Feb 21 2019

travel

หนึ่งวันเที่ยวไหนดี? ชวนเที่ยวกาญจนบุรีแบบเน้นความสุขระหว่างทางตั้งแต่เช้าจรดเย็น

ก็บางทีระหว่างทางมันว้าวกว่าจุดหมายปลายทางนี่นา
สำหรับใครที่กำลังร้องไห้อยู่เพราะคิดไม่ออกว่าจะไปเที่ยวไหนได้บ้างในขณะที่มีเวลาว่างแค่วันเดียว ไม่ต้องร้องแล้วนะคะ เพราะเราอยากบอกว่าที่จริงแล้วจังหวัดเพื่อนบ้านของกรุงเทพฯ เราก็มีที่ให้ไปแบบเช้าเย็นกลับได้เยอะมากกก ทั้งนครปฐม นนทบุรี ฉะเชิงเทรา ราชบุรี เพชรบุรี สมุทรสาคร สมุทรปราการ สระบุรี โอ้โห เยอะแยะเต็มไปหมด แต่ที่เราอยากพาออกเที่ยวกันในครั้งนี้คือจังหวัดที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ขับรถเพียวชั่วโมงนิด ๆ ก็ถึงแล้ว นั่นคือ จังหวัดกาญจนบุรี นั่นเอง
 
แต่เราเชื่อว่าทุกครั้งที่จะออกเดินทางไปเที่ยวแบบโร้ดทริป หลายคนก็คิดแค่ว่าจะชวนแก๊งเพื่อนกันไปที่ไหนบ้าง หากเป็นกาญจนบุรีเกมือนกับเรา ก็เชื่อขนมกินเลยว่ารถทุกคันจะต้องมุ่งหน้าไปสะพานข้ามแม่น้ำแคว น้ำตกไทรโยค น้ำพุร้อนหินดาด เขื่อนวชิราลงกรณ์ น้ำตกเอราวัณ หรือหนักเข้าก็อยากไปเขาช้างเผือก เขาสันหนอกวัว ช่องเขาขาด ปิล๊อก สังขละบุรี...เอ่อ ที่หลัง ๆ มานี่ไปวันเดียวไม่น่าจะพอนะ ซึ่งที่จริงเราอยากบอกว่า ระหว่างทางที่จะไปจุดหมายปลายทางนั้น ๆ ตามแผนที่วางไว้นั่นน่ะ ยังมีอะไรให้แวะเที่ยวอีกเยอะเลยนะ ลองขับรถเล่นแบบชิลล์ ๆ สักวัน แล้วแวะไปเรื่อยก็สนุกดี ส่วนถ้าใครยังคิดไม่ออกว่าแล้วจะแวะที่ไหนบ้าง เรามีไอเดียมาแชร์ให้ได้ลองไปเที่ยวตามกันด้วย
 
 
แน่นอนว่าขับรถเที่ยวให้สนุก ต้องประกอบไปด้วย 2 ปัจจัยหลัก ๆ อย่างแรกคือเพื่อนร่วมทาง งานนี้จะขับไปเหงา ๆ คนเดียวก็ไม่น่าจะเวิร์ก กลัวว่าจะกลายเป็นทริปเหงาเศร้าแบบพระเอกเอ็มวีไปเสียก่อน งานนี้ต้องชวนเดอะแก๊งของเราไปด้วยกันเยอะ ๆ อีกหนึ่งปัจจัยคือพาหนะที่จะพาเราไปนั่นแหละ ต้องรองรับความสนุกของก๊วนเราได้ดี ซึ่งทริปกาญจนบุรีครั้งนี้เราก็มีพี่เบิ้มอย่าง Chevrolet Trailblazer มาพาเราตะลอนทั่วเมืองกาญฯ อย่างแรกเลยคือห้องโดยสารที่กว้างเวอร์ แถมยังนั่งได้ถึง 7 คน ก็คือพอสำหรับแก๊งของเราเลย ไม่ต้องขับกันสองสามคันเป็นแรลลี่ อยู่ในคันเดียวกันคราวนี้ก็เม้ามอยได้สะดวกด้วย บอกเลยว่านี่แหละคือสิ่งที่พวกเราชอบ เพราะไปไหนมาไหนด้วยกันตลอดทริปในคันเดียวยังไงล่ะ
 
