เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. ที่เพิ่งผ่านมา การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ร่วมกับ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM) ก็ได้ทำการทดลองเปิดสถานีส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน 4 สถานี ที่พาดยาวขนานถ.จรัญสนิทวงศ์ ให้คนฝั่งธนฯ ได้ใช้กันสักที โดย 4 สถานีที่ว่านี้ประกอบด้วย สถานีบางยี่ขัน, สถานีบางขุนนนท์, สถานีสี่แยกไฟฉาย และ สถานีจรัญฯ 13 ซึ่งทำให้เส้นรถไฟฟ้ามหานคร MRT สายสีน้ำเงิน ช่วงท่าพระ-เตาะปูน วิ่งเป็นโครงข่ายวงกลมอย่างสมบูรณ์
ปีนี้เป็นปีที่เราได้ใช้ชีวิตเป็นคนฝั่งธนฯ ครบ 7 ปีบริบูรณ์ ภาพชินตาที่เราเห็นเป็นประจำอยู่ทุกเช้าค่ำตั้งแต่สมัยยังใส่ชุดนักศึกษาจนกลายเป็นมนุษย์เงินเดือนเต็มตัวก็คือภาพการก่อสร้างสถานีและรางรถไฟฟ้า และภาพรถติดเป็นแนวเส้นยาวสุดสายตาบนถ.จรัญสนิทวงศ์ ดังนั้นการที่ได้เห็นประตูสถานีรถไฟฟ้าหน้าปากซอยบ้านเราเปิดใช้บริการจึงนับเป็นประสบการณ์แห่งความตื้นตัน
ในวาระที่บ้านฉันมีรถไฟฟ้าผ่านหน้าบ้านกับเขาแล้วนะจ๊ะพี่จ๋า เราจึงขอใช้โอกาสนี้กางแผนที่เปิดลายแทงเส้นทางการท่องเที่ยวและแฮงก์เอาต์ฉบับคนฝั่งธนฯ ซึ่งบางจุดชาวซอยมิลค์ก็คงรู้จักกันดีอยู่แล้ว แต่เราขอเอามากางอีกครั้งเพื่อคอนเฟิร์มในฐานะคนในพื้นที่ว่าดีจริงจ้ะพี่ อ้อ นอกจากนี้เรายังรวบเป็นธีมในแต่ละย่านให้ชาวซอยมิลค์สายเที่ยวฮาร์ดคอร์ได้ลองจิ้มไปเป็นทริปเที่ยววันเดียวกันด้วย
ว่าแล้วก็ตามมาเลย
สถานีท่าพระ / จรัญ 13 สำรวจรอยต่อของพื้นที่เมืองเก่ากับย่านที่อยู่อาศัยใหม่ของคนกรุงเทพฯ
เขตบางกอกใหญ่กินอาณาเขตตั้งแต่แถบริมน้ำตรงบริเวณวัดอรุณฯ มาจนถึงถ.อิสรภาพ และเขยิบเข้ามาถึงบริเวณด้านในที่เป็นถ.จรัญสนิทวงศ์ตอนต้น ซึ่งบริเวณนี้เองที่ตอนนี้มี MRT สายสีน้ำเงินสองสถานีคือ ท่าพระ และ จรัญฯ 13 เปิดให้บริการเพิ่ม
การมาเยือนของรถไฟฟ้าก็หมายถึงความเป็นเมืองที่ได้รุกคืบเข้ามาในพื้นที่กึ่งสวนกึ่งที่อยู่อาศัยแถบนี้ ที่จริงแล้วพื้นที่บริเวณนี้เป็นที่ตั้งของชุมชนที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่สืบไปได้ถึงสมัยอยุธยาฯ แม้กระทั่งในสมัยรัตนโกสินทร์ บริเวณนี้ก็เป็นที่ตั้งของบ้านเรือนของผู้มีอันจะกินที่ขยับขยายออกมาจากบริเวณพระนครชั้นในอันคับแคบ เพื่อสร้างบ้านสวนที่มีอาณาเขตกว้างขวาง ซึ่งเรารู้สึกว่าบรรยากาศบ้านสวนในยุคนั้นก็ยังคงตกค้างมาถึงบางกอกใหญ่ในยุคปัจจุบัน

