เชื่อว่าต่อให้คนที่ไม่ได้ติดตามแวดวงศิลปะ ก็ต้องเคยผ่านตาผลงานศิลปะ ที่เป็นการนำเอาภาพพิมพ์ของดาราสาวสุดเซ็กซี่ในตำนานอย่าง มาริลิน มอนโร มาเรียงต่อกันแล้วสาดด้วยสีสันที่ตัดกันได้อย่างบาดตาบาดใจ หรือจะเป็นภาพในลักษณะเดียวกัน แต่เปลี่ยนบุคคลในภาพเป็นอีกหนึ่งบุคคลในประวัติศาสตร์โลกอย่าง เหมาเจ๋อตง


ใช่แล้ว เรากำลังพูดถึงผลงานชื่อดังของศิลปินป็อปอาร์ตตัวพ่อ แอนดี วอร์ฮอล ผู้กำหนดนิยามความหมายของศิลปะป็อปอาร์ตด้วยการเสียดสีและล้อเล่นกับสังคมบริโภคนิยมนั่นเอง และผลงานที่กล่าวมาข้างต้นก็คือผลงานเลื่องชื่อที่ติดอยู่ในความทรงจำของคนมากที่สุด คือ Marilyn Diptyque (1962) และ Mao (1972) โดยเฉพาะผลงานซิลก์สกรีนที่ใช้เซ็กซี่ไอคอน มาริลิน มอนโร มาเป็นซับเจกต์ของงานชิ้นนี้แหละ ที่สะท้อนซิกเนเจอร์ความเป็นวอร์ฮอลได้ดีที่สุด ผลงานนี้สะท้อนประเด็นในการทำงานศิลปะของเขา นั่นก็คือ ความตายและวัฒนธรรมคนดัง

วอร์ฮอลสนใจเรื่องวัฒนธรรมบริโภคนิยมในช่วงเวลาที่เขายังมีชีวิตอยู่ นั่นก็คือช่วงยุค 50 - 60 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อเมริกาเดินหน้าเข้าสู่สังคมบริโภคนิยมอย่างเต็มกำลัง คนอเมริกันไม่ได้บริโภคแค่อาหารหรือสินค้า แต่ยังบริโภคภาพลักษณ์หรืออิมเมจด้วย โดยการเสพจากรายการโทรทัศน์หรือโฆษณาเป็นหลัก ในช่วงเวลาที่โทรทัศน์กลายเป็นสิ่งของจำเป็นที่ทุกบ้านต้องมี ในมุมมองของวอร์ฮอล ภาพลักษณ์ของสินค้าหรือดาราที่เห็นในสื่อคือพระเจ้าองค์ใหม่ของสังคมบริโภคนิยม และสื่อก็เป็นตัวที่ทำให้พระเจ้าองค์นี้สถิตอยู่ไปตลอดกาล ภาพของมอนโรที่ค่อย ๆ เปลี่ยนจากสีสันฉูดฉาดในฝั่งซ้าย มาสู่ภาพขาวดำในฝั่งขวา จึงสะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการของสื่อในการทำให้ดาราที่แม้จะเสียชีวิตไปแล้ว แต่ยังคงมีชีวิตอยู่ในความทรงจำของคนไปตลอดกาล ราวกับว่าดารามีชีวิตอมตะ ไม่ต่างจากพระเจ้า

ที่เราเกริ่นมาขนาดนี้ ก็เพราะเรากำลังจะชวนทั้งคนที่รักและคนที่ไม่รู้จักวอร์ฮอล แต่เคยผ่านตาผลงานของเขา ไปชมนิทรรศการ ANDY WARHOL: POP ART ที่กำลังจะจัดในเดือน ส.ค.นี้ เป็นต้นไป ที่ ศูนย์รวมงานศิลปะและวัตถุโบราณกลางกรุงเทพฯ อย่าง River City Bangkok นั่นเอง ซึ่งงานนี้ต่อให้ไม่ใช่แฟนป็อปอาร์ตหรือแฟนวอร์ฮอลก็ควรต้องไป เพราะทางผู้จัดเขาขนผลงานจริงของวอร์ฮอลพร้อมลายเซ็นรวม 128 ชิ้น มาจัดแสดงให้ได้ชมกันอย่างใกล้ชิดเป็นครั้งแรกในเมืองไทยกันเลย แบบว่านี่เป็นโอกาสที่เราจะได้ชมผลงานศิลปะระดับโลกของจริง แบบไม่ต้องบินไปดูที่เมืองนอกเลยนะ

