Skip to main content
AdSense

12 สิ่งใหม่ในระบบปฏิบัติการ OS ทั้ง iOS, Watch OS และ iPad OS ที่จะได้ใช้กันแน่นอนในปีนี้

ชีวิตดีขึ้นอีกเยอะ

12 สิ่งใหม่ในระบบปฏิบัติการ OS ทั้ง iOS, Watch OS และ iPad OS ที่จะได้ใช้กันแน่นอนในปีนี้
July 29, 2019 Bangkok time
นอกจากเรื่องฮาร์ดแวร์ที่กำลังจะเปิดตัวในเดือนกันยายนนี้แน่ ๆ อย่าง iPhone รุ่นใหม่แล้ว เราคิดว่าสิ่งหนึ่งที่น่าจับตาก็คือ แล้วระบบปฏิบัติการใหม่ที่จะมาทำให้ iPhone รุ่นใหม่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นจะดีแค่ไหนกันนะ ซึ่งไม่ต้องห่วง งานนี้เราแอบไปสืบเสาะมาแลวว่ามีอะไรน่าสนใจในระบบปฏิบัติการใหม่ครั้งนี้บ้าง ซึ่งเรารู้แหละว่าคงมีอะไรใหม่ ๆ เป็นร้อย ๆ อย่าง ดังนั้นเราจะขอเลือกแต่การอัปเดตเพิ่มเติมที่เรารู้สึกว่าว้าว และเร่งเร้าหัวใจให้อยากปล่อยระบบปฏิบัติการนี้ออกมาไว ๆ แล้ว ซึ่งไหน ๆ ก็จะพูดถึงระบบปฏิบัติการทั้งที ก็ขอหยิบมาทั้ง iOS ของ iPhone, Watch  OS ของ Apple Watch และ iPad OS ของ iPad ด้วยเลยแล้วกันเนอะ
 

ทำไม iOS 13 ถึงน่าใช้?

 

เพราะมีระบบ Dark Mode แล้ว

 
ในขณะที่เราได้ใช้โหมดมืด หรือ Dark Mode ในแอปอื่น ๆ อย่างเช่น Twitter หรือ YouTubeมานานแสนนาน จนรู้สึกว่าเอ๊ะ แล้วทำไม iOS ถึงทำดาร์กโหมดบ้างไม่ได้ เพราะเอาจริง ๆ หลาย ๆ การใช้งานแบบจอสว่าง ๆ ขาว ๆ ก็ไม่ได้ใช้งานง่ายเท่าไหร่ ความแสบตาที่ต้องพยายามลดแสงหน้าจอให้มืดที่สุดตลอดเวลาก็ทำให้อยากใช้ดาร์กโหมดบ้างเหมือนกัน และในที่สุด Dark Mode ก็มีมาให้ใช้ใน iPhone สักที!
 
 
ซึ่งกสรเปลี่ยนไปใช้ดาร์กโหมดก็ทำได้ง่าย ๆ เพียงเข้าไปที่ศูนย์ควบคุม แล้วเปิดการใช้ดาร์กโหมดก็เท่านั้นเอง นอกจากนั้นยังสามารถใช้คำสั่งให้เปิดโหมดนี้ตามเวลาได้ด้วย อย่างเช่นให้เปลี่ยนเป็นดาร์กฌหมดหลัง 4 ทุ่มของทุกวัน แล้วกลับไปเป็นโหมดปกติหลัง 8 โมงเช้า แบบนี้ก็สั่งได้ หรือจะเปลี่ยนดาร์กโหมดตามอาทิตย์ขึ้นหรือตกก็ทำได้อีก (อันนี้จะคล้าย ๆ ดาร์กโหมดของทวิตเตอร์) นอกจากนี้ในอนาคตทาง Apple ยังเปิดโอกาสให้นักพัฒนาแอปทั่วไป นำโหมดมืดไปใช้กับแอปของตัวเองได้อีกด้วยนะ   
 

