"ไบร์ทกับสารวัตรนี่ต่างกันแค่ชื่อเลยอะ อาจจะมีดีเทลการใช้ชีวิตต่างกัน แต่บุคลิกหรือความคิดนี่คล้ายมาก"
พี่แอ้ม อัจฉริยา ดุลยไพบูลย์ หนึ่งในนักแต่งเพลงที่ฮอตที่สุดเวลานี้ กำลังเล่าให้เราฟังว่ากระบวนการแต่งเพลงของเธอ ต้องเริ่มจากการทำความรู้จัก 'คนร้อง' ก่อนเสมอ ซึ่งแน่นอนว่านอกจากผลงานนับร้อยนับพันที่ผ่านมาที่การันตีฝีมือเธอได้อย่างดีแล้ว เพลงที่ทำให้เรานึกถึงเธอมากที่สุดก็คือ คั่นกู เพลงประกอบ เพราะเราคู่กัน 2gether The Series ที่ร้องโดย ไบร์ท วชิรวิชญ์ ชีวอารี หนุ่มฮอตที่นาทีนี้ไม่ว่าจะหยิบจับอะไรก็ปังไปทุกโปรเจกต์
พี่แอ้มเห็นอะไรในตัวไบร์ทบ้าง? แล้ว 'คั่นกู' ได้แรงบันดาลใจจากอะไร?
แอ้ม: คั่นกูนี่เป็นปรากฏการณ์เลยนะ เรียกว่าเพลงของเรามาถูกจังหวะดีกว่า คือน้องไบร์ทเป็นคนร้องดี คาแรกเตอร์ดี แล้วตัวเขาที่เราเห็นมันเหมือนตัวสารวัตรในเรื่องเลย เหมือนไม่ได้แสดง เป็นคนแบบนั้นเลย ร้องเพลงได้ เล่นดนตรีได้ พูดจาตรง ๆ เป็นคนแบบนั้นเป๊ะ ๆ เลย ทีนี้พอเรามองเพลงในโปรเจกต์โดยรวมแล้ว เรารู้สึกว่ามันยังไม่มีเพลงที่เป็นตัวน้อง ประกอบกับทั้งเรื่องยังไม่มีเพลงชื่อ 'คั่นกู' แล้วร้องว่า 'เพราะเราคู่กัน' เลย เราก็เลยอยู่ดี ๆ แต่งเพลงนี้ขึ้นมา แล้วถึงค่อยไปปรึกษาผู้กำกับทีหลัง เพราะมันไม่ตรงโจทย์ที่เขาให้ไง เขาอยากได้เพลงช้า ซึ่งทุกคนน่ารักมาก ทุกคนโอเค เพลงเราเลยงอกออกมาเป็น 2 เพลง และหนึ่งในนั้นคือคั่นกู

พอไบร์ทมาร้องจริง เขาทำได้ดีมาก เป็นตัวเขาเองมากกว่าที่ไม่มั่นใจ เพราะเพลงนี้เป็นเพลงแรก ๆ ของเขา น้องจะถามตลอดว่า 'พี่ มันโอเคจริง ๆ เหรอ' ซึ่งตอนแรกเราไม่เข้าใจนะ มันแบบ... เขาไม่เชื่อใจเราหรือเปล่า แต่พอเพลงเสร็จแล้วเขาลองฟังแล้วถึงเข้าใจเพลง เข้าใจภาพรวม และกระบวนการทุกอย่าง มันเลยกลายเป็นทีมที่ทำงานด้วยกันมาตลอด ทุกคนกลายเป็นเพื่อนกันไปเลย
หลังจากซิงเกิลของซีรีส์อันนั้น เราก็ได้มีโอกาสคุยกับน้องมากขึ้น และได้หาตัวตน หาสิ่งที่เขาชอบจริง ๆ ซึ่งเราก็เพิ่งมารู้ตอนนั้นว่าเพลย์ลิสต์ที่น้องฟัง กับที่เราฟัง คล้ายกันมาก น้องฟังอินดี้เกาหลีเยอะค่ะ แบบ... Colde, 92914 แล้วก็มี OFFONOFF ที่มันลอย ๆ เนี่ยค่ะ ซึ่งเสียงน้องก็เข้ากับประมาณนั้นอยู่แล้ว
สรุปว่าคั่นกูคือเพลงที่มาจากเสี้ยวหนึ่งของตัวน้อง?
