Apr 26 2019

destination

ลัดเลาะรอบย่าน Bugis ในสิงคโปร์ พร้อมพิกัดน่าเช็คอินตั้งแต่แจ๊ซบาร์ยันร้านคราฟต์เบเกอรี่ลับ

กินเสร็จแล้วก็แวะเดินที่ Arab Street กันต่อ
ไปสิงคโปร์รอบนี้เราได้มีโอกาสไปเดินเล่นย่าน Bugis (บูกิส) ถึงสามวันเต็ม ๆ ซึ่งตลอดทริปนี้เราได้วนเวียนไปทุกตรอกซอกซอยของย่านนี้จนรู้จักแบบทะลุปรุโปร่ง วันนี้เลยจะมาชี้เป้าพิกัดเก๋ ๆ ที่ทั้งลับทั้งไม่ลับไว้สำหรับใครที่กำลังวางแผนจะไปเที่ยวสิงคโปร์เร็ว ๆ นี้มาฝาก ซึ่งด้วยความที่รอบนี้พกกล้องติดมือไปแค่ตัวเดียวถ้วน นั่นก็คือเจ้า GoPro Hero7 Black ที่เพิ่งไปสอยมาหมาด ๆ เลยได้รูปมุมกว้างของย่านนี้มาอวดรัว ๆ 
 

Mother Dough

 
 
เริ่มจากพิกัดลับสุดยอด (สำหรับนักท่องเที่ยว) อย่าง Mother Dough คือจริง ๆ ต้องบอกว่าถ้าเป็นคนโลคัล ร้านนี้ห่างไกลจากคำว่า 'ลับ' ไปไกลโข เพราะนี่คือร้านคราฟต์เบเกอรี่แห่งย่าน Bugis ที่กิตติศัพท์ความอร่อยเหาะของครัวซองต์และขนมหวานในร้านนี้โด่งดังไปไกลทั่วเกาะสิงคโปร์ชนิดที่เรียกว่าร้านเปิด 11 โมงเช้า ครัวซองต์ล็อตแรกก็ขายหมดตั้งแต่ 11 โมงครึ่งกันเลยทีเดียว!
 
 
 
มาถึงแล้วก็คือขอจัดซักหน่อย สั่งครัวซองต์ทั้งแบบ Plain (ประมาณ 70 บาท) และ Almond Croissant (ประมาณ 95 บาท) กลับบ้านอย่างละชิ้น ซึ่งจะเห็นได้เลยว่าคนพื้นที่ส่วนใหญ่จะแวะเวียนมาหิ้วกลับบ้านกันคนละชิ้นสองชิ้นแทบจะทุก ๆ 10 นาทีเลยทีเดียว 

 
 
ซึ่งจริง ๆ ต้องบอกว่าเราแวะไปร้านนี้ตลอด 3 วันที่อยู่สิงคโปร์ จนวันสุดท้ายถึงจะได้ฤกษ์นั่งกินที่ร้านกับเขาบ้าง เพราะก่อนหน้านี้ไปทีไรก็ที่นั่งเต็มตลอด แต่ก็ต้องให้อภัยนางจริง ๆ เพราะห้องแถวแคบ ๆ ขนาด 1 คูหาแห่งนี้ถูกแบ่งพื้นที่ด้านหลังเกือบครึ่งร้านเป็นส่วนของครัวที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นลอยออกมาตลอดเวลา ส่วนด้านหน้าก็แบ่งเป็นเคาน์เตอร์บาร์ยาวพร้อมทางเดินแคบ ๆ และที่นั่งแบบยาวชิดริมผนัง แถมการใช้โทนสีขรึม ๆ อย่างเขียวเข้มและเฟอร์นิเจอร์ไม้ ยิ่งทำให้ร้านนี้ดูเล็กเข้าไปใหญ่ แต่ทั้งหมดทั้งมวลรวมกันออกมาแล้วดูมินิมัลแบบเอาใจเอาใจเราไปเลย
 
 
วันสุดท้ายก่อนกลับไทยเราเลยตัดสินใจเดินออกจากโรงแรมช่วงเย็น ๆ หน่อย ซักประมาณ 5 โมงเย็น เป็นเวลาที่คนไม่เยอะมากพอดี เลยได้ลองชิม Lemon Trifle (ประมาณ 188 บาท) บัตเตอร์เค้กเนื้อร่วนที่ถูกคลุกเคล้าพร้อมกับเลมอนซอสรสเปรี้ยวอมหวาน แซมด้วยผลไม้สดอย่างองุ่นหั่นเต๋า กินคู่กับกาแฟนมร้อน ๆ อย่าง White (ประมาณ 117 บาท) ที่ใช้เมล็ดกาแฟคั่วกลางค่อนเข้ม ช่วยเสริมให้เบเกอรี่ที่นี่อร่อยขึ้นอีกเป็นกอง!
 
