เรานัดเจอศิลปินหน้าใหม่วงนี้ในตึกที่เต็มไปด้วยผู้สร้างสรรค์ผลงานและเข้มข้นไปด้วยประวัติศาสตร์เส้นทางดนตรี แต่บอกเลยว่าการได้พูดคุยกับคู่ดูโอ้ Ampersand (แอมเพอร์แซนด์) ที่ยังไม่ได้มีผลงานออกมามากมายนัก กลับรู้สึกถูกที่ถูกเวลา และน่าประทับใจเกินชื่อชั้นไปมาก ๆ ด้วยทัศนคติการผลิตผลงานและการสะสมความรู้ต่าง ๆ จนเราเชื่อเหลือเกินว่าทั้งสองคนจะได้เข้าไปนั่งในหัวใจคนฟังเพลงอีกจำนวนมาก ในอนาคตอันไม่ใกล้ไม่ไกลนี้
นอกจากที่ พลจัง - พงศ์ณรงค์ จริงจามิกร นักร้องนำ และ แทนไท - ธัชพล ธิติอภิชัย นักร้องและมือกีตาร์ จะเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องในคณะเดียวกันแล้ว พวกเขายังเคยรวมตัวกันแบบเฉพาะกิจในงานงานหนึ่งของมหาวิทยาลัย จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ Ampersand ด้วย ซึ่งเรื่องราวงง ๆ วุ่น ๆ ก็มาพร้อม Story แหวก ๆ และฤกษ์งามยามดีที่เลขสวยอย่างกับกำลังใบ้หวยอยู่ไปอีก


"ห้าทุ่มห้าสิบห้าครับ... เลยกลายเป็นชื่อวงที่เราใช้ประกวดตอนนั้นด้วย"
พลจังบอกเราว่าการประกวดดนตรีที่เขาคิดจะลงแข่งให้ได้ก่อนเรียนจบนั้นเปิดรับสมัครอยู่เป็นเดือน แต่เป็นที่ตัวเขาเองมาตัดสินใจเอาโค้งสุดท้าย ซึ่งพอโทรไปชวนแทนไทแบบปุบปับ อีกฝ่ายก็ตอบรับแบบงง ๆ และตกลงมาประกวดเป็นยูนิตเดียวกันแบบไม่ได้ใช้เวลาคิดมากมายนัก แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า 'ความปุบปับ' ที่ว่านั้น คือเวลา 'สองชั่วโมง' ก่อนปิดรับสมัครนี่สิ!
พลจัง: แทนไทเพิ่งว่างจากการเล่นละครคณะมาไม่นานครับ เขาเลยตอบตกลง แต่ก็บอกมาด้วยว่า "ไม่มีกีตาร์นะ" เราเลยต้องขับรถไปบ้านเพื่อน ยืมกีตาร์มาก่อน แล้วขับมาหาแทน รับขึ้นรถ เพื่อจะไปอัดคลิปส่งเข้าประกวดด้วยกัน ซึ่งวันนั้นวันสุดท้ายแล้วครับ เขาให้ส่งก่อนเที่ยงคืน นี่รู้ตัวสี่ทุ่ม เจอกันห้าทุ่มครึ่ง ตอนพร้อมจะอัดจริง ๆ คือ 20 นาทีสุดท้าย เราอัดเสร็จกันห้าทุ่มห้าสิบห้าครับ เลยกลายเป็นชื่อวงที่เราใช้ประกวดตอนนั้นด้วย อัดเสร็จปุ๊บ เรารีบส่งข้อความไปหาเพจที่ต้องส่งผลงานเลย แคปหน้าจอส่งไปว่าถ่ายเสร็จแล้วจริง ๆ แต่เน็ตไม่ดี รอก่อน อย่าเพิ่งปิด ห้ามปิด!

