Skip to main content
AdSense

คุยกับโต๋-ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร ว่าด้วยเพลงไทยบนเวทีเอเชีย และมิวสิคสตรีมมิ่งครองโลก

จาก รักเธอ ในวิทยุ ถึง รักจริงจริง บนสตรีมมิ่ง

คุยกับโต๋-ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร ว่าด้วยเพลงไทยบนเวทีเอเชีย และมิวสิคสตรีมมิ่งครองโลก
September 15, 2017 Bangkok time
เวลาเปลี่ยน อะไรก็เปลี่ยน คงเป็นสำนวนที่เหมาะที่สุดสำหรับเรื่องราวที่เรากำลังจะเล่าให้ฟัง ซึ่งเราเชื่อว่า อาจจะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่แปรผันตรงต่อความสุขของหลายคน เรื่องที่ว่าก็คือ วงการดนตรี ที่เราโชคดีมากๆ เพราะได้นั่งจ้องตาคุยกับ โต๋-ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร นักร้อง-นักแต่งเพลงผู้ข้ามผ่านยุควิทยุมายังยุคมิวสิคสตรีมมิ่ง ทั้งยังเป็นศิลปินมากความสามารถที่พาเพลงไทยมาครองใจผู้ฟังแถบเอเชีย
 
ตั้งแต่เพลง รักเธอ ที่สร้างปรากฏการณ์ครั้งใหญ่ในปี พ.ศ.2550 แบบเปิดทุกคลื่น ทุกชั่วโมง กวาดอันดับ 1 แทบทุกชาร์ต มาถึงวันนี้ก็นับเป็นเวลา 10 ปีแล้วที่โต๋อยู่ในวงการเพลงไทย โต๋ยังก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างไม่หยุด จนปัจจุบันนี้มีผลงานมากมาย ไม่ว่าจะเป็นอัลบัมเดี่ยวภาษาไทย และเพลงภาษาจีนที่ไปร่วมงานกับนักร้องจีน
 
ล่าสุดนี้ โต๋เพิ่งเอาชนะ 40 ศิลปินจากกว่า 10 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยการคว้ารางวัล Artist that Matters 2017 รางวัลใหม่ใสกิ๊กเฟิร์สไทม์ของเทศกาล Music Matters ซึ่งพิจารณาตัดสินโดยทีมผู้จัดงาน ร่วมกับกูรูจาก Apple Music แถมโต๋ยังจะได้รับการสนับสนุนจาก Apple Music ในฐานะ New Artist Spotlight โชว์ผลงานในแอปพลิเคชันทั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และนานาประเทศในอนาคต และโต๋ก็ได้ขึ้นโชว์ในงาน Music Matters 2017 ที่สิงคโปร์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาด้วย เราจึงมั่นใจว่า โต๋เป็นหนึ่งคนที่ใช่ในการคุยเรื่องนี้จริงๆ จังๆ
 

ไปไงมาไงถึงได้มาเล่นในงาน Music Matters

 
คือมันเป็นเรื่องของคอนเน็คชัน และเครือข่ายจากตอนทัวร์ พอรู้จักกันแล้ว มันก็เหมือนกับการแลกเปลี่ยนในวงการนี้นะ อย่าง Slot Machine ก็เคยมาเล่น ผมว่า Music Matters มันเป็นงานที่มาเพื่อทำความรู้จักกับคนในวงการเพลงในเอเชีย คือแน่นอนว่ามันเป็นเทศกาลที่ปิดให้คนนอกเข้าด้วย แต่คนในวงการคือมากันหมดเลย มาเจอกัน มาคุยกัน มาชวน crossover ด้วยกัน แต่ละประเทศก็มารวมพลังกันมากขึ้น
 
 
“เรามาทำหน้าที่ของเรา เรามาสนุกของเรา
อย่าไปคาดหวังว่าคนดูจะเหมือนบ้านเรา”
 