ปัจจุบันเมื่อรถไฟฟ้าตัดผ่าน เราก็เห็นความเปลี่ยนแปลงที่มาเติมชีวิตชีวาให้ย่านคนกรุงฯ เก่าแห่งนี้ เพราะเริ่มมีคอนโดมิเนียมและร้านรวงเก๋ ๆ มาเปิดรองรับการขยายตัวของคนเมืองยุคปัจจุบัน เสน่ห์ของย่านนี้จึงเป็นการบรรยากาศของใช้ชีวิตแบบสบาย ๆ ที่ผสมผสานกาลเวลาของทั้งสองยุคไว้
สำหรับสองสถานีนี้ เราขอแนะนำให้มาลองใช้ชีวิตหนึ่งวันแบบสบาย ๆ เหมือนชีวิตช่วงสายวันเสาร์ของชาวบางกอกใหญ่ จุดแรกที่อยากแนะนำให้เป็นจุดสตาร์ตคือ วัดปากน้ำภาษีเจริญ ซึ่งที่จริงแล้วมีสถานีทั้งรถไฟฟ้าและรถไฟใต้ดินที่ผ่านทางนี้บ้างแล้ว แต่ถ้าอยากจะเริ่มรูต ‘จรัญฯ-บางพลัดสัมพันธ์’ ฉบับเรา ก็ขอแนะนำให้มาลง MRT ท่าพระ ที่เพิ่งเปิดใหม่ แล้วนั่งพี่วินต่อไปอีกหน่อยจ้ะ
ที่จริงเราไม่ได้จะชวนมาไหว้พระเอาฤกษ์เอาชัยเปิดวันหรอกนะ แต่สำหรับเราการเดินตัดผ่านชุมชนรอบวัดที่ให้บรรยากาศต่างจังหวัด แตกต่างไปจากตึกสูงเมืองกรุงที่แน่นขนัด ก็ทำให้เราแอบหายคิดถึงบ้านน่ะ นอกจากนี้ภายในบริเวณรอบ ๆ วัดเองก็เหมาะมาเดินเล่นทำจิตใจให้ว่าง ๆ หรือจะวอกแวกไปถ่ายรูปบ้างก็ไม่ผิด เพราะวัดเก่าแก่คู่กรุงฯ แห่งนี้ยังคงความงามที่มีมาแต่อดีตไว้ได้ดี ที่จริงแล้ววัดแห่งนี้เก่าแก่พอ ๆ กับวัดอรุณฯ เลยนะ เพราะตั้งอยู่บริเวณที่เคยเรียกว่า สามเหลี่ยมดินดอนปากแม่น้ำเจ้าพระยา ไฮไลต์ของที่นี่ก็คือพระมหาเจดีย์มหารัชมงคลที่สวยทั้งข้างนอกข้างใน และมีความสูงกว่าพระปรางค์วัดอรุณฯ โดยด้านนอกเป็นพระเจดีย์สูงชะลูดสีขาวงดงามสะอาดตา ส่วนข้างในเป็นทรงโดมสูง 10 เมตร ที่พื้นเพดานโดมมีดวงดาวสีและขนาดต่าง ๆ รังสรรค์โดยฝีมือช่างชั้นครู

