Skip to main content
AdSense

เยือนอิหร่าน ยลตลาด ย่ำหิมะแห่งอาณาจักรเปอร์เซีย

ดินแดนแห่งอารยธรรมเปอร์เซีย ที่เต็มไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวมากมายตั้งแต่พระราชวังเก่าแก่ สถาปัตยกรรมเปอร์เซีย ตลาดโบราณ ผู้คนแสนจะเป็นมิตร แถมยังมีภูเขาหิมะให้ไปวิ่งเล่นอีกต่างหาก รู้อย่างนี้แล้วก็ตีตั๋วไปเที่ยวอิหร่านกับเราได้เลย!

เยือนอิหร่าน ยลตลาด ย่ำหิมะแห่งอาณาจักรเปอร์เซีย
June 3, 2016 Bangkok time
ดูเผินๆ อิหร่านอาจจะเป็นประเทศปิด เหตุเพราะโดนคว่ำบาตรจากหลายประเทศ แต่ความจริงอิหร่านเป็นเหมือนเพชรเม็ดงามที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้พรมผืนสวยแห่งตะวันออกกลาง เป็นดินแดนที่รุ่มรวยด้วยมรดกทางวัฒนธรรม ทิวทัศน์อันน่าทึ่ง ผู้คนที่แสนเป็นมิตร แถมอาหารยังอร่อยถูกปากอีกต่างหาก
 
*ทริปนี้ออกตัวนิดนึงว่าถ่ายภาพไม่ค่อยเก่ง รอบนี้ยังเอากล้องฟิล์มไปลองถ่ายมาด้วย ภาพเลยผสมๆ ระหว่างดิจิตัล กับเกรนของฟิล์มไป แต่อย่างน้อยก็ยังมีภาพมาฝากเพื่อนๆ ให้ได้ชมเสี้ยวหนึ่งในความงามของอิหร่านไปด้วยกัน

Tehran
แม้เมืองหลวงแห่งนี้จะเต็มไปด้วยผู้คนในเสือผ้าสีทึม และตึกรามบ้านช่องที่แทบจะเรียกว่า 50 shades of grey แต่ถ้าได้สัมผัสกับผู้คนและบรรยากาศแล้วจะรู้ว่า ที่นี่ช่างแสนจะมีชีวิตชีวากว่าเมืองหลวงดังๆ บางแห่งซะอีก เราแนะนำให้เดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ด้วยรถไฟใต้ดิน เพราะสะดวก รวดเร็ว แถมค่าบริการยังแสนจะถูกอีกต่างหาก 
 
วิวกรุงเตหะรานจาก Bame Tehran
 
ที่แรกที่ควรไปคือ Bame Tehran หรือที่เรียกอีกชื่อว่า Roof of Tehran ยิ่งใหญ่สมชื่อความเป็น “หลังคาแห่งเตหะราน” เพราะภูเขาลูกใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านเหนือของกรุงเตหะราน แท้จริงเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขา Alborz ที่ตั้งเป็นปราการธรรมชาติอยู่ทางเหนือของประเทศ ติดอาเซอร์ไบจาน และทะเลสาบแคสเปียน ที่นี่มักจะเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวเมืองที่หลบหนีความวุ่นวายขึ้นมาชมวิวสุดอลังการบนเขา โดยเฉพาะกับวิวเมืองเตหะรานในมุมสูงแบบพานอรามาสุดลูกหูลูกตา แนะนำให้รีบขึ้นไปชมวิวในช่วงเช้าก่อนที่หมอกควันจะเข้ามาปกคลุมเมือง แต่ถ้าขี้เกียจตื่นเช้า (เหมือนเรา) ก็ให้ขึ้นเขาในตอนเย็นก็ได้ ไม่แน่อาจจะได้สร้างมิตรภาพกับเพื่อนใหม่อย่างหนุ่มสาวชาวอิหร่านที่มักจะขึ้นมาเดินเล่นทอดน่องสูดอากาศดีๆ แบบไม่เงินเยอะ แต่วิวนี่หลักล้านเลยล่ะ 
 
