May 10 2019

tech

5 วิธีใช้สมาร์ตโฟนอย่างปลอดภัย ไม่มีใครมารุกล้ำความเป็นส่วนตัว

มือถือข้าใครอย่าแตะ
ปี 2019 แล้ว ใครยังบอกว่าโทรศัพท์มือถือ หรือสมาร์ตโฟนยังไม่ใช่สิ่งจำเป็นของคนเมืองอย่างเรา ๆ นี่อยากเรียกมานั่งจับเข่าคุยมาก เพราะทุกวันนี้คือถ้าลืมกระเป๋าสตางค์ กับลืมสมาร์ตโฟน ยังรู้สึกอยากกลับไปเอาสมาร์ตโฟนมากกว่าเลย เพราะสมาร์ตโฟนในยุคนี้เป็นให้เราได้ทุกอย่าง ทั้งกระเป๋าสตางค์ สามารถชำระสินค้าได้ กดเงินออกจากตู้เอทีเอ็มก็ทำได้ เป็นทั้งธนาคาร เป็นเลขาจำหมายงาน เป็นคอมพิวเตอร์พิมพ์งานด่วน เป้นอัลบัมแห่งความทรงจำ เป็นเครื่องเล่นเกมพกพา บางคนถึงกับเป็นตู้เซฟที่เก็บความลับและเรื่องส่วนตัวของเราทุกอย่างเอาไว้ในที่เดียว ซึ่งแน่นอนว่าหากสมาร์ตโฟนในปัจจุบันจะมีเรื่องส่วนตัวของเรามากขนาดนี้ ก็ย่อมหวงแหนความเป็นส่วนตัวเป็นธรรมดา แล้วในยุคสมัยนี้เราจะใช้สมาร์ตโฟนยังไงให้เกิดประสิทธิภาพ โดยที่ไม่ถูกรุกล้ำความเป็นส่วนตัวได้บ้างล่ะ? ขอบอกว่าเรื่องนี้มันใกล้ตัวเรามาก ๆ เลยนะ ลองดู 5 สิ่งนี้ก่อน แล้วค่อยมองย้อนกลับมาดูตัวเองก็ได้ว่า เราเคยระวังเรื่องเหล่านี้ตตอนใช้สมาร์ตโฟนกันบ้างไหม?
 

เซิร์ฟเว็บไซต์ยังไงไม่ให้โดนล้วงลับ

 
 
หลายครั้งที่เราเข้าเว็บไซต์บนสมาร์ตโฟน และระบบก็ดันเก็บข้อมูลทุกอย่างเอาไว้ บางครั้งเราต้องใส่พาสเวิร์ดที่เป็นข้อมูลส่วนตัว หรือค้นหาบางข้อมูลที่ไม่อยากให้ใครรู้ แต่เทคโนโลยีก็ดันฉลาดจนความเป็นส่วนตัวนั้นหายไปหมด ที่จริงแล้วเราสามารถเซิร์ฟอินเตอร์เน็ตบนสมาร์ตโฟนได้อย่างปลอดภัยเพียงวิธีง่าย ๆ เช่นการปิดคุ้กกี้ในอินเตอร์เน็ตบราวเซอร์ อย่างบราวเซอร์ Safari เองก็เป็นบราวเซอร์แรก ๆ ที่ทำการบล็อกคุ้กกี้ของเหล่าเว็บไซต์พวก Third Party ต่าง ๆ โดยอัตโนมัติด้วยนะ
 
 
การใช้ Search Engine ก็มีส่วนเช่นกัน บางครั้งเสิร์ชเอ็นจิ้นยอดนิยมที่คนทั่วโลกชอบใช้ก็อาจมีระบบ Tracking ทำให้รู้ว่าเรากำลังดูข้อมูลและสนใจเรื่องอะไรอยู่ ไม่แปลกที่อยู่ ๆ เราก็จะเจอโฆษณาเกี่ยวกับสิ่งของที่เราเพิ่งทำการเสิร์ชหาไปเมื่อกี้นี้ ซึ่งเราเองชอบใช้เสิร์ชเอ็นจิ้นชื่อ DuckDuckGo ที่เขาเลคมว่าเราสามารถค้นหาข้อมูลต่าง ๆ ได้โดยไม่ถูกติดตามด้วยนะ
 