แอ้ม: ไบร์ทกับสารวัตรนี่ต่างกันแค่ชื่อเลยอะ อาจจะมีดีเทลการใช้ชีวิตต่างกัน แต่บุคลิกหรือความคิดนี่คล้ายมาก เป็นเด็กตรง ๆ ใช้ชีวิตสบาย ๆ คือถ้าคนรู้จักเขาตอนเขาดังแล้วอาจจะรู้สึกว่าเข้าถึงยาก แต่จริง ๆ มันคือน้องแค่งานยุ่งเท่านั้นแหละ จะหน้านิ่ง ๆ หน่อย ไม่ได้เป็นคนยากหรืออะไร
เท่ากับว่าการแต่งเพลงหนึ่ง ๆ นี่วัตถุดิบคือตัวคนร้องด้วย?
แอ้ม: ในการเขียนเนื้ออะ พี่ว่ายากสุดคือการอ่าน อ่านว่าคนคนนี้ต้องพูดว่าอะไร ซึ่งก็ต้องดูอีกว่าเขาเป็นศิลปินใหม่หรือมีภาพลักษณ์มาแล้ว เด็กมากมั้ย เราเสนออะไรเพิ่มเติมให้เขาได้หรือเปล่า อย่างเช่นถ้าเขาอายุ 25 แล้ว และเป็นคนมีคาแรกเตอร์ชัดเจน เราจะต้องให้เขาพูดเยอะ ๆ แล้วค่อยฟังว่าเขาคิดอะไร เพราะคนโตแล้วเราจะใส่อะไรเพิ่มเยอะไม่ได้
สมัยพี่แอ้มแต่งเพลงใหม่ ๆ กับตอนนี้ มีอะไรต่างออกไปบ้าง?
แอ้ม: เพลงฮิตยุคไหนก็เหมือนกันตรงที่ท่อนฮุกมันจำง่าย แต่ที่ต่างกันคือจากมุมเบื้องหลัง คืองานเมื่อก่อนทีมงานจะมีเวลาเยอะกับแต่ละโปรเจกต์ เพราะสมัยก่อนออกเป็นอัลบัมกันด้วยแหละ อย่างอัลบัมนึงเขาอาจจะมีเวลาทั้งปีเลย พอมีเวลาเยอะ เขาก็ประณีตได้ สามารถเอาเพลงทั้งหมดมากองรวมกันแล้วเลือก ว่าเอาอันไหนขึ้นก่อน เพลงไหนจะวางตรงไหน มันเป็นการวางแผนที่รอบคอบมาก ๆ ซึ่งต้องยอมรับว่างานทุกวันนี้มันทำแบบนั้นไม่ไหว เพราะเงินด้วย เพราะเวลาด้วย
การเปิดตัวศิลปิน สมัยก่อนจะควบคุมง่ายกว่า จะมีการปล่อยข้อมูลเกี่ยวกับตัวศิลปินและ/หรือคอนเซปต์ผลงานออกมาก่อน คือมีเป็นสกูปมาเลย และมีหลายตัว ปล่อยทีเซอร์หนึ่งก่อน แล้วทีเซอร์สอง อย่างสมัยเราคือทุกคนจะรอดูรายการเพลงตอนดึก ๆ และช่วงวันหยุด คือคนฟังจะได้รับสารเหล่านี้ครบ ทั้งหมดนี้คือช่องทางการกำหนดเมสเสจที่ศิลปินและผลงานต้องการสื่อสารออกไป เหมือนเป็นการบรีฟคนฟัง
แต่ว่าทุกวันนี้ทำไม่ได้ พี่ว่าคนฟังเพลงสมัยนี้มากกว่าครึ่งรู้จักเพลงเพราะมันแรนด้อมหรือชัฟเฟิลมาให้ฟัง ช่วงเวลาในการ 'ขาย' มันเลยน้อยมาก บางทีต้องจบในชื่อเพลงด้วยซ้ำไป ชื่อเพลงไม่ดึงดูด ธัมบ์เนลไม่ดึงดูด ก็คือไม่คลิกกันแล้ว ตรงนี้ทำให้การทำงานเรายากขึ้น กลายเป็นว่าต้องทำเพลงที่มีความเป็นคลิกเบต (Clickbait - ล่อให้คลิกด้วยความสงสัย) ด้วย ทั้งหมดนี้เลยทำให้เราต้องทำการบ้านมากขึ้น ในการหาคำ ลิสต์คำที่ต้องใช้
ไม่ว่าจะงานเยอะหรือทำการบ้านขนาดไหน พี่แอ้มก็มีเวลาทำโปรเจกต์ของตัวเองเหมือนกันนี่นา
แอ้ม: โปรเจกต์ One Week One Song คือการปล่อยผลงานสัปดาห์ละเพลง เริ่มจากทีมเขียนเพลงที่เข้าขากันดีเนี่ยแหละ ซึ่งหลายครั้งมันจะมีคอนเซปต์แปลก ๆ แวบขึ้นมาในหัว แล้วเราอยากลองแต่งเพลงถึงคอนเซปต์นี้กันดู แต่มันไม่มีศิลปินไหนปล่อยเพลงอย่างนี้หรอก นึกออกมั้ย ของแบบนี้มันต้องเฟรช ต้องอินดี้ แล้วต้องมั่ว ๆ หน่อย คือทำเสร็จแล้วปล่อยเลย อย่าคิดเยอะ ก็เลยคุยกับ พี่เอก (สุดเขต จึงเจริญ - วง Season Five) ว่าทำแชนเนลกันเถอะ ซึ่งตอนที่ลองแย็บ ๆ ถามนั่นเขางานยุ่งอยู่ เลยไม่ได้ทำสักที แต่พอมาโควิด ทุกคนว่างจริง ๆ เลยได้เริ่มทำ ส่วนทำไมที่ว่าต้อง One Week One Song เพราะพี่เอกบอกว่า ปล่อยเดือนละเพลงมันธรรมดาไป
ที่ว่าแปลกนี่แปลกขนาดไหน?