ทางเดินไปยังเขา Tochal
 
หากมาแล้วมีเวลาก็ขอแนะนำให้ไปให้สุดด้วยการขึ้นกระเช้าไปยังเขา Tochal ราคาตั๋วจะแพงขึ้นไปตามสถานี ยิ่งไกลยิ่งราคาสูงขึ้น แต่ก็ได้วิวดีขึ้นตามลำดับเช่นกัน ยิ่งถ้าไปหน้าหนาวล่ะก็ บอกเลยว่าจะได้ยลโฉมความงามของภูเขาที่เต็มไปด้วยหิมะปกคลุมขาวโพลนไปหมด ยิ่งตอนมีคนเล่นสกีด้วยจะเผลอคิดว่ายืนอยู่สกีรีสอร์ตในยุโรปโน่นเลยล่ะ! ส่วนการเดินทางก็หาทางไปยัง Hosseyni Street เพื่อจะเดินทางต่อไปขึ้นกระเช้า Jaddeh-Ye-Telecabin เพื่อเดินต่อขึ้นไปด้านบน
*ขอเตือนนิดนึงว่า ถ้าแวะเที่ยวสถานีไหนแล้วจะกลับมาแวะอีกไม่ได้นะ ฉะนั้นวางแผนกันให้ดี 
 
ไก่ย่างร้อนๆ ที่ตลาด Tajrish Bazaar
 
ถึงข้างบนจะมีของขายรายทาง แต่ก็ขอให้เผื่อท้องไว้หน่อย เพราะขาลงมาใกล้ๆ กัน มีตลาด Tajrish Bazaar ที่เต็มไปด้วยของกินสุดอร่อยบนถนน Shahdari ข้างในอบอวลไปด้วยบรรยากาศตลาดแบบพื้นเมือง เรียงรายไปด้วยร้านรวงตั้งแต่ข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงของกินอย่างผลไม้หลากสีสัน แต่ที่พลาดไม่ได้คือไก่ย่างเสียบไม้สุดน่ากิน (เรียกชื่อไม่ถูก) ความอร่อยนี่เพิ่มขึ้นเท่าตัวจากการรลงมาจากภูเขาหนาวๆ แล้วได้มากัดเนื้อนุ่มๆ ร้อนๆ แสนอร่อย นี่ฟินไปเลย มีเวลาอีกหน่อยก็เดินไปดูผู้คนที่มัสยิด Imamzadeh Saleh Mosuque Tajrish ใกล้ๆ กันได้
 
มัสยิดที่ Tajrish

สำหรับคนที่วางแพลนสบายๆ อีกวันก็ใช้เวลาโฟกัสกับการเที่ยวเมืองให้เต็มอิ่ม เริ่มตั้งแต่ Azadi Tower ประตูสู่เตหะราน หนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญของของอิหร่านที่สร้างขึ้นเมื่อปี 1971 (พ.ศ. 2514) เพื่อฉลองครบรอบ 2,500 ปีอาณาจักรเปอร์เซีย โดยได้สถาปนิกชาวอิหร่านอย่าง Hossein Amanat มาออกแบบหลอมรวมสถาปัตยกรรมเปอร์เซียเข้ากับสถาปัตยกรรมอิสลามยุคใหม่ได้อย่างอลังการงานสร้างสุดๆ หอคอยแห่งนี้ยังเป็นทั้งแหล่งเรียนรู้ พักผ่อนหย่อนใจ และมีพิพิธภัณฑ์ที่ชั้นใต้ดิน ซึ่งจัดแสดงประวัติศาสตร์ และอารยธรรมต่างๆ ของจักรวรรดิเปอร์เซีย และอิหร่านเอาไว้

ถัดมาไม่ไกล ก็จะมองเห็น Milad Tower หรือ Tehran Tower ที่สามารถขึ้นไปชมวิวด้านบนได้ 