 
 
ฝั่งผู้โดยสารอย่างแก๊งของพวกเราทั้งห้าหกคนยังแอบบอกมาว่าปกติแล้วรถแบบนี้ แถวที่นั่งที่สามจะไม่ค่อยสบายเท่าไหร่ อาจเล็กไปบ้าง แคบไปบ้าง เพราะเหมือนจะเป็นแถวที่นั่งสำหรับเหตุจำเป็นมากกว่า แต่กับ Trailblazer ตัวใหม่นี้แอบได้ยินมาว่านั่งสบายมาก เบากว้าง ขาไม่ชน มีพื้นที่เหลือเยอะแยะเลยสำหรับแถวสาม แต่ก็มีเสียงบ่นจากกลุ่มที่นั่งแถวสองเหมือนกันว่าสบายน้อยกว่าแถวที่สามเฉยเลย อาจด้วยรูปทรงเบาะ และความแข็งของเบาะ รวมไปถึงช่วงล่างบริเวณกลางตัวถังรถที่ทำให้โดดเด้งกว่าด้านหลังก็น่าจะเป็นปัจจัยหนึ่งด้วย

 
 
 
 
ส่วนในส่วนของผู้ขับรถก็แอบบอกว่าช่วงแรก ๆ ต้องมีปรับตัวกันหน่อย เพราะ Trailblazer คันนี้ค่อนข้างใหญ่พอตัวเลยทีเดียว แต่ใช้เวลาไม่นานก็ขับปร๋อสบายมาก แถมยังชอบตรงที่คันนี้คือเอสยูวีรุ่นแรกที่รีโมตกุญแจสามารถสตาร์ตรถ เปิดแอร์ทิ้งไว้ก่อนได้ด้วย ขึ้นรถกันแบบเย็น ๆ ไปได้เลย นอกจากนั้นยังมีเซนเซอร์รอบคันแบบเยอะเวอร์ ทั้งแจ้งเตือนมุมอับสายตา แจ้งเตือนเวลาถอยหลัง ตรวจจับวัตถุด้านหน้าด้านหลัง เซนเซอร์เมื่อออกจากช่องจราจร เซนเซอร์เตือนการชนด้านหน้า ขับรถแล้วยังไม่มีสติก็ไม่รู้ว่าจะว่ายังไงแล้ว และด้วยเราขับแบบโร้ดทริป จึงชอบี่สามารถพับเบาะเก็บให้ห้องโดยสารโล่ง ๆ ไว้นอนเกลือกกลิ้งระหว่างพักได้อีก ช่องแอร์ก็มีปรับความเย็นได้ด้วยตัวเองที่แถวที่นั่งที่ 2 ส่วนอุปกรณ์เอ็นเตอร์เทนเมนต์ก็ครบครัน เชื่อมต่อบลูทูธก็ง่าย หรือจะใช้ Apple Car Play ก็สะดวกเลยแหละ 

 

วัดถ้ำพุหว้า

 
 
 
เชื่อว่าหลายคนที่มาตัวเมืองกาญจนบุรี ก็จะมุ่งหน้ามาไหว้พระเพื่อความเป็นสิริมงคล (หรือมาแก้ปีชงก็ว่ากันไป) ที่วัดเมตตาธรรมโพธิญาณกันเป็นส่วนใหญ่ แต่ที่จริงแล้วที่ตั้งอยู่ใกล้ ๆ อย่างวัดถ้ำพุหว้า ก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน เมื่อขับเข้ามาจอดที่หน้าวัดก็จะเจอโบสถ์ที่สร้างขึ้นด้วยหินทรายแดงทั้งหลัง และถูกออกแบบมาสวยงามเหมือนพวกปราสาทขอม ซึ่งถูกประดับพระพุทธรูปหินทราย และพระพุทธรูปปางนาคปรกขนาดใหญ่ด้วย และโบสถ์นี่แหละคือประตูสู่ถ้ำขนาดใหญ่ที่ถือว่าเป็นตัววัดอยู่ภายในถ้ำด้วย! เพราพอเดินทะลุโบสถ์เข้าไปก็จะเป้นปากถ้ำขนาดกว้าง ที่ข้างในประดิษฐานพระพุทธรูปให้เรากราบไหว้ ทั้งพระพุทธชินราช รูปหล่อหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ในถ้ำนี้เหมือนถูกแบ่งเป็นห้อง ๆ ตามธรรมชาติ มีหินงอกหินย้อยโรยตัวลงมาจากเพดานถ้ำเต็มไปหมด เรียกว่าเดินในน้ำได้เพลิน ๆ เย็น ๆ ก่อนที่จะออกไปผจญกับอากาศร้อนระอุข้างนอกอีกรอบก็ดีนะ
 