ก่อนที่จะไปชมผลงานจริงของเจ้าพ่อป็อปอาร์ตระดับตำนาน เราก็ขอชวนชาวซอยมิลค์มาล้อมวงทำความรู้จัก แอนดี วอร์ฮอล พ่อทุกสถาบันป็อปอาร์ตผ่านผลงานชิ้นไอคอนิกต่าง ๆ ของเขากันสักหน่อย เพื่อเป็นการอุ่นเครื่องและเตรียมตัวก่อนไปเสพงานจริง ว่าแล้วก็กระชับวงเข้ามาเลย
Campbell's Soup Cans
แอนดรูว์ วอร์โฮลา คือชื่อจริงของ แอนดี วอร์ฮอล เขาเกิดในปี 1928 ในครอบครัวชาวสโลวาเกียอพยพที่อาศัยในเมืองพิตส์เบิร์ก เมื่อเรียนจบปริญญาตรีด้านศิลปะและย้ายเข้ามหานครนิวยอร์กในปี 1949 เขาก็เปลี่ยนชื่อตัวเองเป็น แอนดี วอร์ฮอล แล้วเริ่มต้นเส้นทางอาชีพนักออกแบบโฆษณา
แม้จะประสบความสำเร็จบนเส้นทางโฆษณาเป็นอย่างดี แต่ผลงานที่จุดประกายให้วอร์ฮอลเป็นที่รู้จักในฐานะศิลปินก็คือการจัดแสดงผลงานเดี่ยวครั้งแรกในปี 1962 ที่เขานำภาพวาดกระป๋องซุปยี่ห้อแคมป์เบลล์และธนบัตรดอลลาร์มาเรียงรายต่อกัน รวมทั้งผลงาน Marilyn Diptyque ก็จัดแสดงในงานครั้งนี้ด้วย ซึ่งนักวิจารณ์ก็ยกย่องวอร์ฮอลในแง่ที่เขาผสานศิลปะและงานดีไซน์เชิงพาณิชย์เข้าด้วยกัน แล้วนำเสนอประเด็นเรื่องการบริโภคในชีวิตประจำวันของคนได้อย่างเฉียบคม


จากผลงานกระป๋องซุปสร้างชื่อในวันนั้น วอร์ฮอลยังคงสำรวจแก่นเรื่องวัฒนธรรมบริโภคนิยมในงานของเขาต่อไป ผ่านผลงานที่นำสินค้าในห้างวอลมาร์ตมาจัดแสดง การนำขวดโคคา-โคล่ามาต่อเรียงราย หรือการจัดแสดงกล่องสบู่ยี่ห้อบริลโลที่เรียงท่วมหัว
The Velvet Underground & Nico Album Cover

อีกหนึ่งผลงานสุดไอคอนิกของเขาที่คนทั้งโลกจดจำ ก็คือภาพกล้วยสีบนปกอัลบั้มของวงอัลเทอร์เนทีฟร็อกชื่อดังแห่งยุค The Velvet Underground นั่นเอง โดยผลงานชิ้นนี้ก็สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นศิลปินไร้พรมแดนของวอร์ฮอล ที่ไม่ได้จำกัดการทำงานอยู่แค่การออกแบบหรือวาดรูป โดย The Velvet Underground คือวงดนตรีที่ถือกำเนิดภายใต้ชายคาสตูดิโอ The Factory ของวอร์ฮอลเอง จากความตั้งใจแรกที่เปิดสตูดิโอแห่งนี้ขึ้น เพื่อเป็นที่ทำงานและที่พบปะของศิลปินในยุคนั้น ทั้งนักเขียน นักดนตรี หรือนักออกแบบ ที่สุดแล้วสตูดิโอแห่งนี้ก็กลายเป็นที่ที่วอร์ฮอลได้ทดลองทำงานแขนงอื่น ๆ หนึ่งในนั้นคือการก่อตั้งวงพังก์ร็อก The Velvet Underground และทำหน้าที่เป็นทั้งโปรดิวเซอร์และผู้จัดการวงด้วย ซึ่งแน่นอนว่าหน้าที่การออกแบบอาร์ตเวิร์กของวงก็จะตกอยู่กับใครไม่ได้นอกจากคุณพ่อวอร์ฮอลผู้นี้นี่เอง!