ประตูแห่งเตหะราน หรือ Azadi Tower
จากนั้นก็ถึงเวลากินกับช้อป ที่แรกที่เราอยากจะแนะนำคือออกไปท่อง Tehran Bazaar ที่อยู่บนถนน Panzdah-e-Khordad Street เราว่าเป็นสถานที่ๆ ดีที่จะทำตัวให้คุ้นเคยกับจังหวะของคนที่นี่ พร้อมกับออกสำรวจวัฒนธรรมผ่านสไตล์สินค้าอย่างเสื้อผ้า และอาหารที่พ่อค้าแม่ค้าขายให้กับผู้คนท้องถิ่น แต่ถ้าใครมีเวลาพร้อมกับความอดทนหน่อย ขอให้ไปยืนต่อคิวเพื่อชิมอาหารพื้นเมืองที่ Molem Restaurant ที่อยู่บนถนนเส้นเดียวกัน อาหารที่นี่มีให้เลือกหลากหลาย แต่ที่เราติดใจสุดเห็นจะเป็นเคบับแสนอร่อยกับ tachin ที่เสิร์ฟข้าวมาในรูปทรงเหมือนเค้กก้อนใหญ่ไว้กินคู่กับไก่ 
 
Credit: Ninara 
 
สถานที่ที่ควรค่าแก่การไปเยือนศึกษาประวัติศาสตร์อิหร่านอีกแห่งก็คือ The National Jewels Treasury บนถนน Ferdowsi Avenue ที่จัดแสดงชุดเพชรซึ่งเคยเป็นสมบัติของอดีตกษัตริย์ และราชินีแห่งอิหร่าน ก่อนจะต่อด้วยพระราชวังที่ยิ่งใหญ่และได้ชื่อว่าเป็นโบราณสถานเก่าแก่ที่สุดในกรุงเตหะราน และเป็นมรดกโลกอย่าง Golestan Palace บนถนน Naser Khosrow Street ใกล้กับจตุรัส Imam Khomeini พระราชวังแห่งนี้เริ่มสร้างขึ้นตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 15 และมีการต่อเติมมาเรื่อยๆ โดดเด่นเรื่องสถาปัตยกรรมแบบอิสลามที่มีทั้งเส้นลายเรขาคณิต ล้อมรอบไปด้วยสวนที่ได้รับการตกแต่งแบบเรียกว่าสวยลืมโลก (ลืมจริงๆ ตอนนั้นเลยไม่ทันได้ถ่ายรูปเก็บกลับมา) จากนั้นก็ไปต่อที่ National Museum of Iran บนถนน 30th Tir Street ก็ได้ถ้ายังมีเวลาเหลือ 

กราฟฟิตี้ที่ US Den of Espionage 
 
แต่ถ้าใครเป็นสายติดตามการเมืองต่างประเทศหน่อย อาจจะมีความอยาก (เหมือนเรา) ที่จะไปเยือน US Den of Espionage บนถนน Taleqani Street ที่เคยเป็นที่ตั้งของสถานทูตสหรัฐ ที่แห่งนี้เคยเกิดเหตุการณ์นักศึกษาบุกยึดสถานทูตและจับนักการทูตสหรัฐ 52 คนเป็นตัวประกันไว้นานถึง 444 วัน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 1979 (พ.ศ. 2522) ก่อนจะจบลงด้วยการปล่อยตัวทุกคนในอีก 1 ปีต่อมา (สาเหตุมาจากอะไรลองไปตามอ่านประวัติศาสตร์ดูดีกว่า เรื่องราวมันน่าสนใจจริงๆ)
 
ปัจจุบันบริเวณนี้เต็มไปด้วยงานศิลปะกราฟฟิตี้ในธีมต่อต้านสหรัฐ ส่วนข้างในตัวตึกก็มีการจัดแสดงนิทรรศการย่อมๆ และมีการเพนท์รูปภาพศิลปะที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวต่างๆ ระหว่างอิหร่านและสหรัฐ แต่ข่าวร้ายคือที่นี่เปิดแค่ปีละ 10 วัน ในวันที่ 1-10 กุมภาพันธ์เท่านั้นเอง ถ้าพลาดไม่ได้ไปช่วงนั้นก็เดินชมข้างนอกแบบเราก็เพลินแล้ว
 