เปิดทุกวัน เวลาทำการ 08:00-18:00 น. ต.หนองหญ้า อ.เมือง กาญจนบุรี

ต้นจามจุรียักษ์

 
 
 
เที่ยววัดแล้วก็ขับรถมาต่อกันที่ธรรมชาติสวย ๆ ในตัวเมืองอีกสักที่ดีกว่า กับต้นจามจุรียักษ์ที่ยักษ์จริง ๆ ไม่โม้ การเดินทางก็ง่าย ๆ เพียงขับรถมายังกองการสัตว์และเกษตรกรรมที่ 1 กรมการสัตว์ทหารบก (ซึ่งจริง ๆ แล้วตรงนี้ก็ตื่นตาเหมือนกัน เพราะจะเจอมาวิ่งอยู่ในรั้วเยอะแยะไปหมด ให้อารมณ์เหมือนตัวเองกำลังอยู่เท็กซัสชอบกล) และตรงมาตามป้ายบอกทางเรื่อย ๆ นิดเดียวก็ถึงแล้ว ทีแรกที่เราเห็นภาพต้นจามจุรีนี้ก็ตั้งใจว่าจะต้องมาเห็นของจริงให้ได้ แต่เมื่อมาถึงก็ผิดคาดนิดหน่อยเพราะความนิยมของสถานที่นี้ที่เพิ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ทางการต้องเข้ามาจัดระเบียบเสียใหม่ เดิมที่เคยเป็นแค่พื้นที่โล่งกว้างปกติ มีเพียงไม่ใหญ่อายุกว่าร้อยปีต้นนี้ตระหง่านอยู่ ตอนนี้มีทั้งสะพานเดินชมรอบต้นไม้ ซุ้มถ่ายรูป ร้านค้าตั้งเรียงราย เสน่ห์เลยอาจขาดหายไปบ้าง แต่ความใหญ่โตของมันก็ยังทำให้เราร้อวว้าวได้อยู่ ว่ากันว่าจามจุรีต้นนี้ลำต้นว้าง 10 คนโอบ เส้นผ่าศูนย์กลางร่มเงากว้างกว่า 51 เมตร รวมพื้นที่ทั้งหมดของพุ่มไม้คือกว่ากว่า 1 ไร่เลยนะ โอ้โห

 
เข้าชมฟรี เปิดทุกวัน เวลาทำการ 06:00-18:00 น. เกาะสำโรง อ.เมือง กาญจนบุรี

Keeree Mantra และ The Village Farm To Cafe

 
 
 
เรื่องใหญ่พอ ๆ กับเรื่องเที่ยว ก็เห็นจะเป็นเรื่องกินนี่แหละ ทริปนี้เราเลือกแวะฝากท้องที่ร้านคีรีมันตรา ร้านอาหารอีกสาขาหนึ่งของร้านเดิมที่ตั้งอยู่แถวแม่น้ำแคว ความดีงามของสาขานี้คือตั้งอยู่ตอดถนนแสงชูโต เดินทางสะดวก และสถานที่กว้างใหญ่มาก ๆ ตัวร้านูกแบ่งออกเป็น 2 หลังหลัก ๆ โดยฝั่งซ้ายจะเป็นร้านอาหารคีรีมันตรา และฝั่งขวาจะเป็นร้านอาหารและคาเฟ่ที่ชื่อเดอะวิลเลจ ฟาร์ม ทู คาเฟ่ ตัวร้านถูกออกแบบสไตล์รีสอร์ต แบ่งพื้นที่นั่งออกเป็นอินดอร์และเอาท์ดอร์ ความว้าวอีกอย่างที่ถูกซ่อนตัวอยู่หลังตัวบ้านท่เรามองไม่เห็น คือด้านหลังร้านมีพื้นที่กว้าง (มากกกก) ที่ถูกออกแบบมาอย่างดี ทั้งพื้นหญ้าเขียวกว้าง บ่อน้ำขนาดใหญ่ น้ำพุ และวิวภูเขาที่ฮวงจุ้ยดีสุด ๆ ไปเลย ลูกค้าสามารถยืมจักรยานไปปั่นเล่นตามเส้นทางได้ด้วย (พื้นที่ทั้งหมดของร้านกว้างถึง 40 ไร่เลยทีเดียว)