ในการรับตำแหน่งอาร์ตไดฯ ของวง วอร์ฮอลทดลองความสนใจของเขาในเรื่องวิชวลและภาพยนตร์ เขาสร้างซีรีส์อิเวนต์ที่ชื่อว่า Exploding Plastic Inevitable ซึ่งเป็นการนำวงมาเล่นดนตรีสดประกอบมัลติมีเดียหลากหลายรูปแบบ สร้างเอกลักษณ์ให้วง The Velvet Underground กลายเป็นวงดนตรีที่ผนวกศิลปะเข้ามามอบความบันเทิงให้ผู้ชม

สำหรับปกอัลบัมที่เป็นภาพวาดกล้วยสีเหลืองสุดไอคอนิก ในตอนแรก วอร์ฮอลได้ออกแบบให้มันเป็นสติกเกอร์แปะหน้าปกอัลบัม โดยผู้ที่ซื้อแผ่นไปสามารถลอกสติกเกอร์กล้วยสีเหลืองออก แล้วจะพบกับกล้วยสีชมพูดูหมิ่นเหม่ศีลธรรม แต่ด้วยขั้นตอนการผลิตที่ยุ่งยาก ปกอัลบัมเวอร์ชันสมบูรณ์แบบของวอร์ฮอลก็เลยเป็นได้แค่เวอร์ชันสำหรับนักสะสมเท่านั้น ส่วนภาพกล้วยสีเหลืองก็กลายเป็นเวอร์ชันออริจินัล และกลายเป็นหนึ่งในผลงานที่ 'ป็อป' ที่สุดของวอร์ฮอลด้วย
ANDY WARHOL: POP ART

สำหรับนิทรรศการ ANDY WARHOL: POP ART จะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 12 ส.ค. - 24 พ.ย. 2563 โดยงานนี้ ทางผู้จัดเขาก็กระซิบบอกผลงานต้นฉบับของวอร์ฮอลบางส่วนที่จะนำมาจัดแสดง ซึ่งพอได้ยินแล้วก็บอกได้เลยว่า อาร์ตเลิฟเวอร์ไม่ไปถือว่าผิด โดยผลงานที่จะนำมาจัดแสดงก็มีแบ่งเป็น 4 ประเภท ได้แก่ ภาพถ่ายบุคคลและภาพถ่ายทั่วไป, ภาพถ่ายคนดัง, นิตยสารและปกอัลบัม รวมถึงภาพพิมพ์แบบซิลก์พรินติงและภาพบุคคล อาทิ Andy Warhol and Salvador Dali (1978), Marilyn (1981), Elvis I and II (1964-1978), The Velvet Underground and Nico (1967) ส่วนผลงานอื่น ๆ ก็มีหน้าปกนิตยสารที่มีบทสัมภาษณ์แอนดี วอร์ฮอล, Brillo Box (1970), Dollar (1981-1982), Flowers (1964), Campbell's Soup Can (1967) และ Cow (1971) เป็นต้น ก็คือเขาขนงานไอคอนมาเกือบครบเลยล่ะ!
รู้อย่างนี้แล้วก็รีบกดจองบัตรไว้กันพลาดก่อนเลย โดยสามารถจองบัตร Early Bird ได้ตั้งแต่วันนี้ ผ่านทาง Ticketmelon โดยบัตรราคาพิเศษสำหรับผู้ใหญ่อยู่ที่ 300 บาท นักเรียนหรือนักศึกษา ผู้ชมที่มาเป็นหมู่คณะ และผู้สูงอายุ ราคา 200 บาท (ต้องแสดงบัตรประชาชน) ส่วนราคาปกติที่ซื้อหลังวันที่ 30 เม.ย. จะอยู่ที่ 400 บาท ซื้อบัตรแล้วไปรอบูชางานของพ่อกัน!
ANDY WARHOL: POP ART
จัดแสดงระหว่างวันที่ 12 ส.ค. - 24 พ.ย. 2563
RCB Galleria ชั้น 2 River City Bangkok
BTS สะพานตากสิน แล้วนั่งเรือข้ามฟาก หรือ MRT หัวลำโพง แล้วเดินต่อ หรือต่อพี่วิน