แอป Photos ใหม่หมด

 
งานนี้เขาเคลมว่าแอป Photo จะฉลาดขึ้นกว่าเดิมอีก ซึ่งหลังจากที่เราได้ลองมาด้วยตัวเองแล้วก็พบว่ามีความน่าสนใจไม่น้อย อย่างแรกที่เราเห็นเลยคือการจัดการรูปภาพใหม่ จากปกติที่เราจะเห็นว่ามีแบ่งตามวัน พอกดย้อนกลับอีกที จะแบ่งตามสถานที่ถ่ายภาพ กดกลับไปอีกครั้ง จะแบ่งออกตามปี ซึ่งในแอป Photos ใหม่นี้จะแบ่งใหม่ออกเป็นวัน เดือน ปี ทำให้แยกแยะจำแนกได้ละเอียดขึ้น แถมการโชว์รูปภาพก็ใหญ่ขึ้นด้วย แถมยังมีฟังก์ชันโชว์ภาพ "ในวันนี้" ที่รวบรวมว่าในวันนี้ของทุกปีที่คุณถ่ายภาพเอาไว้ มีภาพอะไรบ้าง เรียกว่าเป็น On This Day เวอร์ชั่น iPhone ก็ได้นะ
 
 
ใน Photos ใหม่นี้จะเล่นภาพ Live Photos และ Video โดยอัตโนมัติแบบไม่มีเสียงด้วย หากต้องการฟังเสียงก็แค่กดเข้าไปดูเท่านั้น แถมอีกฟังก์ชันที่เราชอบมากก็คือการดึงเอารูปที่ถ่ายซ้ำ ๆ หรือภาพถ่ายเรื่อยเปื่อยอย่างถ่ายกระดานเวลาอาจารย์สอนหนังสือ ภาพถ่ายเอกสาร ใบเสร็จรับเงินเอาไว้กันลืม แอปจะดึงไปเก็บไว้อีกที่หนึ่ง เพื่อไม่ให้รบหวนสายตาของเราเวลาดูอัลบัมรูปมากเกินไป แถมถ้าเราอัดภาพหน้าจอเอาไว้ ก็จะรวมอยู่ในโฟลเดอร์เดียวกันด้วย ไม่ต้องรูดหาในอัลบัมภาพต่อไปอีกแล้วล่ะ ที่จริงยังมีอะไรใหม่ ๆ ใน Photos อีกเยอะมาก งานนี้ต้องรออัปเดตแล้วลองใช้ด้วยตัวเองแล้วแหละ
 

เพราะแก้ไข Video ที่ถ่ายมาในแอป Photos ได้เลย

 
และนี่คือความตื่นเต้นแรงเวอร์ของเรา เพราะอะไรที่เราเคยปรับแต่งภาพนิ่งในแอป Photos ได้เลยในตอนนี้ พอ iOS 13 มา ทุกอย่างก็สามารถทำได้กับไฟล์วิดีโอเช่นเดียวกัน! เราไม่จำเป็นต้องเข้าไปทำใน iMovie หรือดาวน์โหลดแอปอื่น ๆ มาปรับแต่งวิดีโออีกต่อไป คราวนี้แค่กด Edit เราก็สามารถปรับแต่ง ใส่ฟิลเตอร์ ตัดวิดีโอ หมุนวิดีโอให้เป็นแนวตั้ง เพิ่มความสว่าง ปรับความมืด ทุกอย่างทำได้หมดเลย ซึ่งทุกโหมดของการถ่ายวิดีโอด้วย iPhone ทั้งถ่ายสโลว์โมชัน หรือถ่ายแบบ 4K มา ก็สามารถปรับแต่งในนี้ได้หมดด้วย
 
 
ความดีงามอีกอย่างคือเวลาเรา Edit ไฟล์สักไฟล์ คราวนี้พอกดเซฟ จะไม่ถูกเซฟทับแล้ว แถมการแก้ไขวิดีโอแต่ละครั้ง เรายังสามารถกลับมายังต้นฉบับเดิมได้อีก หากใส่ฟิลเตอร์ไปแล้ว หรือตัดต่อไปแล้วไม่ชอบใจ ก็สามารถกดย้อนกลับไปสู่ต้นฉบับเดิมยังได้อยู่อีกนะ
 