จุดต่อไป ถ้าเป็นสายอาร์ตและยังอยากดื่มด่ำกับบรรยากาศของชุมชนเมืองเก่า ก็ขอแนะนำให้ไปที่ ชุมชนริมน้ำคลองบางหลวง โดยลงที่ MRT จรัญฯ 13 แล้วต่อพี่วินอีกหน่อย ที่จริงที่นี่ก็มีชื่อเสียงในฐานะจุดท่องเที่ยวอยู่แล้ว แต่คราวนี้เราอยากให้ลองไปใช้เวลาที่นี่ช้า ๆ นาน ๆ แล้วลองหลับตาจินตนาการถึงชุมชนคลองบางหลวงแห่งนี้ที่ในวันที่ผู้คนสัญจรไปมาทางน้ำพลุกพล่าน และประวัติศาสตร์ชีวิตของผู้คนที่หลั่งไหลกันเข้ามายังชุมชนริมน้ำในสมัยที่บางกอกยังเป็นเมืองท่าแห่งนี้ และถ้าเดินจนเมื่อยแล้วอยากจะหาที่นั่งพัก ก็แวะมาพักใจและชมงานศิลป์ที่ บ้านศิลปินคลองบางหลวง ที่ คุณชุมพล อักพันธานนท์ และกลุ่มเพื่อนคนรักศิลปะ พลิกบ้านเก่าของตระกูลช่างทองเก่าแก่ให้เป็นพื้นที่แสดงงานศิลปะและสถานที่จัดเวิร์กชอปงานศิลปะต่าง ๆ


เครดิตภาพจาก บ้านศิลปินคลองบางหลวง
สายแล้วหากเริ่มหิว หรือร่างกายเรียกร้องคาเฟอีน ก็ลองไปนั่งพักใจดูน้องแพะที่ G&G Coffee and Breakfast ร้านกาแฟและอาหารเช้าสไตล์บาร์นเฮ้าส์ที่กลายเป็นที่เริ่มต้นวันแห่งใหม่ของชาวบางแวก ที่นี่เขาเสิร์ฟอาหารเช้าที่มีทั้งสไตล์ไทยและอิงลิชเบรกฟาสต์ แต่ถ้าอยากกินไข่กระทะเป็นมื้อเที่ยงก็ไม่ผิด เพราะเขาเสิร์ฟให้ได้ทั้งวัน ถ้าเป็นสายของหวานจะสั่งแพนเค้กที่เสิร์ฟพร้อมกับไอศกรีมรสนุ่มก็จัดไปเลย



เครดิตภาพจาก G&G Coffee and Breakfast
นั่งพักขาและถ่ายรูปภายในร้านเสร็จแล้ว ก็ขอให้เดินออกไปทักทายน้อง ๆ แพะที่ข้างนอกสักหน่อย โดยเราสามารถป้อนผักหญ้าและเข้าถึงเนื้อถึงตัวน้องได้อย่างใกล้ชิดด้วยนะ
สถานีสี่แยกไฟฉาย ค้นหารสชาติจัดจ้านของชุมชนคนใต้ดั้งเดิมในกรุงเทพฯ เมืองเก่า
หลายคนอาจจะมองว่าบริเวณสี่แยกไฟฉายเป็นจุดตัดที่เป็นทางผ่านสำหรับคนที่จะขับรถไปทำธุระที่อื่น แต่เราอยากให้ลองนั่งรถไฟใต้ดินมาลงที่ MRT สถานีสี่แยกไฟฉายแห่งนี้ แล้วลองเดินทอดน่องสักสิบนาที ใช้เวลาช้า ๆ เข้าไปสำรวจรสชาติจัดจ้านที่ผ่านการปรุงของกาลเวลาและผู้คนชาวใต้ที่ย้ายมาตั้งรกรากหรือพักอาศัยในบริเวณสี่แยกไฟฉาย-พรานนกแห่งนี้
เหตุที่ย่านนี้เป็นแหล่งรวมอาหารใต้ของกรุงเทพฯ เพราะในอดีต รถไฟจากปักษ์ใต้ที่มุ่งเข้าบางกอกจะต้องมาจอดที่สถานีรถไฟธนบุรี บางกอกน้อย ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากย่านนี้ และยังคงเปิดใช้งานอยู่จนถึงปัจจุบัน ชาวใต้เมื่อลงจากรถไฟก็มักจะมองหาที่พักหรือร้านอาหาร ซึ่งบริเวณนี้ก็มีทั้งห้องเช่าและร้านอาหารรสชาติถึงเครื่องถึงคนที่รอเติมท้องของคนใต้อยู่นั่นเอง