ร้านรวงที่ Darband 
 
ถ้ายังอยู่เที่ยวในเมืองถึงวันศุกร์ ก็ขอแนะนำให้ไปเที่ยว Jomeh Bazaar บนถนน Jomhuri-ye-Eslami Avenue เพราะตอนเช้าจะมีตลาดนัดขายของเก่า และของมือสอง โดยตลาดจะจัดบนลานจอดรถ 3 ชั้นที่แยกหมวดหมู่สินค้าชัดเจน เช่น เครื่องเงิน พรม หรือแม้แต่กล้องฟิล์มเก่าๆ หายากก็มีขายด้วย แต่คำเตือนคือ ห้ามถ่ายภาพข้างในนะ
 
หากอยากออกมาท่องราตรี อาบน้ำแต่งตัวออกไปยัง Baghe Saba ร้านชาเก่าแก่บนถนน Shariati Street เพื่อลิ้มลองชาสูตรดั้งเดิมของชาวอาหรับ หรือเลือกไป Darband บนเนินเขาของถนน Darband Street ซึ่งเต็มไปด้วยคาเฟ่ และร้านอาหาร ส่วนใหญ่ขายบาร์บีคิว อากาศดี มีลมเย็นพัดตลอดเวลาด้วย

Kashan
 
เที่ยวเตหะรานแล้วยังไม่หนำใจก็ต้องมุ่งหน้าลงใต้ไปยังเมือง Kashan เมืองท่องเที่ยวทรงเสน่ห์ที่เหมือนโอเอซิสน้อยๆ กลางทะเลทราย ตัวเมืองมีขนาดไม่ใหญ่เท่าไหร่ เลยทำให้เราเดินทางไปแหล่งท่องเที่ยวแต่ละแห่งได้ด้วยการเดินไปตามตรอกซอกซอยเล็กๆ สบายๆ
 
หลังคาสวยของ Bazaar Kahsan
 
 
เส้นทางที่เราแนะนำก็คือ Baba Afzal Street ที่นอกจากจะพาเราเดินผ่านสถานที่ต่างๆ ตั้งแต่ร้านรวง บ้านเรือน และมัสยิดแล้ว เส้นทางก็จะพาเรามาถึง Bazaar Kashan ตลาดในร่มที่เก่าแก่ที่สุดของเมือง สร้างด้วยสถาปัตยกรรมอิสลาม โดดเด่นด้วยโดมสูงโอ่โถงที่ความงามของแสงอาทิตย์ที่ส่องลงมาเบื้องล่างทำเอาเราตะลึงไปชั่วขณะ นอกจากร้านค้าแล้ว ภายในยังมีร้านชาอีกหลายร้านให้เราได้นั่งพักจิบชาหอมกรุ่นได้จนถึงเย็น
 
ออกจากตลาดก็ให้เดินต่อมาอีกหน่อยก็จะมาถึงมัสยิด Agha Bozorg Mosque ศาสนสถานเก่าแก่และสำคัญของเมืองที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยคริสตศตวรรษที่ 18 
 
มัสยิดในเมือง Kahsan
Abbasian House
Abbasian House
 
ถ้าใครชื่นชอบสถาปัตยกรรมของโลกอาหรับเป็นพิเศษ ให้เหลือเวลาไปเดินเที่ยวสถาปัตยกรรมสวยๆ ใกล้ถนน Alavi Street บริเวณนั้นมีโครงสร้างทางประวัติศาสตร์มากมาย ไล่ตั้งแต่โรงอาบน้ำโบราณ Sultan Amir Ahmad Bathhouse ไปจนถึงคฤหาสน์สุดอลังการอย่าง Abbasian House ที่เชื่อว่าเคยเป็นบ้านของอดีตนักการศาสนาชื่อดังในอดีต ปัจจุบันเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้เข้าชมความงามของตัวบ้าน
 