แอ้ม: มันจะมีเพลง ไมค์ใหม่ไหม้มั้ยไหม เป็นเพลงที่พูดถึงร้านขายเครื่องเสียงที่ไฟไหม้ แล้วคือต้องโทรไปถามว่าไมค์ที่สั่งมาล็อตใหม่น่ะ มันไหม้ไปด้วยมั้ย อันนี้ทำกันเอง แรปกันเอง พี่เอกก็จะถามว่าไมค์ใหม่ไหม้มั้ยไหม เราก็จะตอบว่าไมค์ใหม่ไม่ไหม้ อะไรแบบนี้ ก็บ้า ๆ บอ ๆ ไป ซึ่งไม่บ้า ๆ บอ ๆ ก็มีนะ อย่างเพลงที่เพิ่งปล่อยไปไม่นาน เธอชนะ ก็เน้นปล่อยเร็ว มันมาจากไทยชนะ หมอชนะ เราชนะนี่แหละ แล้วเราเลยอยากชนะบ้าง ฮ่า ๆ ๆ อันนี้ได้ น้องเพิร์ธ (ธนพนธ์ สุขุมพันธนาสาร) มาร้อง โชคดีมาก คือพอผู้ใหญ่ทางน้องเขาอนุญาตก็นัดมาร้องเลย ออกมาเป็นเพลงนี้เลย ทำเร็วปล่อยเร็วจริง สนุกดี


สำหรับพี่แอ้มแล้ว อะไรคือหัวใจสำคัญในการเขียนเพลง?
แอ้ม: เวลาเปิดเวิร์กชอป คนชอบถามเรื่องการเขียนเนื้อ แต่พี่ว่าสิ่งสำคัญมันคือไอเดียมากกว่า คือมันเหมือนการทำหนัง การเขียนบทนั่นแหละ สิ่งที่ต้องแข็งแรงคือการรู้ว่า 'จะเล่าอะไร' 'เล่าอะไรให้มันเมกเซนส์' เพราะคนรับสารจะคิดตามได้ จะไม่สะดุด แล้วเขาจะอินกันไปเอง แต่ถ้าเราเขียนไปเรื่อย ๆ เน้นคล้องจองไว้ก่อน หรือเน้นที่คำไหนเก๋ คำไหนเพราะ มันก็อาจจะออกมาดีนะ แต่คนจะไม่อินเท่ากับที่เราคิดภาพรวมมาอย่างดี แบบเพลงบางเพลงฟังแล้วเราจะเห็นคนบางคนอยู่ในนั้นเลยอะ นั่นคือสิ่งที่สำคัญ ซึ่งถ้าอยากจะเข้าใจอะไรแบบนี้อาจจะต้องศึกษาคนมากกว่า (ศึกษาคำ) อาจจะต้องอยากยุ่งเรื่องชาวบ้านนิดหน่อย ฮ่า ๆ ๆ เช่นการดูคลับฟรายเดย์ (เดอะซีรีส์) นี่ก็ช่วยนะ เราจะได้หัดมองจากข้างในความสัมพันธ์บ้าง เพราะถ้าเรามองด้วยสายตาคนข้างนอกมันจะไม่เข้าใจ
ถ้าโจทย์คืออกหัก มันอกหักได้เป็นพัน ๆ อย่างอะ อกหักแบบไหน ฟูมฟายมั้ย เราเป็นใครในความสัมพันธ์ เรายังยินดีกับเขาหรือเปล่า หรือเป็นอกหัก 'ระยะไหน' อาการดีขึ้นหรือยัง จะหายหรือยัง อย่าง คิด(แต่ไม่)ถึง นี่มันคิดถึงแบบไหนล่ะ มันก็ต้องมีชั้นเชิงในการพูดถึงความคิดถึงหน่อยนึง มีดีไซน์ อะไรแบบนี้ ซึ่งอันหลังนี้พี่ไม่ได้แต่งนะคะ หยิบมาพูดเฉย ๆ