 
 
อาหารของคีรีมันตราจะเป็นอาหารไทย เราลองสั่งหลาย ๆ เมนูมาลองชิมอย่างหลากหลาย ทั้งขาหมูเยอรมัน แกงส้มกุ้งชะอมไข่ ยำถั่วพลู ต้มยำปลาคัง ปลาช่อนหมกหลาม แต่ละอย่างมาจานใหญ่ เหมาะกับการมาเป็นแก๊งแน่นอน รสชาติก็กำลังดี ไม่เข้มไม่อ่อนจนเกินไป ส่วนเดอะวิลเลจ ฟาร์ม ทู คาเฟ่ ส่วนใหญ่จะเป็นอาหารแนวเวสเทิร์น อาทิ พาสต้า ซุป ส่วนของหวานนั้นจะเน้นหนักไปในฝั่งเมล่อน ทั้งเมล่อนปัง ซอฟต์ครีมเมล่อน หรือขนมปังสังขยาเมล่อน วาฟเฟิลเมล่อน เป็นต้น
 
เปิดทุกวัน เวลาทำการ 10:00-22:00 น. 88/8 ม.4 ถ.แสงชูโต ต.หนองบัว อ.เมือง กาญจนบุรี

Cafe' 28 Specialty Tea & Coffee

 
 
 
ปิดท้ายทริปนี้ด้วยคาเฟ่สักที่ และ แม้ Cafe' 28 Specialty Tea & Coffee นั้นจะเป็นร้านที่ตั้งอยู่ที่ชั้นล็อบบี้ของโรงแรม The 28th Hotel ที่ตั้งอยู่ตรงข้ามกับศูนย์การค้าโรบินสัน กาญจนบุรี แต่ก็ต้องบอกว่ามีลูดค้าแวะเวียนเดินเข้า-ออกมาซื้อเครื่องดื่มที่นี่กันอย่างไม่ขาดสาย เพราะที่นี่เขามีเครื่องดื่มให้เลือกหลากหลาย ทั้งกาแฟ และเครื่องดื่มแบบ Non-Coffee อย่างช็อคโกแลต ชาเขียว หรือกลุ่มชานมไข่มุกที่ทางร้านบอกว่าเป็นสูตรไต้หวันแท้ ๆ เราลองสั่งนมสดไข่มุกบราวน์ชูก้า (65 บาท) มาลองชิมว่าไข่มุกบราวน์ชูก้าจะอร่อยจริงไหม และก็จริงอย่างที่ทางร้านเคลม เพราะตัวไข่มุกหอมน้ำตาลทรายแดงมาก มาใน 2 สีคือไข่มุกสีดำเม็ดเล็ก และไข่มุกสีทองเม็ดใหญ่ ตัวไข่มุกอาจหวานไปหน่อย แต่ถ้ากินพร้อมนมสดรสจืดก็กำลังไปได้สวย

 
 
ส่วนสายกาแฟก็ต้องบอกว่าที่นีมีครบ ทั้งกาแฟมาตรฐาน หรือจะเป็นสโลว์บาร์ กาแฟดริป แถมยังมีเมล็ดกาแฟทั้งไทยและเทศให้เลือกชิมเยอะเลย เช่นเมล็ดกาแฟจากเคนย่า เอธิโอเปีย โคลอมเบีย ก็มีให้ลองที่นี่เช่นกัน ส่วนใครที่เที่ยวมาทั้งวันและรู้สึกอยากชาร์จพลัง ไม่ต้องรีบกลับบ้านก็ได้ ก็สามารถเช็คอินที่ The 28th Hotel ก็ได้นะ ห้องพักใหม่ ๆ เพราะเพิ่งเปิดสด ๆ ร้อน ๆ ไม่นานมานี้เองจ้า
 
เปิดทุกวัน เวลาทำการ 07:00-18:00 น. 168 ถ.ปากแพรก อ.เมือง กาญจนบุรี