Tabatabaei House
Bagh-e Fin Garden
 
หลังจากนั้นแนะนำให้ไปดูกระจกสีสุดวิจิตรที่ Tabatabaei House ก่อนไปชมความงามของงานแกะสลักที่บ้าน Borujerdi House ซึ่งไม่เพียงแต่งามที่รูปลักษณ์เท่านั้น คุณค่าทางสถาปัตยกรรมยังยอดเยี่ยมอีกด้วย เพราะบ้านหลังนี้ขึ้นชื่อเรื่องการออกแบบที่ดักลม ช่วยให้บ้านมีอากาศไหลเวียนตลอดเวลา กระซิบนิดนึงว่าถ้าจะเที่ยวทั้งสามบ้าน ให้เลือกซื้อตั๋วชุด จะได้เข้าชมได้ทั้งหมดทุกแห่งในราคาย่อมเยาว์
 
หากมีเวลาออกไปนอกเมืองหน่อย ก็ต้องไม่พลาดกับการเยี่ยมชมมรดกโลก UNESCO อย่าง Bagh-e Fin Garden บนถนน Amir Kabir Road สวนโบราณแห่งนี้สร้างขึ้นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 15 โดยกษัตริย์ Abbas ที่ 1 แห่งอาณาจักรเปอร์เซีย ทำให้สวนแห่งนี้เป็นสวนโบราณเก่าแก่ที่สุดของอิหร่านอีกด้วย
 
ทะเลทราย Maranjab 
 
ถ้าคิดว่ายังไม่หนำใจกับเมืองนี้ ที่นี่ยังมีบริการเที่ยวไปยังทะเลทราย Maranjab เพื่อดูความงามของทะเลทรายที่มีทั้งอูฐป่า ทะเลสาบเกลือ และ caravansary ที่พักกองคาราวานแบบดั้งเดิมด้วย
 
ทะเลสาบเกลือแถว Maranjab

Isfahan
Imam Square
 
ถือเป็นเมืองท่องเที่ยวใหญ่อันดับต้นๆ และเป็นเมืองใหญ่อันดับสามของประเทศสำหรับเมืองอิสฟาฮาน จุดเด่นของเมืองอยู่ที่สถาปัตยกรรมยิ่งใหญ่อลังการไปหมดทุกอย่างกว่าที่ไหนๆ โดยเฉพาะ Imam Square ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจาก UNESCO เช่นเดียวกัน โดยที่นี่เป็นศูนย์รวมของสถานที่สำคัญๆ ต่างๆ ของเมือง ไม่ว่าจะเป็น มัสยิด Sheikh Lotfollah Mosque พระราชวัง Ali Qapu มัสยิด Shah Mosque และ มัสยิด Jame Mosque of Isfahan ที่มาตั้งอยู่รวมกัน
 
Shah Mosque 
Sheikh Lotfollah Mosque 
 
แน่นอนว่าใหญ่ขนาดนี้ต้องเดินกันเหนื่อยแน่ แต่ไม่ต้องห่วง ที่นี่ก็มีร้านชาให้พักเหนื่อยเหมือนกัน ร้านดังสุดต้องเป็น Azadegan ที่ภายในตกแต่งสวยงามสะดุดตาจากการเอากาชามาแขวนเรียงรายเต็มเพดานร้าน แถมทุกซอกทุกมุมของร้านยังเต็มไปด้วยกาชงชาและของเก่าแก่มากมาย ลูกค้าที่นี่ยังนิยมสั่ง Hookah ที่สูบบุหรี่แบบน้ำมาไว้สูบยาเส้นแทบทุกโต๊ะด้วย ลืมบอกไปว่าเค้าห้ามถ่ายรูปนะจริงๆ แล้ว เราเลยไม่ได้ถ่ายมา
 
Bazaar of Isfahan
Bazaar of Isfahan
 
เสร็จแล้วก็ต้องออกท่องตลาด Bazaar of Isfahan หนึ่งในตลาดที่เก่าแก่ที่สุด และใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลางเลยทีเดียว สามารถย้อนรอยประวัติศาสตร์กลับไปได้ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 17 ตอนที่ตลาดเพิ่งเริ่มก่อตั้ง โดยตลาดยังมีทางเชื่อมยาว 2 กิโลเมตรระหว่างเมืองเก่ากับเมืองใหม่ ระหว่างทางเราได้พบว่าทางเดินนี้ยังมีซอยเล็กซอยน้อยให้เราเดินเล่น ไปเจอมัสยิดสวยๆ ตามทางอีกหลายแห่งด้วย 
 
