Skip to main content
AdSense

ให้ดนตรีเป็นผู้ให้: คุยกับ ‘โอ แว่นใหญ่’ ศิลปินที่ ‘อยู่คนเดียว’ เพื่อคนอื่น

อยู่เพื่อตัวเองให้เป็น แล้วค่อยอยู่เพื่อคนอื่น

ให้ดนตรีเป็นผู้ให้: คุยกับ ‘โอ แว่นใหญ่’ ศิลปินที่ ‘อยู่คนเดียว’ เพื่อคนอื่น
March 5, 2021 Bangkok time
ทุกครั้งที่มีโอกาสได้นั่งคุยกับศิลปินที่ทำดนตรีเอง เรามักจะรู้สึกเหมือนได้อ่านหนังสือที่หนากว่าเล่มทั่วไป เพราะกระบวนการที่จะได้มาซึ่งดนตรีของแต่ละคนจะค่อนข้างเฉพาะทาง และจนถึงวันนี้ เราก็ยังไม่เคยเจอ 'หนังสือ' ที่เหมือนกันสักเล่ม รวมถึงเล่มที่กำลังจะชวนชาวซอยมิลค์มาเปิดอ่านนี้ด้วย นั่นก็คือการนั่งคุยกับ โอ โอฬาร ชูใจ หรือ โอ แว่นใหญ่ ผู้บริหารค่ายเพลง HolyFox Records ที่เพิ่งปล่อยซิงเกิลใหม่ อยู่คนเดียว ออกมาได้ไม่นานนัก
 
เราเริ่มพูดคุยกันถึงบทบาทที่พี่โอต้องเป็นมากกว่าศิลปิน รวมไปถึงแนวคิดในการทำเพลง แล้วสิ่งที่เราสัมผัสได้ก็คือเพลงของเขาก็คือตัวเขานั่นแหละ แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่มาที่ไปของเพลงอยู่คนเดียวก็ยังสะท้อนตัวตนของเขาได้ชัดเจนมาก ๆ ด้วย
 
แว่นใหญ่: ศิลปินค่ายผมต้องจริง ๆ ไม่ต้องถึงกับทำเพลงเองจบงานเองได้นะ แค่ต้องมีความเป็นตัวจริงนิดนึงอะ ไม่รู้จะอธิบายยังไงดี อย่างตัวของ มารีน่า (ศดานันท์ บาเล็นซิเอก้า) ก็ไม่ได้ทำเพลงเอง แต่ก็ใช้เพลงเป็นจุดขายนั่นแหละ คือเราเน้นความชอบในสไตล์ดนตรีเป็นหลักด้วย ไม่ได้คิดแค่ว่า 'เพลงนี้จะขายยังไง' แล้วผมก็จะไม่ไปบังคับใครด้วย เพราะผมรู้สึกว่าบนผืนผ้าใบนี้ เขาคือผู้วาด ไม่ใช่ผม ดังนั้นผมแนะนำได้ แต่สุดท้ายต้องเป็นศิลปินเองนั่นแหละ ที่ตัดสินใจ
 
แต่จะไม่นึกถึงตลาด (เพลง) เลยก็ไม่ได้อีกใช่มั้ย
 
แว่นใหญ่: เราเป็นค่ายที่ทำไปเรียนรู้ไปครับ (หัวเราะ) คือพวกเราเหมือนคนชอบกินของขมกันน่ะ แล้วมาอยู่ด้วยกัน กินกันไป บอกอร่อยดี เข้มดี คนอื่นเขาอาจจะอยากบ้วนทิ้งก็ได้ (หัวเราะ) มันเป็นแบบนั้น ซึ่งเราก็ต้องค่อย ๆ ปรับ ให้รสชาติเข้าปากคนอื่นด้วย ทำอยู่ครับ แต่ผมก็เชื่อว่าความออริจินัลเป็นสิ่งที่ดี เหมือนเรากำลังปลูกต้นไม้ที่ไม่ได้กินผลได้เลยในปีเดียวน่ะ บางต้นอาจจะงอกเร็ว โตเร็ว แต่ผมเข้าใจว่าหลัก ๆ แล้วค่ายเรากำลังปลูกไม้ยืนต้นอยู่ ต้องใช้เวลาครับ
 
ซิกเนเจอร์ของ โอ แว่นใหญ่ คืออะไร
 
แว่นใหญ่: จริง ๆ ผมว่าผมไม่มีซิกเนเจอร์นะ หลายคนอาจจะมองว่าผลงานผมค่อนข้างติดหู แต่มันก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้นทุกเพลง บางเพลงผมรู้อยู่แล้วว่าคนอื่นไม่น่าจะอิน แต่ผมรักมัน ผมก็ปล่อยเอง... แอบปล่อย (หัวเราะ) ซึ่งมันจะมาเงียบ ๆ คนไม่ค่อยรู้หรอกว่ามี คือต้องบอกว่าเพลงบางเพลงผมเขียนไว้ฟังเองน่ะ มันเหมือนไดอารี เหมือนชิ้นส่วนสำคัญในชีวิต เราก็ต้องการที่จะเก็บเมสเสจนั้นไว้
 