เครดิตภาพจาก ร้านฉวาง (แม่อวย)
สำหรับร้านเด็ดจัดจ้านของย่านนี้ที่เราอยากแนะนำก็คือ ร้านฉวาง (แม่อวย) ที่เปิดมานานกว่า 30 ปี บอกเลยว่าเข้าไปแล้วอาจต้องตั้งสติสักพัก เพราะมีกับข้าวให้เลือกละลานตาไปหมด แต่เมนูเด็ดที่พลาดไม่ได้และคงไม่มีใครยอมพลาดหากมาร้านฉวางก็คือ คั่วกลิ้งรสจัดจ้านแบบที่คนกินเผ็ดได้ไม่มากอย่างเราแทบต้องกราบว่ายอมแล้วแม่ (อวย) นอกจากนี้ก็ยังมีแกงไตปลาที่ถึงเครื่องถึงรสร้อนแรง กินคู่กับข้าวสวยคือเป็นเลิศ หรือกินกับขนมจีนสักจับสองจับก็เข้าที

เครดิตภาพจาก ร้านฉวาง (แม่อวย)
อีกร้านหนึ่งที่เด็ดไม่แพ้กันก็คือ ร้านรวมใต้ ที่แค่ชื่อก็บอกแล้วว่ามาร้านนี้ก็สามารถลิ้มรสชาติวัฒนธรรมใต้ได้ครบครันในที่เดียว ซึ่งใครจะลองเมนูเด็ดใด (ที่เด็ดเผ็ดทุกเมนูจริง ๆ ) ก็ตามอัธยาศัย แต่สำหรับร้านนี้เราขอฝากตัวฝากใจไว้ที่เมนู ข้าวยำปักษ์ใต้ ที่มีทีเด็ดอยู่ที่นำบูดูสูตรเฉพาะของร้าน รสชาติเข้มข้นซ่าลิ้นที่ได้ผักสดพูนจานมาช่วยดับร้อนในปาก หรอยจังฮู้!


เครดิตภาพจาก ร้านรวมใต้
สถานีบางขุนนนท์ เดินเล่นย่านชิคของคนฝั่งธนฯ ยุคก่อน สำรวจร้านกาแฟที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านเวลา
ออกตัวตรงนี้ก่อนเลยแล้วกันว่าเราเป็นชาวบางขุนเนี่ยน (คล้าย ๆ มินเนี่ยน) ที่เลือกมาอยู่ย่านนี้แล้วไม่ขอย้ายไปไหน เพราะหลงเสน่ห์ย่านนี้อย่างจริงจัง เสน่ห์ของซ.บางขุนนนท์ที่เป็นถนนเส้นตรงทอดยาวไปถึงเขตตลิ่งชันและไปจรดกับถ.บรมราชนนี ก็คือบรรยากาศเงียบสงบที่เหมือนมีม่านล่องหนกั้นเอาไว้จากความพลุกพล่านของถ.จรัญสนิทวงศ์ด้านหน้า ที่พอผลุบเข้ามาในเขตนี้แล้ว เราจะรู้สึกว่าทุกอย่างช้าลงและสงบขึ้น
ที่จริงแล้วในอดีต บางขุนนนท์มีชื่อเสียงในฐานะแหล่งชอปปิงของคนฝั่งธนฯ เพราะก่อนที่จะมีห้างสรรพสินค้า ชาวฝั่งธนฯ ก็จะมาซื้อของกันที่ร้านรวงบนถนนสายนี้แหละ ซึ่งเราก็ยังเห็นร้านเก่าทั้งร้านเครื่องใช้และร้านอาหารแทรกตัวอยู่บนถนนสายนี้ได้ และหลายร้านก็เป็นตำนานที่คนกรุงฯ ยุคปัจจุบันยังดั้นด้นมากอน แต่วันนี้เราจะขอแนะนำเป็นร้านเก๋ ๆ ที่ไม่ได้สวยเฉพาะถ่ายรูป แต่คุณภาพคับอาหารและเครื่องดื่มของเขาก็คับแก้ว พร้อมจะมาเป็นตำนานบทใหม่ของย่านบางขุนนนท์ ว่าแล้วก็แวะลงที่ MRT สถานีบางขุนนนท์ แล้วจะเดินเข้ามา หรือต่อรถกระป๊อ 7 บาท หนึ่งอึดใจถึง ก็แล้วแต่เลยจ้ะ


