เมื่อพูดถึงสนามฟุตบอลในประเทศอังกฤษ หลายคนอาจจะไม่ได้นึกถึงมันในฐานะสถานที่ท่องเที่ยวเท่าไหร่ แต่จากที่เราเพิ่งได้ไปสัมผัสมา บอกเลยว่าสนามฟุตบอลนี่แหละ ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์ประวัติศาสตร์ชุมชน -สามารถบันทึกความทรงจำยุคแล้วยุคเล่าและนำมาบอกต่อสู่คนรุ่นหลัง- ได้ดี ไม่แพ้พิพิธภัณฑ์หรือหอสมุดเลยล่ะ

วันนี้เราจะพาชาวซอยมิลค์ไปเที่ยวสนามฟุตบอลระดับตำนานอย่าง Anfield สนามแข่งของสโมสร Liverpool แห่งเมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ ที่นอกจากจะมีสเตเดี้ยมเก่าแก่และอลังการแล้ว เขายังมีพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรักษา 'ประวัติศาสตร์' ความเป็นมา จุดกำเนิด ความยิ่งใหญ่ และสัญลักษณ์ของยุคสมัย ไว้ได้อย่างครบถ้วน ท่ามกลางบรรยากาศที่รู้สึกได้เลยว่า 'แฟนบอล' คือหัวใจสำคัญของสโมสร และแต่ละความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้เล่น สตาฟโค้ช หรือผู้บริหารเท่านั้น


ที่เราชอบมาก ๆ คือรอบ ๆ สนามมีภาพความสำเร็จของสโมสร คือเป็นภาพของ 'คนหน้างาน' อย่างนักเตะ อย่างผู้จัดการทีม แต่ภาพที่ว่านั้นเกิดจากภาพเล็ก ๆ ของ 'คนข้างหลัง' อย่างเหล่าแฟนบอลจากทั่วทุกมุมโลก ประกอบกันขึ้นเป็นภาพใหญ่ รวมถึงทางเดินรอบ ๆ ก็จะมีชื่อแฟน ๆ จารึกอยู่บนอิฐแต่ละก้อน วางเรียงกันแบบสุดลูกหูลูกตา จะว่าเป็นการตลาดก็ใช่ (เพราะต้องจ่ายเงินเพื่อจะเป็นส่วนหนึ่งของกำแพงหรือทางเดินนั้น) แต่จะว่าเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนความเป็น Liverpool มากที่สุด ก็ถือว่าไม่ผิดจากความเป็นจริงเลย เพราะสุดท้ายแล้วสโมสรหนึ่ง ๆ ก็อยู่ได้ด้วยผู้คนที่รักมันนั่นแหละ

จากลานจอดรถจนมาถึงทางเดินและกำแพงเกียรติยศแล้ว ก็เข้าสู่พาร์ตอาคาร ซึ่งด่านแรกเราจะเจอเข้ากับร้านขายเมอร์แชนไดส์สุดยิ่งใหญ่ ที่เหมือนจะต้องการให้แฟนบอลชอปกันให้ถังแตกไปข้าง โดยแบ่งพื้นที่เป็น 2 ชั้น กระจายวางโปรดักต์ตั้งแต่ของเบสิก ๆ อย่างเสื้อบอล ของใช้ประจำวัน ไปจนถึงไอเทมของสะสมสุดพรีเมียม ชั้นบนมีคาเฟ่ขนาดย่อมไว้ให้เป็นมุมนั่งพักเหนื่อย ซึ่งสินค้าที่เราบอกว่าเป็น 'ของใช้ประจำวัน' นี่เราหมายถึงไอเทมอย่างโฟมล้างหน้า แก้วเบียร์ ชามอาหารสุนัข เก้าอี้นั่งทำงาน คีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ หรือหูฟัง อะไรแบบนั้นเลยนะ จริงจังสุด ๆ




เมื่อออกจากโซนหมดเนื้อหมดตัวแล้ว ก็เป็นโซนของสนามแข่ง ที่ถ้าเราเดินเข้า Stadium Tour ปุ๊บ เราก็จะได้รับดีไวซ์พกพาปั๊บ พร้อมหูฟังเอาไว้ใส่ฟังบรรยายความเป็นมาของสนาม รวมถึงอธิบายมุมต่าง ๆ ด้านใน โดยเราสามารถกดหน้าจออินเทอร์แอ็กทีฟแล้วเดินทัวร์ด้วยตัวเองได้เลย มาคนเดียวไม่เหงาแน่ ๆ ที่เก๋คือเขามีเสียงบรรยายภาษาไทยด้วยนะ เอาใจแฟนบอลต่างชาติเก่งมากอะ พูดเลย!