แนวดนตรีในแบบ โอ แว่นใหญ่ คือแบบไหน
 
แว่นใหญ่: ผมว่าเขาเรียกกันว่าป็อป ซึ่งจริง ๆ ผมชอบเพลงหลายแนวนะ แต่จะกำหนดเป็นอย่างอื่นนอกจากป็อปก็ไม่รู้จะพูดยังไงดี
 
พูดถึงเพลงใหม่กันหน่อย จุดเริ่มต้นมาจากอะไร
 
แว่นใหญ่: คือทุก ๆ เพลงผมพยายามจะทำให้มันมีประโยชน์กับใครบ้าง ถึงแม้จะเป็นเพลงเศร้าน่ะนะ คือทำให้เศร้าแล้วเห็นความจริง เห็นสิ่งที่ควรจะทำต่อไป มากกว่าจะเศร้าเฉย ๆ ซึ่งผมไม่ได้กำลังบอกว่าผมจะมาสอนหรือชี้ผิดชี้ถูกอยู่นะ ผมเขียนสิ่งที่สะท้อนอยู่ในใจตัวเองนั่นแหละ แต่ก็ต้องคิดด้วยเสมอว่ามันจะสะท้อนอะไรกับใจคนอื่น คือความเศร้าเนี่ย ถ้าเราหาประโยชน์ของมันได้ เราจะผ่านมันไปได้ อย่างเพลงนี้ผมเพิ่งผ่าตัดมา ก็พักฟื้น อยู่คนเดียว เป็นช่วงที่อยู่บ้านตลอด รู้สึกอึดอัด ทำอะไรไม่ได้เต็มที่ เลยอยากเขียนเพลงที่ Cheer Up ตัวเองนิดนึง แล้วก็อยากให้มัน Cheer Up คนที่อยู่คนเดียวคนอื่น ๆ ด้วย
 
 
แล้วช่วงนี้ได้ฟังคนอื่น ๆ บ้างมั้ย มีวงดนตรีที่สะดุดหูมั้ย
 
แว่นใหญ่: มี Safeplanet นะ ชอบ แล้วก็มี Yented, Mirrr, Anotomy Rabbit ก็น่าสนใจ คือมันไปยิ่งกว่าแค่เพลงแล้วอะ คนฟังเดี๋ยวนี้เขาเสพมวลรวม คอนเซปต์รวม วิธีคิด อาร์ตเวิร์ก การนำเสนอ นั่นคือสมัยนี้เขาเสพกัน สมัยนี้ศิลปินก็จะมาแบบนี้
 
แล้วสมัยนี้คนฟังเป็นยังไงมั่ง
 
แว่นใหญ่: คนฟังสมัยนี้เขาเปิดใจกันนะ ศิลปินสามารถเดินไปในแนวทางตัวเองแล้วยังมีคนฟัง คุณสามารถทำเพลงที่แตกต่างได้โดยที่มันเป็นอาชีพหลักอะ เมื่อก่อนเพลงที่ไม่อยู่ในกระแส ไม่ติดชาร์ต หรืออยู่ใต้ดิน คือแทงบัญชีเลย Second Job แน่นอน ใช้ดนตรีหารายได้ไม่ได้แน่นอน แต่ตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว
 
สำหรับพี่โอแล้ว การทำเพลงแบบยุคสมัยนี้มีข้อเสียมั้ย
 
แว่นใหญ่: ผมมองว่ามันเป็นปรากฏการณ์มากกว่า คนยุคก่อนที่ยังอยากทำเพลงในตลาดนี้อยู่ ก็ต้องปรับตัวกันไป แต่ผมก็ยอมรับนะว่าการทำเพลงสมัยนี้ ทำให้คุณค่าบางอย่างเปลี่ยนไป ไม่ใช่แค่การคิดคอนเซปต์หรือเขียนเนื้อด้วยนะ แต่ผมหมายถึงการเรียบเรียงทุกอย่างเข้าด้วยกันด้วย อย่างผมโตมากับไลน์โซโล่กีตาร์ยาว ๆ แล้วเราฟังได้ไง แต่ตอนนี้ถ้าอินโทรมายาวหน่อย คนอาจจะกดเลื่อนแล้ว ซึ่งตรงนี้ผมกลัวว่ามันจะทำให้โอกาสเสพดนตรีที่พิถีพิถันแบบนั้นลดลง แล้วเพลงที่รายละเอียดเยอะ ๆ แบบนั้นจะค่อย ๆ หายไปจากวงการ เพราะคนสร้างงานจะคิดแค่ว่า 'เราจะติดเทรนด์ได้ยังไง' ขณะเดียวกัน คนที่เรียนดนตรีจริง ๆ ก็อาจจะ ‘ถูกใช้’ น้อยลงด้วย จากการที่ทุกคนสามารถทำเพลงเองในคอมพิวเตอร์หรือสตูดิโอเล็ก ๆ เองได้แล้ว ในอนาคตจำนวนคนที่เรียนดนตรี หรือรู้ทฤษฎีลึก ๆ ก็อาจจะลดลงตามไปด้วย วงผมเลยมีแต่น้อง ๆ สายดนตรีนี่แหละ มาอยู่ด้วยกัน ทำงานด้วยกัน... คือในทางนึง ตอนนี้ทุกอย่างมันสำเร็จได้ง่ายแหละ แต่มันก็ทำลายบางอย่างไปเหมือนกัน เด็กเรียนดนตรีเมืองนอกอาจจะไปเป็น Recording Artist หรือทำสตูดิโอ รับจ้างอัดใด ๆ ไปเลย ส่วนบ้านเราจะไปเล่นเป็นวงแบ็กอัปซะเยอะ กลไกต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมดนตรีมันไม่เหมือนกัน
 