เครดิตภาพจาก Hummingbird Cafe
ร้านแรกที่เราพราวด์ทูพรีเซนต์คือ Hummingbird Café รังกาแฟที่เป็นที่พักใจยามสายของเราในทุกวันเสาร์อาทิตย์ นอกจากบรรยากาศร้านที่โดดเด่นด้วยการตกแต่งสไตล์อังกฤษ และเฟอร์นิเจอร์ในร้านที่เป็นสไตล์แอนทีก (และแอบได้ยินมาว่าแต่ละชิ้นเป็นของสะสมของเจ้าของร้านที่เขาจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนหยิบออกจากโกดังมาใช้) ความพิเศษที่ทำให้เราหลงรักที่นี่คือบรรดาเค้กหลากหลายเมนูที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาให้เราเลือกไม่ซ้ำ แต่ที่เราจะเลือกสั่งเสมอก็คือเค้กแมคคาเดเมียคาราเมลที่เนื้อเค้กนุ่มฟูกำลังดี แล้วราดหน้ามาด้วยแมคคาเดเมียเม็ดโตในซอสคาราเมลหวานหอม ส่วนเมนูกาแฟที่นี่เขาก็มีหลากหลาย แต่สองเมนูที่เราจะเลือกสั่งประจำคือ ฮัมมิงเบลนด์ เมนูกาแฟเย็นที่เบลนด์เป็นพิเศษเฉพาะของร้าน ทำให้เป็นกาแฟเย็นที่คงกลิ่นหอมและรสชาติเปรี้ยวนิด ๆ จากเมล็ดกาแฟ ส่วนอีกเมนูหนึ่งคือ อเมริกาโนส้มยูซุ ที่เขาชงอเมริกาโนรสเข้มข้นมาผสมกับความหอมและเปรี้ยวหวานของน้ำส้มยูซุ เมนูนี้เราชอบสั่งตอนบ่าย ๆ เพราะให้ความสดชื่นดี (สรุปก็คืออยู่ทั้งวัน)

เครดิตภาพจาก Hummingbird Cafe
แต่ถ้าใครเป็นสายออร์แกนิก ในบางขุนนนท์นี้ก็มีร้านกาแฟออร์แกนิกสายคนรักษ์โลกและสุขภาพ ที่ชื่อว่า Laau Coffee ที่แค่เดินเข้าไปก็รู้สึกเหมือนได้รับการโอบกอดจากธรรมชาติ