อีกเรื่องที่เรารู้สึกหลอนมากก็คือเหล่าโฆษณาผีนี่แหละ เคยไหมที่เวลาเรากำลังเลือกซื้อของออนไลน์อยู่ หรือเข้าไปค้นหาที่พัก ตั๋วเครื่องบิน แล้วก็ปิดมันไป แต่หลังจากนั้นคือโฆษณาเกี่ยวกับสิ่งที่เราดูมาก่อนหน้านี้คือเด้งรัว ๆ (บางโฆษณาคือใช้คำว่า "คุณกำลังหาเจ้าสิ่งนี้อยู่ใช่ไหมล่ะ" แล้วเป็นรูปสินค้าที่เราเพิ่งเปิดเข้าไปดู!) แค่นี้เราก็รู้สึกว่ากำลังโดนคุกคามแล้ว ซึ่งเรื่องนี้ถ้าใครใช้ iPhone หรือ Mac อาจเจอปัญหาน้อยหน่อย เพราะเขาเองก็คำนึงถึงเรื่องความเป็นส่วนตัวนี้มาตลอด เลยเขียนระบบป้องกันการติดตามอัจฉริยะไว้บน iOS 11 และ macOS High Sierra ด้วย มันจะไปช่วยกันไม่ให้ระบบติดตามต่าง ๆ ทำงาน และสามารถแยกออกว่า สิ่งที่เรากำลังหาอยู่บ่อย และปรากฎให้เราเห็นบ่อย ๆ นั้นจะไม่ใช่โฆษณา แต่เป็นเนื้อหาธุรกิจที่เราอยากรู้นั่นแหละ

รูปในอัลบัมต้องห้ามหลุด

 
 
บางฟังก์ชันสุดฉาลดในอัลบัมรูปของเราจ่วยให้เราใช้งานมันง่ายขึ้น แต่บางครั้งก็รู้สึกกลัว ๆ เหมือนกันว่าความเป็นส่วนตัวของเราจะยังอยู่ไหม ยิ่งกับรูปที่บางครั้งก็เป็นเรื่องเฉพาะของเราเหมือนกันนะ อย่างฟังก์ชันที่จัดกลุ่มภาพที่เราถ่ายเอาไว้ให้อย่างเรียบร้อยว่ารูปกลุ่มนี้ ถ่ายแถวไหน รูปนี้ถ่ายกับใคร ซึ่งหลายครั้งเราก็เอ๊ะ รู้เยอะไปไหมนะ ซึ่งจุดนี้เนี่ยที่จริงเราป้องกันได้ง่ายมาก ๆ เพราะหากระบบจะเก็บภาพทั้งหมดตามโลเคชั่นที่ถ่ายรูป หรือหน้าตาของบุคคลในรูปนั้น ๆ ต้องได้รับการอนุญาตให้ใช้ Location Tracking เสียก่อน อย่างที่การใช้งานในครั้งแรกจะมีข้อความปรากฎขึ้นมาว่าเรายินยอมหรือไม่ ซึ่งจุดนี้หากไม่ยินยอมก็กด Decline ไป หากยินยอมก็กด Allow เท่านั้นเอง ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่มักใช้งานโดยไม่คำนึงถึงจุดนี้ มีข้อความอะไรเด้งขึ้นมา ก็กดอนุญาต หรือกดตกลงเอาไว้ก่อน ดังนั้นอ่านข้อความดี ๆ ก่อนตัดสินใจก็ดีนะ รวมไปถึงการแชร์รูปไปยังอุปกรณ์อื่น ซึ่งจะสามารถแชร์รูปได้ก็ต่อเมื่ออุปกรณ์ที่ใช้เปิด iClouds Photo อยู่เท่านั้น ก็ไว้ใจในเรื่องความเป็นส่วนตัวได้ในระดับหนึ่งนะ

ข้อความที่ส่งไป มีใครอ่านได้ระหว่างทางไหมนะ

 
 
นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่เราสงสัยในใจอยู่กลาย ๆ ว่าในยุคที่เราสื่อสารกันผ่านข้อความเป็นหลักด้วยโปรแกรมแชต ข้อความที่ส่งไปนั้น จะเป็นข้อความที่คนสองคนเห็นแค่นั้นจริง ๆ ใช่ไหม ไม่ใช่ว่ามีใครนอกเหนือจากผู้รับและผู้ส่งสารได้อ่านเหมือนกันนะ (อย่างเช่น รัฐบา... อุ๊ปส์) ซึ่งนี่คือเรื่องส่วนตัวที่ไม่ควรมีใครมารุกล้ำถึง และหนึ่งในทางออกที่ดีก็ถือ เราต้องเลือกใช้โปรแกรมแชตที่ไว้ใจได้ว่าข้อความที่เรารับส่ง จะไม่มีใครรู้นอกจากเราเท่านั้น
 
ซึ่งสำหรับเราแล้ว หนึ่งในแพลตฟอร์มแชตที่ปลอดภัยคือ iMessage เพราะข้อความที่เราพิมพ์ ๆ ไปนั้น เวลาที่ถูกส่งออกไปปุ๊บ ระบบจะโปรแกรมข้อความของเรากลายเป็นโค้ดแทน เมื่อไปถึงปลายทาง โค้ดนั้นถึงจะถูกถอดรหัสให้เป็นข้อความตามที่เราพิมพ์อีกครั้ง ดังนั้ระหว่างการเดินทางของข้อความ จึงไม่มีใครที่จะเข้าใจสิ่งที่เราต้องการสื่อสารได้ ยกตัวอย่างเช่น หากเราพิมพ์ข้อความหาเพื่อนว่า "เดี๋ยวพรุ่งนี้ไปหาตอนสองทุ่ม" ระบบจะเข้ารหัสออกเป็นโค้ดที่เราไม่เข้าใจเช่น "Wql2#153&MhJJuiyK@!H23A%71L" เพื่อให้ข้อความเดินทางไป และแปลงกลับมาเป็นข้อความที่เข้าใจอีกครั้งนั่นเอง 

ทำไม Maps ที่ใช้ในสมาร์ตโฟนถึงรู้ว่าตอนนี้เราอยู่ไหน

 
 
อีกหนึ่งแอปพลิเคชั่นที่ใช้บ่อยจริงอะไรจริงคือ Maps นี่เอง ซึ่งบางครั้งเราก็กลัวเรื่องความเป็นส่วนตัวเวลาหาสักสถานที่ในแผนที่ หรือการแทร็กตัวเราในแผนที่เช่นกัน ซึ่งที่จริงเราก็พอไว้ใจได้ในระดับหนึ่งนะ เพราะเราไม่จำเป็นต้องล็อกอินเมื่อเข้าใช้ Maps ดังนั้นคุณลักษณะส่วนบุคคลก็จะไม่ถูกจดจำเอาไว้ ข้อมูลต่าง ๆ จะถูกรวบรวมเป็นครั้ง ๆ ในการใช้งาน Maps กันไป ข้อมูลจะถูกดึงมาใช้อย่างสมบูรณ์และดีที่สุดในเวลานั้น แต่พอออกจากแอปแล้ว Maps ก็จะรีเซ็ตข้อมูลทั้งหมด แล้วเริ่มใหม่เมื่อเราเข้าแอปอีกครั้งนั่นเอง

รหัสธุรกรรมคือของส่วนตัวที่สุด

 
 
เราจะไม่พูดถึงแอปพลิเคชั่นอย่าง Mobile Banking เพราะแต่ละธนาคารและสถาบันทางการเงินต่างก็มีระบบป้องกันของตัวเองอยู่แล้ว แต่กับบางแอปพลิเคชันที่เดี๋ยวนี้ช่วยเราลดการพกบัตรต่าง ๆ ด้วยการใช้ดิจิทัลการ์ด เพิ่มบัตรเข้าไปในสมาร์ตโฟน และใช้ชำระเงินต่าง ๆ ได้เลย อย่างเช่น Apple Pay (ที่บ้านเรายังไม่รองรับการใช้งานสักที) ก็สร้างความสะดวกให้กับเราเยอะขึ้นมาก และเขาก็เลือกหยิบเอาเทคโนโลยีอย่าง Face ID ในการเข้าถึงบัตรต่าง ๆ ใน Apple Pay ซึ่งแปลว่าถ้าไม่ได้แสกนหน้าของเรา ก็จะเข้าไม่ได้ ก็จะปลอดภัยมากกว่าดารใช้ระบบแกสนลายนิ้วมือนั่นเอง