Soimilk Says: และนี่ก็คือร้านแรกที่ เชฟชอง เหวิน (Cong Wen) เชฟหนุ่มเจ้าของร้าน Brassica BKK ร้านอาร์ติซานโดนัทและไก่ทอดชื่อดังแห่งย่านนางลิ้นจี่เคยทำงานและฝึกปรือวิชาสมัยที่ใช้ชีวิตอยู่ในสิงคโปร์นั่นเอง! 

Sultan Mosque

 
 
ใครที่ท้องอิ่มจาก Mother Dough แล้ว สามารถเดินข้ามถนนมาชื่นชมความงามของ Sultan Mosque หรือ Musjid Sultan หนึ่งสมบัติทางวัฒนธรรมของสิงคโปร์ได้แบบเดิน 5 ก้าวถึง เพราะมัสยิดแห่งนี้ตั้งอยู่เยื้อง ๆ ร้าน Mother Dough ในย่าน Bugis นั่นเอง 

 
 
 
มัสยิดแห่งนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ปีค.ศ. 1824 มีจุดเด่นอยู่ที่ตัวอาคารสีขาวที่ตัดกับโดมสีทองใหญ่ยักษ์ด้านบน แต่เดิมสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่พักของสุลต่าน แต่ต่อมาถูกยกให้ใช้เป็นมัสยิดของชาวมุสลิมในสิงคโปร์ ซึ่งนอกจากมุมด้านหน้าตรงทางเข้าหลักแล้ว อีกมุมที่ถ่ายรูปสวยไม่แพ้กันคือที่ซุ้มประตูด้านข้างที่ต้องเดินอ้อมถนนซักนิด แต่รับรองว่าแจ่ม!
 
 
Soimilk Says: ใครอยากเข้าไปข้างในต้องเช็คเวลาดี ๆ นะ เพราะที่นี่มีเวลาเปิดปิดแบ่งเป็นรอบเช้าและรอบบ่าย คือ 9:30-12:00 น. และอีกทีตอน 14:00-16:00 น. ส่วนในวันศุกร์จะเปิดเฉพาะช่วงบ่ายเท่านั้นเด้อ

Arab Street

 
 
นอกจาก Mother Dough และ Sultan Mosque แล้ว บริเวณรอบ ๆ นี้ยังเป็นถนนเส้นชอปปิงและกินดื่มเก๋ ๆ ไว้เดินเล่นอีกเพียบ บอกเลยว่าฝังตัวอยู่แถบนี้ได้ทั้งวันไม่ต้องไปไหนเลยทีเดียว อย่าง Arab Street ก็เป็นถนนที่อยู่ติดกับ Sultan Mosque ที่เราจะเห็นคนโลคัลวางแผงขายของกันแบบเต็มซอย ทั้งผ้า พรม โคมไฟ ยันกระเบื้องสไตล์อาหรับก็มี
 
 
 
ตามเบี้ยบ้ายรายทางของ Arab Street ก็จะมีซอยให้ถ่ายรูปเล่นมากมาย ส่วนใหญ่ตึกต่าง ๆ ของย่านนี้ ถ้าไม่เพ้นต์ลายกราฟิตี้ก็จะเป็นตึกสีลูกกวาดที่เดินถ่ายรูปเล่นกันได้เพลิน ๆ แบบทั้งวัน
 
 
Soimilk Says: นอกจากงานคราฟต์มากมายสไตล์มุสลิมแล้ว ถ้ามองย้อนกลับไปจากต้นซอยของ Arab Street เราจะเห็นโดมสีทองของมัสยิดอยู่ที่สุดปลายถนนพอดี เป็นอีกหนึ่งมุม Magic Scene ที่เราอยากให้ทุกคนได้ไปถ่ายรูปสุด ๆ 

Haji Lane

 
 
 
 