การตอบรับและอัดคลิปแบบไม่ได้แพลนของทั้งคู่ รวมถึงการไม่ค่อยได้ซ้อมอะไรกันจริง ๆ จัง ๆ ทำให้พวกเขามาจบที่อันดับที่ 3 ของการประกวด ซึ่งถึงจะยังไม่เป็นรูปเป็นร่างเสียทีเดียว แต่นั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่เกือบจะเป็นทางการแล้ว สำหรับคู่ดูโอ้ที่สมาชิกทั้งสองต่างคนต่างบอกว่า 'คลิกกัน' ในทางดนตรี จนกลายเป็นว่าเมื่อได้ร่วมงานกันแล้วจะสบายใจและเชื่อใจกันได้ทุกครั้ง
แทนไท: คือผมเป็นมนุษย์ที่ถ้าอยู่คนเดียวจะไม่ได้งานการอะไรครับ เหมือนผมต้องมีอะไรวิ่งมากระทบอะ แล้วถึงจะมีแรงส่งผลกระทบออกไปหาคนอื่น เลยต้องทำดนตรีกับเพื่อน ทำเองคนเดียวไม่ได้ ส่วนที่ว่าทำไมต้องเป็นพลจังนี่คือ เพราะเล่นด้วยกันแล้วมันดีอะครับ ทั้งวิธีการทำดนตรี เพลงที่มาแชร์กัน แล้วก็ลักษณะนิสัยด้วย คือมันไปกันได้หมด พลจังจะเก่งเรื่องเนื้อเรื่อง การจัดการ เพราะเขาทำงานประจำมา เราก็จะมาด้านดนตรี มันเอื้อกันได้ ช่วยเสริมกันได้หมด

พูดถึงการรวมตัวกันแบบบังเอิญ ๆ ไปแล้ว สิ่งที่เราอยากรู้ต่อมาคือแรงขับเคลื่อนในการทำแชนเนลยูทูบคัฟเวอร์เพลง (ซึ่งเราเป็นหนึ่งในคนซับสไครบ์ที่เข้าไปดูพวกเขาคัฟเวอร์เพลงอยู่บ่อย ๆ ด้วยล่ะ) ว่าเลือกเพลงกันยังไง ทะเลาะกันบ้างมั้ย แล้วใครเป็นคนเลือกหรือตัดสินใจเคาะว่าจะเอาเพลงไหนดี
พลจัง: เถียงกันเยอะครับ อย่างพลจังจะรู้สึกว่าพอมีคนเรียกร้อง เราก็อยากลองเอามาทำให้เป็นฟีลเรา...
แทนไท: บางทีพลจังจะอยากเอาใจคนที่เข้ามารีเควสต์อะครับ แต่แทนอยากให้งานคัฟเวอร์เราเหมือนเป็นเพลย์ลิสต์ของเราไปเลยมากกว่า ถ้าเพลงนี้ไม่ใช่เพลย์ลิสต์เรา ก็แค่ไม่เล่น แค่นั้น
พลจัง: พลจังเชื่อว่าเราร้องเพลงไหน มันก็เป็นเรา แต่แทนจะอยากนำเสนอ Taste การฟังเพลงของ Ampersand ด้วย ไม่ใช่จะไปหยิบเพลงไหนมาก็ได้ แบบนี้ ทำให้เราทะเลาะกันบ่อยในเรื่องการทำคัฟเวอร์ เนี่ย พอบทสัมภาษณ์นี้ออกไป เราอยากให้มีฟีดแบ็กว่า... ให้เลือกเลยดีกว่า... ว่าเข้าข้างพลจัง หรือเข้าข้างแทนไท
แทนไท: เดี๋ยว งั้นผมขอโน้มน้าวของฝั่งตัวเองก่อน คือผมเชื่อว่าการเล่นดนตรีมันต้องมี 'Joy' ก่อน ในการเล่นเพลงใดสักเพลงหนึ่ง ซึ่ง Joy นั้นมักจะมาจากการชอบฟังก่อน ถ้าเราไม่ชอบ เราก็จะไม่อยากเล่นเพลงนั้น ถ้าเราไม่มี Joy แล้วคนที่ดูอยู่เขาจะมามี Joy ในการดูเราได้ยังไง
พลจัง: มันก็ต้องรวมกันแล้วหารสองนั่นแหละ (แทนไท: จริงครับ เราต้องคอยบาลานซ์กันเอง) ซึ่งบางครั้งมันก็จะเอียงมาฝั่งนี้บ้าง ฝั่งโน้นบ้าง ที่ผ่านมาต่อให้เถียงกัน แต่สรุปได้แล้วก็จบ จะได้หรือไม่ได้อย่างที่เราต้องการก็