เตรียมตัวยังไงในฐานะศิลปินจากประเทศไทย

 
สำหรับผม การไปเล่นนอกบ้านมันเป็นอะไรที่ใช้พลัง และมันยากกว่าเล่นในบ้านเรา กลุ่มคนดูก็อาจจะไม่ใช่กลุ่มที่ตั้งใจมาดูเรา 100% แต่ผมชอบเพราะมันท้าทาย ถ้าเล่นตรงนี้แล้วชนะใจเขา เราจะกลับ [เมืองไทย] ไปเล่นอะไรก็ได้
 
สิ่งที่ผมก่อนขึ้นโชว์ในต่างประเทศก็คือ เรามาทำหน้าที่ของเรา เรามาสนุกของเรา อย่าไปคาดหวังว่าคนดูจะเหมือนบ้านเรา แบบที่มาถึงแล้วต้องเย้ โย่ เย้ คนต่างประเทศจะดีอย่างในงานแบบนี้ คือจะเป็นสายที่ดูดนตรีจริงๆ ไม่ต้องเอ็นเตอร์เทนมาก ผมอยากโชว์เปียโนก็ได้โชว์ ผมได้เล่นเซ็ตตามใจตัวเอง ผมอยากพรีเซ็นต์ตัวเองแบบนี้ ประมาณนี้ครับ
 

เล่าเรื่องวงการเพลงในเอเชียให้ฟังหน่อยสิ

 
ผมรู้สึกว่า ศิลปินเอเชียเริ่มทำเพลงให้ฟังกันเองมากขึ้น อันนี้คือเราไม่ต้องเปรียบเทียบกับตลาดเพลงอังกฤษนะครับ เพราะอันนั้นมันอีกครึ่งนึงของโลก คืออย่างศิลปินอินโดนีเซีย เขาก็ออกเพลงอังกฤษเพื่อให้เราฟังเลยนะครับ
 
แล้วก็มีการร่วมงานกันมากขึ้นด้วยครับ อย่างผมร้องจีนได้ พูดจีนได้ สิ่งที่เราเคยบอกว่าอยากทำเมื่อ 3-4 ปีก่อน ที่ผมไปเรียนภาษาจีนที่ไต้หวัน มันก็ถึงเวลาได้ใช้เสียที อย่างค่ายเพลงที่จีนก็มาร่วมกับค่ายเพลงที่ไทย ผมก็เลยได้ทำเพลงกับ Joshua Jin [เพลง Waiting For Love]  ได้ไปโปรโมทเพลงนี้ที่ปักกิ่ง และมีโอกาสได้ไปเล่นที่มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ในละแวกนี้ ทุกคนมันสนิทสนมกันหมด มันเลยเป็นที่มาของ Music Matters ด้วยครับ ที่เราจะได้ดูศิลปินเอเชียมา crossover กัน
 

รู้สึกยังไงที่ มิวสิคสตรีมมิ่ง มาแทนที่ เทปและซีดี ไปแล้ว?

 
ผมว่ามันเป็นวิวัฒนาการของมนุษย์นะ อย่างสมัยก่อนคนไปไหนมาไหนก็ขี่ม้า ขี่เกวียน ต่อมาก็มีรถม้า รถไฟ สมัยนี้เป็นรถยนต์ อนาคตก็เห็นว่าจะมีรถยนต์ที่ไม่ต้องเติมน้ำมันแล้ว คือมันเป็นวิวัฒนาการของเทคโนโลยีตามชีวิตคน ตอบสนองความต้องการของคน ซึ่งคนสมัยนี้ก็ต้องการอะไรที่เร็ว ทันใจ ทุกอย่างมันเร็วหมด
 
ฉะนั้นการที่ดนตรีมาอยู่บนสตรีมมิ่งออนไลน์ มันไม่มีคำว่า “เห็นด้วย” หรือ “ไม่เห็นด้วย” มันมีแต่คำว่า “คุณจะอยู่ยังไงกับมัน” เพราะมันคือ Way of Life ของคนสมัยนี้
 
 
“ผมรู้สึกว่าตอนนี้หนังสือดนตรีมันอยู่แค่ปลายนิ้วมือนี่แหละ”
 