มาถึงโซนยอดฮิตสำหรับสายดริ้งก์กันบ้างที่เดินถัดมาจาก Arab Street และ Sultan Mosque แค่ไม่ถึง 5 นาที ซึ่งจริง ๆ แล้ว Haji Lane ก็จะคล้าย ๆ ถนนข้าวสารบ้านเรานั่นแหละ (แต่เก๋กว่าเยอะ) ซึ่งแต่ละซอยจะเนื่องแน่นไปด้วยร้านรวงต่าง ๆ ตั้งแต่ร้านไอศกรีม ร้านเสื้อผ้า ร้านของเล่น คาเฟ่ และโดยเฉพาะ Hidden Bar ที่เรียงรายอยู่ในโซนนี้ ข้อดีก็คือแต่ละซอยสามารถเดินทะลุเชื่อมถึงกันได้หมด และที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวสุด ๆ คือสีสันอันฉูดฉาดของย่านนี้ โดยนางจะมีงานศิลปะจำพวกภาพเพ้นต์และกราฟิตี้อยู่ทั่วทั้งซอย เรียกได้ว่าไม่มีผนังว่าง ๆ เลยแม้แต่ตารางนิ้วเดียว แต่ละลายก็คือตามแต่ศิลปินจะละเลงสีลงไปตามใจกันเลย
 
 
บาร์ลับแห่งแรกที่เราจะมาแนะนำคือร้านที่ชื่อว่า FUNQ โลเคชั่นของร้านนี้จะอยู่กลาง ๆ ซอย Haji Lane ให้สังเกตที่ผนังร้านลายจุดและรูปเพ้นท์สาวผมทรง Afro ตามเสาไว้ให้ดี ๆ รับรองว่าหาไม่ยาก ซึ่งร้านนี้นางจะโดดเด่นเรื่องเพลง Funky ยุค 70s-80s ที่เปิดเสียงดังลั่นร้าน มีดีเจมาเปิดแผ่นเสียงทุกค่ำคืน เราชอบการใช้โทนสีของร้านนี้ที่ให้มู้ดเหมือนหลุดไปอยู่ที่บ้านฟรีด้า คาห์โลที่เม็กซิโกซิตี้โน่น!
 
 
ส่วนอีกร้านที่อยากแนะนำนางเป็นบาร์แจ๊ซที่ชื่อ Blu Jazz Cafe สำหรับคนที่ไม่ใช่สายแอลกอฮอล์ก็แวะมานั่งร้านนี้ช่วงตอนกลางวันได้เหมือนกันนะ แต่ตอนกลางคืนจะพีคกว่ามาก เพราะนอกจากความดีงามของราคาเครื่องดื่ม Happy Hour ตั้งแต่บ่าย 3 ยัน 2 ทุ่มแล้ว พอตกกลางคืนสีเพ้นท์ที่ผนังรอบ ๆ ร้านจะเรืองแสงขึ้นมาทั้งแถบ แถมยังถูกห้อมล้อมไปด้วยเสียงดนตรีแจ๊ซจากแซกโซโฟนและกีต้าร์ที่ศิลปินท้องถิ่นแวะเวียนกันมาเล่นที่ร้านไม่ขาดสาย ใครเป็นนักดื่มสายแจ๊ซต้องไม่พลาดร้านนี้ด้วยประการทั้งปวง บาร์นี้หาไม่ยากนะ อยู่ต้นซอยเลย แต่เป็นซอยฝั่งที่ไม่ค่อยมีคนเดินไปถึงซักเท่าไหร่ ถ้าจะไปให้ลองมองหาบ้านไม้สีขาวดูเอานะ 
 
Soimilk Says: ความน่ารักของ Haji Lane คือตัวอาคารเก่าสมัยโคโลเนียลความสูงแค่ 2 ชั้นที่เรียงรายเป็นตรอกซอกซอยเล็ก ๆ ซึ่งถูกจับมาแปลงโฉมด้วยงานเพ้นต์ผนังแสนเก๋ เวลาที่ดีที่สุดของการมาเดินในโซนนี้คือช่วงระหว่างบ่าย 3 ที่แดดดีกำลังถ่ายรูปเห็นสีสดชัดเจน และสามารถหาคาเฟ่นั่งหลบแดดและอยู่ยาวไปถึงดึก ๆ ก็ออกไปฮ็อปปิ้งตามบาร์ต่าง ๆ ต่อได้เลย

Andaz Hotel

 
 