นอกจากพื้นที่สนามที่แขกผู้มาเยือนอย่างเรา ๆ จะสามารถเข้าไปสูดไอดินกลิ่นหญ้าได้อย่างใกล้ชิดแล้ว โซนห้องแต่งตัวนักเตะก็เวลคัมแฟน ๆ อย่างเต็มที่เช่นกัน ทำให้เราได้เห็นว่าผู้เล่นและสตาฟโค้ชเขาใช้ชีวิตกันยังไง ในห้องทานอาหาร ห้องอาบน้ำ มุมกายภาพ มุมให้สัมภาษณ์ และห้องแถลงข่าว ซึ่งจะว่าไปก็มีแบบนี้ทุก ๆ สโมสรนั่นแหละนะ แต่สิ่งที่สัมผัสได้จาก Anfield ก็คือมู้ดแบบ 'บ้านเพื่อน' เป็นกันเอ๊งกันเอง ทั้งที่ประวัติศาสตร์ชาติแชมป์ต่าง ๆ เขาก็มีมาเยอะแยะและยาวนาน


จากนั้นเราก็เข้าสู่โซนพิพิธภัณฑ์ ที่ส่วนตัวแล้วเราประทับใจเป็นพิเศษ เพราะให้ฟีลเหมือนเรา 'เกิดทัน' ตำนานบทต่าง ๆ ในยุคก่อน ๆ จริง ๆ เหมือนได้ค่อย ๆ เปิดหนังสือเล่มใหญ่เล่มนี้อ่านไปทีละหน้า ค่อย ๆ ทำความรู้จักกับนักเตะระดับตำนานทีละคน แล้วมันเป็นมิตรกับคนที่ไม่เตะบอล ดูบอล หรือคนที่ไม่ได้เชียร์ทีมเอามาก ๆ ด้วย พูดง่าย ๆ คือที่นี่เหมือนเป็นศูนย์กลางเล่าความเป็นมาของชุมชน มากกว่าจะเล่าเรื่องการแข่งขันหรือเกมกีฬาเพียงอย่างเดียว






อย่างที่บอก ด้วยความที่มู้ดโดยรวมมันชุมชนรวมใจสุด ๆ นี่เอง ที่ทำให้เมื่อเราเดินออกจากตัวสนามไปไม่ไกล ก็จะได้พบกับ Mural หรือ ศิลปะภาพวาดบนกำแพง ซึ่งสำหรับจุดที่เราได้ไปหยุดถ่ายรูปนี้เป็นภาพของ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน และ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ผู้เล่นชุดปัจจุบันของ Liverpool (ที่วาดเหมือนเจ้าตัวมาก ๆ ด้วย) ถือเป็นจุดเช็กอินที่แฟนบอลไม่ว่าจะจากในหรือต่างประเทศก็ต้องมาแวะเจิมให้ได้


ถ้ามองในแง่ของสถานที่จัดแข่งกีฬาแล้ว Anfield อาจไม่ใช่สนามที่สะดวกสบาย หรูหรา หรือเต็มไปด้วยเทคโนโลยีล้ำ ๆ อะไร แต่การได้ยืนอยู่ตรงนั้นแค่เพียงไม่กี่นาที ก็ทำให้เรารู้ได้เลยว่า 'ทีมของผู้คน' มันเป็นอย่างนี้ หยาดเหงื่อแรงกาย รอยยิ้มและคราบน้ำตา จากการลงเล่น การแข่ง การเชียร์ มันมีความหมายอย่างนี้ และการลงเล่นแต่ละครั้ง มันไม่ใช่การลงเล่น 'เพื่อชนะ' แต่ 'เพื่อชนะด้วยกัน' เสมอ ซึ่งนั่นก็คือแก่นแท้ของการเล่นกีฬาอยู่แล้วใช่มั้ยล่ะ?
Anfield ตั้งอยู่บน Anfield Road เมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ
เครดิตรูปภาพ นรณฏฐ ไชยคำ, สุฐิตา ปัญญายงค์