่าจะมีผู้ทรงอิทธิพลวินไหน เอ๊ย รายไหนออกมาขัดขวางเลย 
 
 
 
อีกอย่างที่อยากให้ลองมาก ๆ คือการนั่งรถม้าเดินทางภายในเมืองยอกยาการ์ตา เพราะนี่ถือเป็นพาหนะสุดคลาสสิคที่ชาวยอกยาการ์ตาใช้งานกันมาอย่างยาวนาน รถม้าคันหนึ่งจะนั่งได้เพียงสามถึงสี่คนเท่านั้น และมันอาจจะไม่รวดเร็วทันใจมากนัก แต่อย่างน้อยก็ได้สัมผัสวิถีการชีวิตของการเดินทางของชาวเมืองยอกจาการ์ตาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันได้นะ
 
 
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความสนุกในเมืองยอกยาการ์ตาเท่านั้นนะ ที่จริงแล้วยังมีพิพิธภัณฑ์ บ้านของสุลต่าน และสถานที่สุดอาร์ตต่าง ๆ รอให้เราแวะเวียนกันอยู่เต็มไปหมด ถ้ามีแพลนจะไปเที่ยวแต่ยังไม่รู้จะไปไหน ลองให้ยอกยาการ์ตาเป็นหนึ่งในตัวเลือกครั้งหน้าก็ดีเหมือนกันนะ เชื่อเถอะว่าสนุก !