แน่นอนว่ามาถึงจุดนี้เราต้องขอให้พวกเขาเล่าถึงซิงเกิลใหม่กันสักหน่อย ไทเทิลสวยงามเลยแหละ นั่นก็คือเพลง นิทาน ที่มาพร้อมเนื้อเพลงติดหูว่า "เมื่อความรักกลายเป็นแค่นิทาน จูบที่หวานก็เหลือแค่รอย กลับไปรักก็ไม่ได้ จะให้ลืมก็ไม่ไหว ทำไมล่ะหัวใจ ทำไม ทำไม..." ซึ่งแล้วทำไมล่ะ? ทำไม... ถึงต้องเป็นคอนเซปต์เรื่องเล่าแบบนี้?
พลจัง: นิทานเป็นตัวแทนของเรื่องราวความรักครับ รักที่เคยเป็น Fairy Tale คือทุกคนที่มีความรักเขาก็ต้องคาดหวัง Happy Ending แหละเนอะ แต่สำหรับเรา เรามองว่า มันก็อาจจะไม่ Happy Ending ก็ได้ แต่ระหว่างทางมันก็อาจจะดีมาก เพราะว่านิทานมันไม่ได้มีแค่บทนำแล้วจบไปไงครับ มันก็จะมีอยู่แหละ คนที่เสพติดความรักดี ๆ ที่เคยเกิดขึ้น ช่วงเวลาที่ดี ๆ เหมือนเป็นนิทานเล่มหนึ่ง ซึ่งถึงมันจะจบลงแล้ว เราก็ยังอยากจะวนกลับไปอ่านนิทานเล่มเดิม ๆ นั้น ไม่ยอมไปอ่านเล่มอื่น อยากมีเล่มนี้ในชีวิต ไม่ว่าอีกคนที่เลิกไปจะไปอ่านเล่มใหม่กี่เล่มแล้ว แต่ตัวเราพอใจกับเล่มนี้


เนื้อหาที่เข้าถึงทุกคนบวกกับเสียงร้องของพลจังน่าจะเป็นเสน่ห์อันดับแรก ๆ ที่ทำให้นึกถึง Ampersand แต่แล้วกรูฟแบบนี้ จังหวะแบบนี้ ที่คนฟังคุ้นเคย ก็ไม่เคยจะจำกัดพวกเขาในเชิงการสร้างสรรค์ผลงานเลย กลับกัน พวกเขายังอยากจะลองให้มาก ทดลองให้มากกว่านี้ไปอีก
พลจัง: หลัก ๆ วงเรามันต้องเป็นโฟล์กแหละเนอะ แต่ด้วยเนเจอร์ของเราคนเดียว เราจะมีความอาร์แอนด์บีและบัลลาดอยู่ด้วย
แทนไท: ผมก็ไม่รู้จะเรียกแนวเพลงของวงตัวเองว่าอะไรเหมือนกันนะ เพราะเพลงแรกของพวกเรากับเพลงที่สองก็ไม่ได้เหมือนกัน
พลจัง: ใช่ ๆ 'หลอกตัวเอง' กับ 'นิทาน' ไม่เหมือนกัน
แทนไท: แล้ว 'นิทาน' กับเพลงที่ทำเดโมกันอยู่ตอนนี้ก็ไม่เหมือนกันอีก แล้วถ้าเราเรียกมันไปก่อนว่าเป็นแบบนั้นแบบนี้ แล้วในอนาคตเราทำเพลงที่หลุดจากกรอบนี้ไปล่ะ? มันเลยยังนิยามออกมาไม่ได้ครับ
พลจัง: เราค่อนข้างหลากหลายกันครับ ทั้งคู่เลย อาจจะต้องทำเพลงตัวเองออกมาเยอะ ๆ ก่อน ถึงจะเอามาสรุปได้ ไว้พวกเราทำครบ 10 เพลง แล้วพี่มาสัมภาษณ์ มานั่งคุยกันใหม่นะครับ

จริง ๆ วันที่นัดเจอกันนี่เราได้คุยกับพวกเขายืดยาวเป็นชั่วโมงทีเดียว ซึ่งยิ่งคุยแล้วก็ยิ่งรู้สึกได้ถึงเอเนอร์จีดี ๆ และความอยากรู้อยากลอง รวมถึงความ 'ชอบสรรหา' ของพวกเขา ที่เป็นวัตถุดิบที่ดีมาก ๆ ในการผลิตผลงาน เราเลยเชื่อว่าทุกคอนเทนต์ของ Ampersand หลังจากนี้ จะยังคงเลเวลความจับต้องได้ และในขณะเดียวกันก็จะมีเฉดสีที่ซับซ้อนน่าค้นหาอยู่อย่างคงเส้นคงวาแน่ ๆ
เอาล่ะ ไม่ว่าชาวซอยมิลค์จะมี 'นิทาน' เป็นของตัวเองหรือไม่ เราขอเชิญชวนให้ไปฟังเพลงนี้ของ Ampersand กันสักรอบสองรอบ แล้วไปติดตามพวกเขาได้ทั้งทางแชนเนลยูทูบ MusiccreamGMM และ AmpersandAndYou รวมถึง fb.com/musiccream และ fb.com/ampersandandyou ด้วย ไปจ้า!