แล้วจะเริ่มแก้วัฒนธรรมหรือสิ่งที่เป็นมาเหล่านี้ในวงการบ้านเรายังไงดี
 
แว่นใหญ่: ผมว่าต้องเริ่มจากการศึกษานะ ในระดับเล็ก ๆ ประถมมัธยมเลยอะ เมื่อเราเข้าใจและเห็นคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ อย่างแท้จริง เห็นมากขึ้น เห็นกว้างขึ้น มันจะสำคัญในมุมมองของทุกคน เช่น... เอ๊ะ ผมควรพูดรึเปล่านะ (หัวเราะ) อย่างการจ้างทำเพลงประกอบอะไรสักอย่าง เพลงมันจะไม่ใช่จุดขายหลัก งบมันก็เลยจะไม่มาก มันก็จะได้งานประมาณนึง แค่เท่าที่งบก้อนเล็ก ๆ นั้นมันจะให้ได้ พอสิ่งนั้นถูกทำซ้ำ ๆ มันก็กลายเป็น Way ของอุตสาหกรรมไป เนี่ยแหละ ผมว่าการศึกษาศิลปะช่วยได้ ให้คนเห็นคุณค่าของสิ่งสิ่งนึงตรงกัน คือศิลปะเป็นสิ่งที่ทำให้เราแตกต่างจากสัตว์ชนิดอื่นน่ะ แต่เราแค่ไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญกับทักษะด้านนี้กันอย่างที่ควรจะเป็น พอคนไม่ค่อยให้ราคากับมัน... นักดนตรีก็เลย... ไม่มีตังค์ครับ (หัวเราะ)
 
แล้วนักดนตรีคนนี้อยากบอกอะไรแฟน ๆ ตอนนี้บ้าง
 
แว่นใหญ่: ขอบคุณที่ติดตามกันมา ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วยกันครับ ตัวผมไม่มีอะไรอื่น ผมทำเป็นแต่งานดนตรี ผมก็จะตั้งใจผลิตผลงานอย่างเดียวที่ผมทำได้นี้ออกมาให้ดีที่สุดต่อไปครับ
 
 
ไม่รู้ว่าชาวซอยมิลค์รู้สึกเหมือนกันมั้ย แต่จากที่มาที่ไปของเพลงล่าสุด ที่พี่โอบอกว่าพยายามจะทำเพลงให้มี 'ประโยชน์' นั้น เขาดูจะไม่ได้หมายถึงแค่ผลงานผลงานเดียว หรือแค่สิ่งที่ส่งออกไปจากตัวเขาเท่านั้น แต่เหมือนเขาพยายามทำ 'ประโยชน์' แบบที่ว่าให้เป็นไลฟ์สไตล์ เป็น Way of Life เพื่อที่ว่ามันอาจจะส่งต่อบางอย่างไปสู่สังคมนักดนตรี และสู่สังคมโดยรวม
 
เพราะงั้นแล้ว การทำเพลงในแบบ โอ แว่นใหญ่ (ที่เขาตอบเราไม่ได้ว่าเป็นแบบไหนอย่างแน่ชัด) ก็น่าจะเป็นการให้ศิลปินแต่ละรายได้เล่า ให้งานแต่ละชิ้นได้พูด และให้ดนตรีได้เป็น 'ผู้ให้' กับคนฟังอย่างเต็มที่นั่นแหละ แล้วก็ทำไปด้วยความหวังที่ว่าวงจรนี้มันจะโอบอุ้มกันเองในที่สุด
 
เราว่า พี่โอ แว่นใหญ่ ไม่ได้ 'อยู่คนเดียว' หรอกนะ ชาวซอยมิลค์ว่างั้นมั้ย?
 
YouTube video
AdSense
AdSense
AdSense