เครดิตภาพจาก Laau Cafe
Laau (ลา-อู) ในภาษาฮาวาย แปลว่า ต้นไม้ ซึ่งจุดกำเนิดของร้านนี้ก็เกิดขึ้นในสวนที่จ.เพชรบูรณ์ ก่อนที่เจ้าของร้านจะโอบอุ้มธรรมชาติยกมาไว้ที่ชานเมืองกรุงเทพฯ แห่งนี้ กาแฟและขนมในร้านทำมาจากผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก ในขณะที่พื้นที่ในร้านก็อัดแน่นด้วยแนวคิดเรื่องการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างคนและธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งที่เน้นโชว์แมตทีเรียลของตัวตึกอย่างไม่ปรุงแต่งมาก ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับธรรมชาติที่ถูกนำมาวางจำหน่ายในร้าน รวมไปถึงชั้นสองของร้านที่เป็นพื้นที่ขายเสื้อผ้าวินเทจมือสองและของสะสม สะท้อนแนวคิดเรื่องการใช้ของอย่างคุ้มค่าที่สุด นอกจากนี้เขายังสะท้อนการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างคนด้วยกัน ด้วยการเปิดพื้นที่โคเวิร์กกิงสเปซ และพื้นที่ให้นั่งอ่านหนังสือที่ชั้นบนของร้าน และหากมาแล้วก็อย่าลืมแวะทักทาย เจ้ามะขาม (แมว) เจ้าของร้านตัวจริง เพื่อเป็นการเชื่อมสัมพันธ์ให้ครบ คน สัตว์ ธรรมชาติ ด้วยล่ะ


เครดิตภาพจาก Laau Cafe
สายของคาวหรือมื้อหนัก เราขอแนะนำร้านส้มตำ กลิ่นกลั้ว ที่เราเรียกกันในกลุ่มเพื่อนว่า ส้มตำฮิปสเตอร์ เพราะพ่อครัวสายเซอร์ที่ร้านนี้เขาจับเอาอาหารอีสาน อาหารใต้ และอาหารฝรั่ง มารวมกันไว้จนกลายเป็นความซี้ดซ้าดแซ่บนัวที่ลงตัวในทุกจาน

เครดิตภาพจาก กลิ่นกลั้ว
เมนูที่เราแนะนำคือ ส้มตำกลิ่นกลั้ว ซึ่งเป็นส้มตำไทยโปะหน้ามาด้วยคาลามารี หรือ หมึกชุบแป้งทอด หรือจะสั่งอีกเมนูเด็ดอย่างส้มตำหมูยอก็ไม่ว่ากัน ถ้ายังจี๊ดไม่พอขอแนะนำให้สั่งหมี่น้ำยาปูรสเข้มข้น ที่เสิร์ฟมาสำหรับ 2-3 คน และให้เนื้อปูแน่นถ้วยแบบตักไปเท่าไหร่ก็เจอแต่ปู ส่วนสายโปรตีนเรามีเมนู ไก่กอแระ ที่เป็นไก่ทอดคลุกซอสแดงแกงใต้ และ เนื้อย่างพริกลาบคั่ว มากระตุ้นต่อมน้ำลายให้ซาบซ่านอย่างถ้วนทั่ว
บางยี่ขันไม่ได้มีดีแค่ดีกรีสุราหรือข้าวมันไก่ตีสามอันเลื่องชื่อเท่านั้นนะ ไม่นานมานี้เราได้คัมภีร์หาเรื่องเดินเที่ยวย่านเมืองเก่า เป็นหนังสือ วัดร้างในบางกอก ของ ผศ.ดร.ประภัสสร์ ชูวิเชียร อาจารย์ประจำภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งเก็บข้อมูลวัดร้างทั่วกรุงเทพฯ ด้วยการเดินเท้าเข้าไปสำรวจวัดร้างที่ซ่อนตัวอยู่ในชุมชนทั่วเมืองกรุง ซึ่งบริเวณบางยี่ขันที่ถัดจากย่านปิ่นเกล้ามานิดนึงก็มีวัดร้างกระจายตัวรอให้เราออกไปเดินสำรวจอยู่มากมาย
วัดแรกที่เราขอแนะนำคือ วัดสวนสวรรรค์ ที่ลง MRT สถานีบางยี่ขัน แล้วเดินลัดเลาะมาทางซ.จรัญสนิทวงศ์ 44 อีกนิด ก็จะเจออุโบสถวัดสวนสวรรค์ อาคารก่ออิฐถือปูนทรงสูงหลังคาไม่ซ้อนชั้น ปรากฏตัวเป็นซากโบราณสถานแทรกตัวอยู่ใกล้ชิดกับบ้านเรือนของคนในชุมชนซอยสวนสวรรค์ อายุของวัดแห่งนี้ก็สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างขึ้นราวสมัยอยุธยาตอนปลายนั่นเลย ซึ่งสภาพของวัดเก่าแก่ที่ยังถูกรักษาไว้ได้ดีเช่นนี้ก็ต้องยกนิ้วโป้งให้คนในชุมชนที่เขาช่วยกันอนุรักษ์และทำความสะอาดกันตามกำลังที่มี