อย่างถ้าโจทย์คือแอบรัก มันจะแบบรักยังไงล่ะ อันนี้เราเคยโพสต์ถามในเฟซบุ๊กเลยนะ แบบ... เล่าให้ฟังหน่อย เจออะไรกันมาบ้าง เพื่อให้เรารวบรวมประสบการณ์มาได้เยอะ ๆ แบบนี้ก็มี หรือถ้าโจทย์คือการเปรียบเทียบ ก็ต้องมาดูว่าอะไรที่เปรียบเทียบกับคน กับเรา หรือกับความสัมพันธ์ได้ อย่างที่พี่เขียนก็ โลมาไม่ใช่ปลา คือโลมาเหมือนอยู่ในจำพวกปลา เพราะทุกอย่างเหมือนปลามาก แต่มันก็ไม่ใช่ ซึ่งโลมาอาจจะไม่ได้อยากเป็นปลาก็ได้นะ อาจจะคิดว่าเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมันคูลแล้ว แต่เราก็มองว่าโลมาอยากจะเป็นปลา เหมือนปลาทุกอย่าง คนก็คิดว่าใช่ด้วยซ้ำ แต่ไม่ใช่ เหมือนคนที่อยากเป็นแฟน เหมือนแฟนทุกอย่าง คนก็คิดว่าใช่กันหมด แต่ไม่ใช่

การเปรียบเทียบแบบนี้เราก็ต้องมาดูดี ๆ ว่ามันแทนค่ากันได้มั้ย ต้องเข้าใจผิดระดับไหนว่าเราเป็นแฟนกัน ก็ต้องเข้าใจผิดระดับโลมานี่แหละ ที่คนทั้งโลกคิดว่ามันเป็นปลา แต่ความจริงมันไม่ใช่ ความตกใจเมื่อรู้ว่าไม่ใช่แฟน แบบ... อ้าว ไม่ใช่เหรอ! เนี่ย มันต้องตกใจประมาณนั้นน่ะ คือจะให้เข้าใจผิดว่ากรุงเทพฯ อยู่ใกล้เชียงใหม่ อันนี้มันไม่มีใครเข้าใจผิดไง แต่เข้าใจผิดว่ามีนบุรีเป็นจังหวัดนี่อาจจะพอได้ มีคำว่า 'บุรี' แต่ไม่ใช่จังหวัด ฮ่า ๆ ๆ
พี่แอ้มเขียนอะไรก็ฮิตหมดเลย ตอนเด็ก ๆ ฟังเพลงอะไร?
แอ้ม: พี่เป็นคนฟังวิทยุแฮะ พี่เลยไม่ค่อยได้ฟัง 'เพลงหน้าบี' (เพลงอยู่ถูกจัดอยู่ในอัลบัมเทปคาสเซตหน้าบี ไม่ถูกนำมาโปรโมต) กลายเป็นเราจะรู้จักแต่เพลงฮิต แบบนี้ด้วยมั้งที่ทำให้เราคุ้นเคยว่าองค์ประกอบของเพลงมันต้องเป็นยังไง
มีเพลงแบบไหนที่พี่แอ้มว่าตัวเองทำไม่ได้มั้ย?
แอ้ม: พี่ไม่อินเพลงร็อก
เขียนเนื้ออย่างเดียวก็ไม่ได้เหรอ?
แอ้ม: การจะเขียนเพลงได้มันต้องรู้ว่าเขาพูดจาแบบไหนอะ ประโยคแบบนี้เขาพูดมั้ย มันตรงกับศิลปินหรือเปล่า มันเลยสำคัญไงว่าดนตรีจะเป็นยังไง เราจูนกับมันได้หรือเปล่า ไม่ใช่แค่เขียน ๆ เนื้อให้จบไปเท่านั้น
แล้วสำหรับคนที่อยากแต่งเพลงของตัวเอง ต้องกลั่นคำพูดออกมายังไง?