คีย์บอร์ดฉลาดขึ้น

 
อย่างแรกที่เรารู้สึกชอบคือ การปรับปรุงคีย์บอร์ดที่หยิบเอาเรื่องการ Drag นิ้วบนคีย์บอร์ดเพื่อเลื่อน Cursor ไปยังจุดต่าง ๆ ในปัจจุบัน กับระบบการเดาคำมาใช้ร่วมกัน กลายเป็นฟังก์ชัน Swipe Keyboard ที่เราไม่จำเป็นต้องกดคีย์บอร์ดพิมพ์ทีละตัวอีกแล้ว แค่ใช้นิ้วลาก ๆ ตัวอักษรต่อ ๆ กัน โปรแกรมก็จะเดาคำให้ว่าเรากำลังต้องการพิมพ์คำไหน ทำให้ใช้งานพิมพ์ได่เร็วขึ้น แต่เหมือนฟังก์ชันนี้จะเหมาะกับภาษาอังกฤษนะ 
 
 
ความเก๋อีกสิ่งหนึ่งคือระบบไมค์ในคีย์บอร์ดที่เราเองก็ชอบใช้ เพราะบางครั้งก็ไม่สะดวกที่จะพิมพ์ แต่ก็ไม่สะดวกที่จะส่งไปเป็นข้อความเสียงเช่นกัน การพูดแล้วให้โปรแกรมแปลงเป็นข้อความตัวอักษรดีที่สุด แต่บางครั้งการพูดหลาย ๆ ภาษา มันก็จับไม่แม่นยำนัก แต่ใน iOS 13 จะดีขึ้นแล้ว ซึ่งระบบอัจฉริยะก็สามารถจับได้ว่าผู้ใช้งานพูดภาษาอะไรอยู่บ้าง หากเราพูดภาษาไทย อังกฤษ ญี่ปุ่น ในประโยคเดียวกัน ก็สามารถรู้ได้ โดยจับภาษาที่เราพูดได้มากที่สุดถึง 4 ภาษาเลย แต่ข้อจำกัดของความสามารถนี้คือ ผู้ใช้งานจะต้องติดตั้งคีย์บอร์ดแต่ละภาษาก่อนด้วย เพราะระบบจะจับภาษาจากอุปกรณ์และการติดตั้งภาษาในคีย์บอร์ดของผู้ใช้งานด้วย
 

เรื่องความปลอดภัยที่จริงจังกว่าเดิม

 
สำหรับคนที่ชอบลืมโทรศัพท์ตัวเองบ่อย ๆ ทำให้แอปที่รักที่สุดคือ Find iPhone นี่แหละ หลาย ๆ ครั้งที่โก๊ะกัง หาโทรศัพท์ของตัวเองไม่เจอ (ไม่ใช่แค่เรื่องทำหายอย่างเดียวหรอก!) ก็มักจะชอบเปิดให้ iPhone ของตัวเองร้องส่งเสียงแสดงว่าตัวเองอยู่ไหนตลอด แต่บางครั้งที่เราไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ก็มักจะหาไม่เจอ คราวนี้ก็จะหมดปัญหานั้นไป เพราะทาง iOS 13 ได้เพิ่มการค้าหาผ่านบลูทูธเข้ามาด้วยแล้ว คราวนี้การตามหาโทรศัพท์ของเราก็มีโอกาสได้มากขึ้นด้วย
 
 
อีกโหมดหนึ่งที่น่าสนใจคือ การอนุญาตให้เข้าถึงข้อมูลส่วนตัวต่าง ๆ ที่เวลาเราเข้าแอป หรือเซิร์ฟเว็บไซต์ใดสักแห่ง แล้วแอปหรือเว็บไซต์นั้นถามถึงตำแหน่งที่ตั้งของเรา คราวนี้เราสามารถจะเลือกการอนุญาตแบบ "ครั้งนี้ครั้งเดียวนะ" ได้ด้วย ต่างจากปกติที่ถ้าเราอนุญาตแล้ว แอปนั้นก็จะรู้โลเคชั่นของเราตลอดเวลา ทำให้เรามีความเป็นส่วนตัวมากขึ้นกว่าเดิมนั่นเอง 
 