เครดิตภาพจาก กสิณธร ราชโอรส
อีกวัดหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ในย่านบางยี่ขันก็คือ วัดภุมรินราชปักษี ที่อาจจะไกลจากสถานีบางยี่ขันไปหน่อย เพราะอยู่ในซอยโรงเรียนวัดดุสิตาราม เชิงสะพานพระปิ่นเกล้าฝั่งธนบุรี ถ้าอยากจะเดินเล่นรับลมชมบรรยากาศบริเวณนั้นก็จัดเลย ไม่ถึงกับเหนื่อย แต่ใครจะต่อพี่วินหรือลง MRT บางยี่ขันแล้วต่อรถเมล์สาย 203 มาลงเชิงสะพานปิ่นเกล้าก็ไม่ว่ากัน
ประวัติของวัดแห่งนี้มีการบันทึกไว้ว่า ในสมัยร.6 ได้มีการยุบวัดภุมรินราชปักษีรวมกับวัดดุสิตาราม เหตุเพราะที่วัดแห่งนี้มีพระจำพรรษาเหลืออยู่เพียงรูปเดียว ซึ่งสิ่งที่ยังคงอยู่ท้าทายกาลเวลาก็คือตัวโบสถ์ที่ยืนตระหง่านเหลือเป็นหลักฐานเดียวที่บ่งบอกว่าเคยมีวัดแห่งนี้อยู่ และภาพจิตรกรรมข้างในที่เป็นงานฝีมือช่างหลวง อีกหนึ่งจุดโดดเด่นคือหน้าบันของโบสถ์ที่ประดับด้วยรูปนกยูง ซึ่งไม่ค่อยเห็นปรากฏในวัดทั่วไป นอกจากนี้หน้าโบสถ์ยังมีพระพุทธรูปที่คนในชุมชนเรียกว่า “หลวงพ่อดำ” ประดิษฐานอยู่ เหตุที่เรียกว่าหลวงพ่อดำก็เพราะว่าที่จริงแล้วเป็นสีดำทั้งองค์ แต่ปัจจุบันมีการปิดทองทับหมดแล้ว

เครดิตภาพจาก กสิณธร ราชโอรส
สถานีสิรินธร อ่านหนังสือ จิบกาแฟ เดินเที่ยวย่านบ้านอาจารย์ศิลป์ สำรวจถิ่นปัญญาชน
เราขอแนะนำให้ลง MRT สถานีสิรินธน แล้วเดินข้ามสะพานกรุงธน หรือ สะพานซังฮี้ ซึมซับรับลมเย็นและชมบรรยากาศแม่น้ำเจ้าพระยา เดินข้ามมาสำรวจย่านราชเทวีที่เคยเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของเหล่านักเรียนนอก ข้าราชการ หมอ และอาจารย์ในสมัยก่อน

โดยจุดแรกที่เราอยากขอให้แวะคือ ไปเยี่ยมบ้านอาจารย์ศิลป์ที่ตั้งอยู่ในบริเวณพื้นที่สำนักงานตรวจสอบภายในทหารบก ซึ่งปัจจุบันเปิดเป็นร้านกาแฟและแกลเลอรีภายใต้ชื่อ Craftsman X บ้านอาจารย์ฝรั่ง โดยบ้านสีเหลืองสองชั้นสไตล์วิกตอเรียนแห่งนี้เคยเป็นบ้านหลังแรกในช่วงชีวิตช่วงแรกที่มาอยู่ที่ไทยของ ‘อาจารย์ฝรั่ง’ หรือ อาจารย์ศิลป์ พีระศรี นายช่างศิลปะจากแดนอิตาลี ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากรและผู้วางรากฐานศิลปะร่วมสมัยในประเทศไทย