ข้อดีของมิวสิคสตรีมมิ่งในมุมมองของโต๋

 
ข้อดีคือ อยู่ดีๆ เราก็มีเพลงทั้งโลกอยู่ภายใต้การใช้ปลายนิ้วจิ้ม ผมสามารถฟังเพลงได้ไม่ซ้ำเลยในวันนึง ฟังเพลงของใครก็ไม่รู้ที่ผมไม่เคยรู้จักมาก่อนในชีวิต คืออย่าง Apple Music ผมกดเข้าไปเรื่อยๆ มันก็ recommend เรื่อยๆ แบบ If you like คนนี้ ก็มี similar artists ให้กดดูเรื่อยๆ มันจะไปแรนด้อมหาเพลงอะไรไม่รู้มาให้เราฟังในแบบที่เราชอบ
 
อีกอย่างคือใน Apple Music จะมีเพลย์ลิสต์ที่ชื่อว่า New Music For You  ที่จะออกใหม่ทุกวันศุกร์ ทำให้ผมรู้ว่า ทุกวันศุกร์มีเพลงอะไรอัพเดต ไต้หวันออกอะไร จีนออกอะไร เกาหลีออกอะไร เมื่อก่อนเราต้องรอตั้งนานกว่าจะได้ฟัง หรือกว่าที่มันดังจริงๆ นั่นแหละ มันถึงจะข้ามมาถึงบ้านเราได้ แต่สมัยก่อนให้เสิร์ชแทบตายก็ไม่มีทางได้ฟัง ผมรู้สึกว่าตอนนี้หนังสือดนตรีมันอยู่แค่ปลายนิ้วมือนี่แหละ
 

ข้อเสียล่ะ

 
ส่วนข้อเสียสำหรับผมคือ มันอาจจะทำให้รู้สึกว่า เพลงถูกลดคุณค่าไปนิดนึง ในมุมของคนอาจจะรู้สึกว่าเพลงไม่ได้มีคุณค่าเหมือนเมื่อก่อน ที่ต้องต่อแถว ต่อคิวเพื่อซื้อซีดี ซื้อเทป แต่หน้าที่ของเราในฐานะศิลปิน ก็ต้องทำเพลงต่อไป เราจะมาหยุดทำเพลง เพราะสมัยนี้มันเป็นสตรีมมิ่งออนไลน์ก็ไม่ได้
 

แล้วตอนนี้ฟังเพลงอะไรอยู่บ้าง

 
ผมชอบฟังลิสต์ของพวก K-pop นะ สมัยนี้เขาไม่ฮิตเพลงบัลลาดแบบ Autumn in My Heart กันแล้ว ตอนนี้บีท R&B มันดีมาก แบบเปิดมาแล้วเมโลดี้ไม่แพ้เพลงตะวันตกเลย ตอนนี้กำลังบ้าแร็พเกาหลีอยู่ครับ ผมว่าบีทของเกาหลีมันเจ๋งดี ผมว่า Dean โคตรเจ๋งเลย อีกคนก็ Beenzino ก็ดี แล้วก็อีกคนคือ K.Will ที่ฟังมานานมาก ร้อง R&B โคตรดีเลย ตอนไปดูร้องสดก็ทึ่งมากว่า ทำไมร้องดีแบบนี้
 

มิวสิคสตรีมมิ่งส่งผลต่อสไตล์การแต่งเพลงไหม?