จริง ๆ แล้วใน iOS 13 ยังมีอะไรใหม่ ๆ มาให้เราได้ใช้งานและอำนวยความสะดวกอีกเยอะมาก ๆ อดใจรออีกนิด อีกไม่นานก็จะปล่อยให้เราได้อัปเดตกันแล้วล่ะ

Watch OS 6 ใหม่ มีอะไรดี

 

เข้า App Store ด้วย Apple Watch ได้ (สักที)

 
นี่น่าจะเป็นเรื่องหลัก ๆ อย่างแรกของ Watch OS 6 ที่เราต้องร้องเฮดัง ๆ และหยิบมาเป็นเรื่องแรกที่แชร์ให้รู้กันเลย เพราะตลอดระยะเวลาที่เราใช้ Apple Watch มา การดาวน์โหลดแอปต่าง ๆ เพื่อใช้ใน Apple Watch จะต้องทำการผ่าน iPhone ของเราเท่านั้น ซึ่งบางครั้งเราก็คิดอยู่ในใจเสมอว่า เอ๊ะ เราใช้แอปบนนาฬิกา ก็น่าจะดาวน์โหลดแอปบนนาฬิกาได้แล้วไหมนะ เพื่อให้สมกับการเป็นสมาร์ตวอชสักหน่อย และใน Watch OS 6 ก็ได้ดังใจหวังแล้วจ้า
 
ภาพจาก 9to5Mac
 
ต่อไปเราจะสามารถเลือกซื้อแอปนับหมื่นและดาวน์โหลดได้ทันทีบน Apple Watch แล้วนะ ซึ่งการใช้งานก็ไม่ต่างอะไรกับการดาวน์โหลดแอปบน iPhone เลย หรือถ้าจะหาแอปที่ต้องการ ก็เพียงเปิดใช้ Siri แล้วพูดให้ช่วยค้นหาก็ง่ายมาก ๆ  
 

วัดระดับความดังรอบตัวได้

 
อีกหนึ่งโปรแกรมใหม่ที่น่าสนใจเหมือนกัน นั่นคือระบบรองรับสุขภาพการได้ยิน ใน Watch OS 6 จะเพิ่มฟังก์ชันการตรวจจับเสียงในพื้นที่ที่ผู้ใช้งานอยู่ พร้อมกับคอยติดตามระยะเวลาที่เราได้ยินเสียงนั้น ๆ ซึ่งถ้าระดับเสียงสูงเกินเดซิเบลมาตรฐาน นาฬิกาก็จะสั่นเตือนให้เรารู้ว่า จุดที่เราอยู่ตอนนั้นเนี่ย ไม่ดีต่อสุขภาพหูแล้วนะ
 
 
ซึ่งส่วนนี้ก็สามารถปรับเปลี่ยนได้เช่นกัน เพราะบางคนอาจทำงานอยู่ในพื้นที่ที่เสียงดังกว่าปกติอยู่แล้ว เช่นผู้ที่ทำงานในพื้นที่โรงงาน ก็อาจกำหนดค่าความดังมากขึ้นกว่าปกติก็ได้ (เพราะความดังอาจสูงกว่าคนทั่วไป ไม่อย่างนั้นได้เตือนกันทั้งวันแน่) หรือเวลาเราไปสวนสนุก ดูคอนเสิร์ต ก็สามารถปิดระบบนี้ได้ เพราะสถานที่แบบนั้นเสียงดังอยู่แล้วอะเนอะ
 

การทำงานร่วมกับแอป Health ได้ดีขึ้น

 
Apple Watch ถือว่าเป็นนาฬิกาเพื่อสุขภาพก็ว่าได้ และใน Watch OS 6 ก็ยังเพิ่มโปรแกรมเพื่อสุขภาพต่าง ๆ เข้ามาอีกเยอะเลย หลัก ๆ คือจะใช้งานร่วมกับแอป Health ได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถกำหนดเทรนด์ฟิตเนสได้ด้วยตัวเองแล้ว OS ใหม่นี้เพิ่มวงแหวนกิจกรรมมาสูงสุดถึง 9 วงแหวน (แต่ก็สามารถให้แสดงผลแค่ 3 วงแหวนเหมือนเดิมนะ ขืนแสดงครบทั้ง 9 วงแหวนคงตาลายก่อน) วงแหวนปกติที่จะวัดก็เป็นเรื่องออกกำลังกาย วัดการเคลื่อนไหว และวัดการยืน แต่ที่จริงแล้วเรายังสามารถเปิดวงแหวนเพื่อวัดเวลาเฉลี่ยต่อระยะทางเดิน จำนวนชั้นที่ขึ้น หรือวัดค่าอ็อกซิเจนสูงสุดก็ยังได้นะ
 