ปัจจุบันบ้านสีเหลืองที่ยังคงถูกรักษาไว้ในสภาพเดิมแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง เปิดต้อนรับคนทั่วไปให้เข้ามานั่งคิดถึงอาจารย์ฝรั่งพร้อมจิบกาแฟหอมกรุ่นจากบาริสตาคนเก่ง คุณบิ๊ก-ณรงค์ศักดิ์ โรจนเกียรติพงศ์ จาก Craftsman เราขอแนะนำให้ไปนั่งที่ Slow Bar ด้านหลังเคาน์เตอร์ สั่งกาแฟ Single Origin ที่มีทั้งแบบ Pureover และ Aeropress (150 บาท) ที่เบลนด์เฉพาะฉบับ Ctaftman หรือจะสั่งเมนูพิเศษ Sparking Tamarind for Baan Ajarn Farang (135 บาท) ที่มาจากการค้นพบว่า อาจารย์ฝรั่งชอบดื่มน้ำมะขาม ทางร้านจึงครีเอทเมนูเก๋ ๆ ที่มีส่วนประกอบของมะขามขึ้นมา โดยใช้ Puree มะขามผสมกับน้ำผึ้งป่า ใส่ลงใน Sparkling Water แบรนด์ San Pellegrino คนให้เข้ากันก่อนดื่ม จะได้รสซ่า ๆ เปรี้ยวหวานชื่นใจ


ไปเยี่ยมบ้านอาจารย์มาแล้ว ก็เดินแวะไปหาหนังสือติดไม้ติดมือก่อนกลับบ้านได้ที่ร้าน A Book With No Name ร้านหนังสืออิสระที่มีกาแฟให้ดื่มและมีแมวเป็นเจ้าของร้าน นักอ่านสายแข็งจะต้องหลงรักร้านนี้ เพราะเขาคัดเลือกงานของนักเขียนคลาสสิกและนักปรัชญามาวางให้ลองอ่านลองเลือกมากมายเต็มร้าน โดยเน้นไปที่งานของสำนักพิมพ์อิสระหรือสำนักพิมพ์เล็ก ๆ


แล้วก็ไม่ใช่แค่หนังสือเท่านั้นที่ทางร้านเลือกสรรค์มาอย่างดี เพราะกาแฟของที่นี่ก็ได้รับการเบลนด์และปรุงมาอย่างใส่ใจ เมนูที่เราขอแนะนำคือ เมนูซิกเนเจอร์ประจำร้าน อาทิ Espresso Nutella (80 บาท) ที่ใช้เมล็ดกาแฟคั่วกลางจากลาว สุมาตรา และไทย ให้รสชาติไปในฟลอรัลหน่อย ๆ ผสมกับความหวานเข้มข้นของช็อคโกแลตนูเทลล่า ไปจนถึงเมนูรีเฟรชชิ่งอย่าง Floral Blossom (60 บาท) โซดาแก้วง่าย ๆ ที่หอมกลิ่นไซรัปดอกไม้ตัดกับความเปรี้ยวของเลมอน


อยากไปเที่ยวธีมไหนก็จิ้มเลือกกันได้ตามอัธยาศัย แต่เราเชื่อว่ายังมีสถานที่หรือมุมดี ๆ อีกมากมายที่ซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ฝั่งธนฯ แห่งนี้ ที่กำลังรอให้เราไปค้นพบ ใครเดินไปเจออะไร หรือมุมไหนดี ๆ อย่าลืมมาแบ่งปันกันบ้างนะ