 
ถ้าจากวันแรกก็เปลี่ยนไปนะครับ ตอนนี้สตรีมมิ่งมันทำให้เรารู้ว่า ตลาดเพลงเป็นแบบนี้หรอ ฮิตแบบนี้หรอ คือเราเป็นศิลปิน อย่างแรกก็คือเราชอบอะไร อยากทำอะไร และสองก็คือเราต้องรู้ว่าคนที่เดินไปมาเนี่ย เขาฟังเพลงอะไรกัน เราจะได้รู้ว่าต้องดึงอะไรมาใช้ ต้องไปในทิศทางไหนของคนทำเพลง
 
สมมติว่าเมื่อก่อนคิดสนุกๆ ว่าอยากทำเพลงจีน แต่ไม่รู้เลยว่าคนจีนฟังเพลงอะไรกันอยู่ แล้วคนจีนจะฟังเพลงคุณไหมในเมื่อคุณไม่รู้ตลาดเลย แต่ตอนนี้ผมสามารถเข้าไปดูชาร์ตของคนจีน ดูว่าเขาฟังเพลงอะไรกัน เมื่อก่อนคิดว่าเพลงจีนต้องเหมือนในละคร ช้งเช้งเหมือนในหนังจีนกำลังภายใน แต่ตอนนี้เขาเลยจุดนั้นไปหมดแล้ว กลายเป็น R&B กลายเป็นบีทตะวันตกกันหมดแล้ว
 
 
“คือทุกอย่างมันเป็นเพลง คนเรากับดนตรีมันเชื่อมต่อกัน
ขนาดเวลาหัวใจเต้น มันยังเต้นเป็นจังหวะเลย”
 

สำหรับโต๋ Music มัน Matters มากแค่ไหน?

 
ผมว่าดนตรีกับชีวิตคนเรามันแยกกันไม่ได้เลย คือดนตรีมันเป็นวิวัฒนาการ มันโตมาพร้อมกับมนุษย์ มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตอ่ะ ทุกวันคุณตื่นมา คุณต้องมีอะไรข้องเกี่ยวกับดนตรีสักอย่าง เดินไปเปิดวิทยุฟังเพลง หรือขนาดเสียงโทรศัพท์ก็เป็นเพลง คือทุกอย่างมันเป็นเพลง คนเรากับดนตรีมันเชื่อมต่อกัน ขนาดเวลาหัวใจเต้น มันยังเต้นเป็นจังหวะเลย
 
Music มันคือบันทึกไดอารี่ของศิลปิน อย่างเวลาคุณเขียนไดอารี่ คุณเขียนว่าคุณรู้สึกยังไง วันนี้ไปเจออะไรมาบ้าง ศิลปินก็เหมือนกัน แค่เราจดเป็นเพลง อย่างเพลง รักเธอ เนี่ย มันก็ทำให้ผมนึกถึงว่า ตอนปีนั้นรู้สึกยังไง เราคิดอะไรอยู่ตอนแต่งเพลงนี้ ตอนนั้นวงการเพลงเป็นแบบนี้ ตอนนั้นเราทำทรงผมอะไร (ขำ) ซึ่งตอนนี้มันก็พัฒนาขึ้นมา
 

ในฐานะนักดนตรี คิดว่าวงการเพลงจะเดินต่อไปในทิศทางไหน?

 
ผมรู้สึกว่าหน้าที่ของผมก็คือการทำเพลง การที่เรามีความสุขกับสิ่งที่ทำ ผมรู้สึกขอบคุณทุกคนที่ทำให้ผมมีโอกาสได้ทำสิ่งที่ทำอยู่ และเราอยู่กับมันมา 15 ปีแล้ว มีโอกาสได้ยืนอยู่ตรงนี้ มีคนติดตามฟังเพลงของเราอยู่ ในมุมนี้เรายังทำต่อไปแน่นอน ถ้าเขาฟังเพลงเรา แค่เขาสตรีม หรือกดมาดู กดมาฟัง แค่นี้ก็คือเขาสนใจเราแล้ว นี่คือสิ่งที่ทำให้ผมแฮปปี้แล้ว และถ้าเขาซัพพอร์ตเราในมุมที่ถูกต้อง มันก็เยี่ยมเลย ก็ขอบคุณนะครับ
 
ไปรู้จักตัวตนของโต๋ให้มากขึ้นผ่านเพลย์ลิสต์ของ Apple Music ก็ได้นะ ขอให้มีความสุขกับการฟังเพลงนะทุกคน

 

AdSense
AdSense
AdSense