เดินข้ามถนนมาจาก Haji Lane เราจะเจอทางเข้าที่สามารถทะลุไปโรงแรม Andaz Hotel หรือที่หลาย ๆ คนรู้จักกันในชื่อ Duo Tower นั่นเอง! ตึกนี้ใหญ่จนสามารถมองเห็นได้จากมัสยิดสุลต่านเลยทีเดียว โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ตัวตึกทั้งสองที่ออกแบบให้โค้งรับกันตามคอนเซ็ปต์ Urban Poché พร้อมลูกเล่นหน้าต่างทรงรังผึ้งครอบคลุมทั้งตึก ความเก๋คือตอนกลางคืนนางจะเปิดไฟทั้งตึก มองไกล ๆ จะเหมือนรังผึ้งเรืองแสงขนาดยักษ์เลยนะ
 
Soimilk Says: สถาปนิกที่ออกแบบตึกนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น Ole Scheeren ดีไซน์เนอร์ชาวเยอรมันที่ทรงอิทธิพลระดับโลก อีกทั้งยังเป็นคนออกแบบตึกมหานครที่เมืองไทยด้วยนะ


Spiral Stairs Bugis Village

 
 
ที่สี่แยกใจกลาง Bugis Junction ซึ่งถือเป็นหัวใจของย่านนี้ เพราะอัดแน่นไปด้วยร้านชอปปิงมากมาย ตั้งแต่ร้านเสื้อผ้าแฟชันแบรนด์เนมต่างประเทศ ไปจนถึงร้านอาหารตั้งแต่เคเอฟซียันแมคโดนัลด์ แต่หนึ่งในความลับของแถบนี้คือเจ้าบันไดเวียนสีรุ้งที่จริง ๆ แล้วถูกทำมาเพื่อเป็นบันไดหนีไฟหลังร้านธรรมดา ๆ ของตึกแถวย่านนี้นั่นแหละ วิธีการหาโลเคชันลับนี้ก็แค่เดินเข้าซอยแรกทางขวามือหลัง Bugis Village นั่นเอง ชาเลนจ์อีกอย่างของโลเคชันลับนี้ คือการปลดล็อกว่าถ่ายยังไงให้ออกมาเหมือนรูปในอินเตอร์เน็ต! ใครหาไม่เจอเสิร์ช Spiral Strairs ใน Google Maps ได้เลยเด้อ
 
Soimilk Says:  จริง ๆ แล้วซอยนี้เป็นซอยไว้ทิ้งขยะและสำหรับจอดรถของคนในบริเวณนั้น ใครไปถึงแล้วก็ไม่ต้องตกใจว่าของจริงมันไม่ตรงปกนะ ให้ไปดูเฉย ๆ ว่าบ้านเมืองเขาใส่ใจเรื่องสีสันและความสวยงามขนาดที่บันไดหนีไฟยังทำออกมาได้คิ้วท์ขนาดนี้! รักสิงคโปร์มากก็เพราะแบบนี้แหละ!
สำหรับใครที่อยากพุ่งตัวไปสิงคโปร์ตอนนนี้เลยแบบเรา แนะนำว่าให้เข้าไปดูตั๋วที่ www.nokscoot.com กันได้เลย ข้อดีของสายการบินโลว์คอสต์นี้คือการมีเบสบริษัทแม่อยู่สิงคโปร์ เพราะฉะนั้นตั๋วไปสิงคโปร์นางจะเซลล์บ่อยมากถึงมากที่สุด แถมยังมีตั๋วโปรประเทศอื่น ๆ ออกมารัว ๆ ใครชอบบินแนะนะสายการบินนี้เด้อจ้า
 
ส่วนใครที่อยากได้รุปมุมกว้างสวย ๆ แบบสุดลูกหูลูกตาอย่างเรา (ซึ่งมันเวิร์กมากเพราะย่านนี้แคบ กล้องธรรมดาถ่ายไม่สวยเลย) สามารถพุ่งตัวไปตำ GoPro Hero7 Black แบบเรา หรือจะสอยโมเดลใหม่ที่เพิ่งออกสีขาวมาแบบสด ๆ ร้อน ๆ กันได้ที่ fb.com/GoProThailand จุด ๆ นี้คือขอมอบมงแด่ #GoProThailand สำหรับรูปแสนเก๋ของทริปนี้มา ณ ที่นี่ด้วยค่าาาา