สะพาน Joui 
สะพาน Si-o-seh-pol
 
ตัวเมืองอิสฟาฮานค่อนข้างจะใหญ่ ไม่มีทางเดินได้หมด เลยขอแนะให้เดินทางไปมาแต่ละจุดด้วยรถแท็กซี่ แต่ถ้าอยากเดินอยู่ดี เราแนะให้ไปเดินทอดน่องที่ทางเดินริมแม่น้ำ Zayandeh ซึ่งมีตลาดพื้นเมือง และสะพานเก่าแก่อย่างสะพาน Kajou สะพาน Joui สะพาน Shahrestan สะพาน Siosepol และสะพาน Marnan เดินไปก็เติมพลังด้วย Gaz หรือขนมตังเมเปอร์เซีย ถ้าใครชอบอะไรเย็นๆ ก็แนะให้กินของดีเมืองอาหรับอย่างไอศกรีมกุหลาบและหญ้าฝรั่น 
 
นอกเหนือจากสถาปัตยกรรมแบบเปอร์เซียแล้ว ที่นี่ยังมีสถาปัตยกรรมประยุกต์อย่างวิหาร Vank Cathedral ที่ผสมผสานสถาปัตยกรรมแบบอิสลามและคริสต์เข้าด้วยกัน ห่างออกไปไม่ไกลยังมี หอ Pigeon Houses หรือหอนกพิราบเก่าแก่ตั้งตระหง่านอยู่ด้วย บ้านนกพิราบที่นี่ใหญ่โตมาก สูงตั้งแต่ 10-22 เมตร และสามารถเป็นบ้านนกได้ถึงหมื่นตัวเลยทีเดียว สาเหตุที่ชาวเปอร์เซียสร้างหอพิราบก็เพราะคนสมัยก่อนใช้ประโยชน์จากขี้นกมากมาย ทั้งด้านการเกษตร และใช้เป็นดินปืน ขายได้ราคาดี
 
วิวจาก Sofeh Mountain 
 
หากแรงยังเหลือ ให้ขึ้นไปชมวิวที่ภูเขา Sofeh Mountain หรือ Sofeh Expressway ซึ่งสามารถนั่งกระเช้าขึ้นไปได้ 
 
วิวจาก Sofeh Mountain 
วิวจาก Sofeh Mountain 
 

People
เสน่ห์ของอิหร่านก็คือผู้คนที่นี่ สิ่งหนึ่งที่มักจะเจอในการเดินทางคือคนอิหร่านมีน้ำใจไมตรี และมักจะแสดงน้ำใจด้วยการชวนไปพักที่บ้าน ซึ่งก็แล้วแต่ความสะดวกของเพื่อนๆ จะไปได้ไหม แต่เรารู้ว่ารอยยิ้มของผู้คนที่นี่ ทำให้เราคิดถึงอิหร่านจนอยากกลับไปอีกรอบแล้วล่ะ 
 
 
 
 
 
 

การเดินทาง
 
สามารถเดินทางจากไทยไปอิหร่านโดยตรง โดยสายการบิน AirAsia (www.airasia.com) เริ่มต้น 8,095 บาท แต่ขากลับไม่ได้บินตรง ต้องไปรอต่อเครื่องที่กัวลาลัมเปอร์ก่อนบินกลับกรุงเทพฯ ส่วนสายการบิน full-service มักจะต้องต่อเครื่อง ไม่ว่าจะเป็นสายการบิน Qatar Airways และ Etihad
 
วีซ่า
การทำวีซ่าไปอิหร่าน คนไทยเสียค่าวีซ่า 40 ยูโร หรือประมาณเกือบ 1,600 บาท สามารถยื่นเรื่องขอวีซ่าได้ที่สถานทูตอิหร่าน
 
ค่าเงิน 
1 บาท เท่ากับ IRR0.0012

ครั้งต่อไปเราจะพาไปเที่ยวที่มุมไหนของโลก อย่าลืมติดตามนะ : ) 

AdSense
AdSense
AdSense