ภาพจาก Gizmodo
 
สำหรับสาว ๆ ยังมีโหมดการวัดรอบเดือนด้วย เพื่อวัดความผิดปกติของการมาของรอบเดือนและอาการต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น มำหใ้เรามีบันทึกสุขภาพสำหรับสาว ๆ มากขึ้น เรื่องแบบนี้คือเรื่องสำคัญของสาว ๆ เลยนะ
 
นอกจากนี้ยังมีอะไรเก๋ ๆ มาเพิ่มอีกเยอะ ทั้งเรื่องหน้าปัดแบบใหม่ เรื่องการใช้ Animoji หรือ Memoji ใน Apple Watch ใช้เครื่องคิดเลขบนหน้าปัดนาฬิกา หรือการบันทึกเสียงใน Apple Watch ก็ทำได้แล้ว ยังไงถ้าทาง Apple ปล่อยออกมาให้ดาวน์โหลดแล้ว ก็เตรียมลองโหลดมาใช้งานกันได้เลยนะ

iPad OS จะมาแล้ว จะช่วยอะไรเราได้บ้าง

 

ใช้งานได้เหมือนคอมพิวเตอร์มากขึ้น

 
นี่น่าจะเกมือนฝันที่เป็นจริงของผู้ใช้งาน iPad เพื่องานการโดยเฉพาะเลยแหละ ยกตัวอย่างง่าย ๆ อย่างเราเองที่อาจไม่ได้ใช้ iPad ในด้านกราฟิกมากนัก ซึ่งช่วงหลัง ๆ มาเราจะเห้นว่าการทำงานด้านกราฟิกของ iPad นั้นสะดวกขึ้นมาก และเอื้อต่อคนทำงานด้านนี้สุด ๆ แต่คนที่แค่ต้องการพิมพ์งานปกติอย่างเรา ๆ ใช้สไลด์ ทำคีย์โน้ต หรือเข้าไดรฟ์กูเกิ้ลเพื่อพิมพ์รายงานสักชิ้นกลับใช้งานไม่ง่ายอย่างที่คิด และบางบราวเซอร์ก็ยังไม่เอื้อต่อการใช้งานใน iPad เพราะยังใช้ OS เดียวกับสมาร์ตโฟนที่เหมือนใช้งานมือถือจอใหญ่ขึ้นเฉย ๆ พอ iPad มี OS ของตัวเองแล้ว ก็ช่วยให้ iPad มีประสิทธิภาพมากขึ้นเยอะเลย
 
ภาพจาก 9to5Mac
 
หลายอย่างใช้งานได้สะดวกขึ้น มีหลายฟังก์ชันที่เอื้อต่อการใช้งานมาก ๆ อย่างที่เราชอบก็คือการพิมพ์งานในกูเกิ้ลไดรฟ์ที่ทำได้จริง ๆ แล้ว รวมไปถึงการดาวน์โหลดไฟล์ต่าง ๆ ในไดรฟ์มาใช้ก็ทำได้เหมือนคอมพิวเตอร์ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ทำได้แหละ แต่ไม่สะดวกนัก ยิ่งพอเรามี Smart Keyboard มาใช้ด้วยก็เรียกว่าครบครัน คอมพิวเตอร์เครื่องย่อม ๆ ดี ๆ นี่เอง อีกหนึ่งไฮไลต์หรืองานมัลติทาสก์ของ iPad ที่เวิร์กมาก เราสามารถทำงานหลาย ๆ โปรเจ็กต์สลับไปมาได้แล้ว โดยเปิดหน้าต่างจากแอปเดียวกันในหลายพื้นที่ หรือฟังก์ชัน Slide Over ที่ทำให้เราเปิดได้หลายหน้าต่างเหมือนคอมพิวเตอร์เลย เช่นเราเปิด Google Doc เอาไว้ฝั่งซ้าย แล้วเปิดอีเมลมาไว้ฝั่งขวาเพื่อดูข้อมูลไปพร้อมกัน ตอนนี้ก็ทำได้แล้วนะ
 