แอ้ม: ประสบการณ์เป็นสิ่งสำคัญกับการเขียนเนื้อเพลง แล้วเด็ก ๆ จะถามกันมากเลยว่า 'เราต้องเอาเรื่องจริงมาเขียนมั้ย?' ไม่ต้องนะคะ เราดูหนังก็ได้ เราฟังเพื่อนโทรมาปรึกษาความรักก็ได้ คืออย่างที่บอกแหละว่าต้องเข้าใจคนก่อน สถานการณ์ไม่ต้องเกิดขึ้นจริง แล้วไม่ต้องไปลองด้วยนะ 'เฮ้ย ช่วงนี้คิดเพลงไม่ออกเลยอะ ลองไปจีบใครดูดีกว่า' อย่างนี้ไม่ต้องนะ ไม่ดี
ศิลปินที่ชอบตอนนี้มีใครบ้าง?
แอ้ม: ชอบ โอม ค็อกเทล (ปัณฑพล ประสารราชกิจ - วง Cocktail) ค่ะ รู้สึกว่าเขาเป็นคนแต่งเพลงได้คมทุกประโยคเลย แล้วก็ได้คุยกับเขาเรื่องค่าย Gene Lab เนี่ยแหละ เราชอบที่เขาปล่อยให้เด็กได้เป็นตัวของตัวเอง แต่ก็ยังมีจุดที่เขาช่วยดู ช่วยวางโครงสร้างว่ายังไงมันถึงจะขายได้ คือเขาแนะนำเด็กได้ดีมาก ๆ เลย ซึ่งมันทำให้ศิลปินได้เติบโตอย่างมีคุณภาพน่ะค่ะ

อย่าง Tilly Birds เนี่ย เพลงดังอย่าง คิด(แต่ไม่)ถึง มันปล่อยเพลงเป็นที่เท่าไหร่แล้วล่ะ ถ้าเป็นค่ายอื่นอาจจะไม่ทำตั้งแต่เพลงที่ 3 แล้ว ถ้าปล่อยออกมาแล้วไม่ดังสักที แต่ว่าค่ายนี้เขาทำไปเรื่อย ๆ อะ เหมือนเขารู้ว่าวันนึงมันจะดัง แล้วคนที่ชอบคือจะคลั่งรัก จะชอบแบบชอบจริง ๆ ชอบแบบลึกไปเลย ชอบมาก ๆ เพราะวงนี้เขาซื่อสัตย์กับงานตัวเองด้วย คือเด็กก็ทำไป แล้วผู้ใหญ่ก็เชื่อในเด็ก ยอมให้พลาด ยอมให้เป็นตัวเองเต็มที่
จริง ๆ มันก็คล้าย ๆ การเติบโตของค็อกเทลนั่นแหละ พอมีเพลงดังแล้วคนไปย้อนฟังถึงรู้ว่างานเก่า ๆ ก็ดีมาตลอด ทุกวันนี้ศิลปินที่อดทน และรักษาความเป็นตัวเองไว้ได้ มันมีไม่เยอะ ที่มีเยอะคือคนมีเพลงฮิต แล้วตั้งโจทย์ว่าจะทำเพลงต้องทำให้มันฮิตเรื่อย ๆ แต่อย่างศิลปินเหล่านี้คือ 'ทำให้มันดี' ก่อน เดี๋ยวมันได้เอง ซึ่งโอมทำแบบนี้กับวงตัวเอง แล้วพอเป็นผู้บริหาร เขาก็ทำแบบนี้กับน้อง ๆ ในสังกัด เราชื่นชมเขามาก ๆ

ต้องบอกเลยว่า การได้พูดคุยกับพี่แอ้มและเรียนรู้เสี้ยวหนึ่งของประสบการณ์ดนตรีที่เธอเจอมา ทำให้เราได้ลองมองดนตรีในมุมที่ต่างออกไป ในแบบที่ไม่เคยพยายามจะมองมาก่อน แล้วก็ทำให้เรา appreciate และเห็นคุณค่าในแต่ละรายละเอียดที่ประกอบขึ้นเป็นผลงานมากขึ้นด้วย อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว จะมีชาวซอยมิลค์คนไหนอยากลองแต่งเพลงดูบ้างหรือยังนะ? ถ้ายังไม่มีไอเดีย เราแนะนำให้ไปติดตามแชนเนลยูทูบ One Week One Song ก่อนเลย แล้วเดี๋ยวไอเดียดี ๆ จะมาเอง!

ขอบคุณสถานที่ Black Cabin Bar Bangkok