เสียบแฟลชไดรฟ์ได้แล้วจ้า

 
ที่บอกว่าเหมือนคอมพิวเตอร์มากขึ้น สิ่งนี้น่าจะเป็นอะไรที่พิสูจน์ได้ เพราะการถ่ายโอนย้ายไฟล์งานด้วยแฟลชไดรฟ์ คือสิ่งที่ะสะดวกของคอมพิวเตอร์ที่ iPad ทำไม่ได้ แต่ช้าก่อน พอมี iPad OS จะบอกว่าสามารถทำได้แล้วจ้า เราสามารถโยนไฟล์จากแฟลชไดรฟ์ไว้ใน iPad หรือดาวน์โหลดไฟล์ลงแฟลชไดรฟ์ก็ได้แล้วนะ 
 
ภาพจาก The Verge
 
แต่เราต้องเลือกใช้แฟลชไดรฟ์ที่มีหัวเสียบช่อง Lightning Port ของ iPad ได้ด้วยนะ เพราะจะต้องเสียบผ่านช่องนี้เพื่อถ่ายโอนข้อมูล อาจต้องหาหัวแปลงในการใช้งานร่วมกับคอมพิวเตอร์ที่เป็น USB หรือแมคบุ๊กรุ่นใหม่ ๆ ที่เป็น USB-C ด้วย อาจดูยุ่งนิดหน่อย แต่ก็ถือว่าช่วยให้การใช้งาน iPad ได้ครอบคลุมมากขึ้นแหละเนอะ
 

หน้าจอโฮมใหม่

 
หน้าจอโฮมที่มีหน้าตาคล้ายคลึงกับ Desktop ของ PC มากขึ้น แถมยังทำให้เราใช้งานได้สะดวกตามการใช้งานของแต่ละคนด้วย อย่างแรกที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือหน้าโฮมที่เลย์เอาต์ใหม่ทั้งหมด การเรียงไอคอนที่ใกล้ชิดกันมากขึ้น ซึ่งจะมีสิ่งที่เพิ่มเติมมาในหน้าโฮม นั่นก็คือวิตเจ็ตทางฝั่งซ้ายของจอนั่นเอง
 
 
ซึ่งพอ iPad OS ปล่อยออกมาแล้ว วิตเจ็ตก็จะค้างอยู่ที่หน้าโฮมเลย ทำให้เราใช้งานได้สะดวกขึ้น สามารถจัดการวิตเจ็ตโปรดของตัวเองได้ แถมยังสามารถปักหมุดวิตเจ็ตที่เราใช้งานบ่อย ๆ เอาไว้ได้ด้วย นี่คืการดีไซน์หน้าโฮมใหม่ที่เรารู้สึกว่าสวยขึ้นอีกเยอะเลย 
 
นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของ iPad OS เท่านั้นนะที่มาใหม่ ที่จริงแล้วฟังก์ชันใหม่ ๆ ที่มีใน iOS 13 ก็สามารถพบเจอได้ใน iPad OS เช่นกัน นอกจากนี้ยังปรับรับกับการใช้ Apple Pencil ให้ไหลลื่น ใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้น รวมถึงความว้าวเรื่องของ Side Car ที่เราสามารถใช้เป็น 2 จอคู่กับเครื่อง Mac ที่มีอยู่ก็ได้ด้วย! หรือจะใช้เป็น Mirroring Screen กับคอมพิวเตอร์อีกเครื่องก็ทำได้เหมือนกัน เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งความดีงามของ iPad OS นี้เลยล่ะ งานนี้ทุก OS จะปล่อยให้ดาวน์โหลดเมื่อไหร่ ไว้มีอัปเดตแล้วเราจะรีบมาบอกทันทีเลยนะ
 
 
 
 
 
 
AdSense
AdSense
AdSense